สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

“กฤต” รับคลิปเสียงจริง มท.3 ลั่นเดินหน้าฟ้อง

 “กฤต” รับคลิปเสียงจริง มท.3 ลั่นเดินหน้าฟ้อง

‘กฤต’ จำนนต่อหลักฐาน! เปิดหน้ารับคลิปฉาวเสียงจริง ไม่ใช่เอไอ ยกมือไหว้ท่วมหัวขอขมา ‘ทรงศักดิ์’ แต่อ้างข้างๆ คูๆ แค่ ‘ล่อซื้อ’ แฉทุจริตสอบท้องถิ่น-มท.3 ลั่นคำขอโทษไร้ค่า เดินหน้าฟ้องกู้ศักดิ์ศรี ยันต้องล้างบาง ‘ผลไม้มีพิษ’

มหากาพย์โกงสอบท้องถิ่นสะเทือนเลื่อนลั่น! “พงศกรณ์” หรือ “กฤต” อดีตคณะทำงานรัฐมนตรีฯ โผล่พบตำรวจ สน.ทุ่งสองห้อง ยอมรับสิ้นไส้เสียงในคลิปเจรจาวิ่งเต้นตำแหน่ง 1,500 อัตราเป็นของจริง ไม่ใช่ AI ตามที่เคยอ้าง ยกมือไหว้ขอโทษ “ทรงศักดิ์ ทองศรี” 

ปมแอบอ้างชื่อทำเสื่อมเสีย แต่ยังปากแข็งอ้างทำไปเพราะต้องการ “ล่อซื้อ” ขบวนการทุจริต ด้าน “มท.3” ไม่จบง่ายๆ ยันเดินหน้าฟ้องถึงที่สุด ชี้ความเสียหายกระจายไปทั่วสังคมแล้ว คำขอโทษหักล้างไม่ได้ ขณะที่ “หนูนาถ” สั่งเชือดทิ้งทั้งพวงตามทฤษฎีผลไม้มีพิษ พบเงินสะพัดขบวนการนี้สูงถึง 4,500 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ที่สถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้อง บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคักเมื่อ นายพงศกรณ์ เสาร์ทน หรือ “กฤต” อดีตคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญที่ปรากฏเสียงในคลิปสนทนาฉาวโฉ่ปมทุจริตการสอบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 

เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนพร้อมทนายความ, โดยนายกฤตเปิดหน้ายอมรับกับสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการว่า เสียงในคลิปสนทนาดังกล่าวเป็นเสียงของตนเองจริง ไม่ใช่เสียงที่สร้างจากปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ตามที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันก่อนหน้านี้

ยกมือไหว้ขอขมา “ทรงศักดิ์” อ้างแค่ “ล่อซื้อ” 

ในระหว่างการให้สัมภาษณ์ นายกฤตได้ ยกมือไหว้ขอขมานายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ผ่านสื่อ โดยระบุว่าตนเองรู้สึกเสียใจอย่างยิ่งที่ทำให้เดือดร้อนและเสื่อมเสียชื่อเสียงจากการถูกนำชื่อไปพาดพิงในทางที่ไม่เหมาะสม, อย่างไรก็ตาม นายกฤตยังคงให้การภาคเสธในประเด็นการทุจริต โดยอ้างว่าเหตุผลที่พูดพาดพิงถึงรัฐมนตรีและโควตาที่นั่งสอบในวันนั้น เป็นเพียงกลอุบายเพื่อต้องการ “ล่อซื้อ” ข้อมูลจาก “นางส้ม” คู่สนทนา เพื่อหวังจะเปิดโปงขบวนการทุจริตสอบท้องถิ่นให้สิ้นซาก

นายกฤตยืนยันว่าตนเองและนายทรงศักดิ์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือรู้เห็นกับขบวนการเรียกรับเงินแต่อย่างใด, ส่วนความสัมพันธ์กับ น.ส.กานดาภร หรือ “ส้ม” นั้น เจ้าตัวอ้างว่ารู้จักกันเพียงผิวเผินผ่านการแนะนำของผู้อื่น และเคยพบกันเพียงครั้งเดียวที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ไม่ได้มีความสนิทสนมกันเป็นพิเศษตามที่ถูกกล่าวหา พร้อมระบุว่าคลิปเสียงนี้ถูกบันทึกไว้ตั้งแต่ปลายปี 2568 ซึ่งตนได้ให้ข้อมูลทั้งหมดกับพนักงานสอบสวนและสำนักงาน ป.ป.ช. ไปเรียบร้อยแล้ว

“ทรงศักดิ์” ฉะกลับ! ความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว คำขอโทษไม่มีผล 

ทางด้าน นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ออกมาให้สัมภาษณ์ด้วยน้ำเสียงดุดันที่ทำเนียบรัฐบาล ยืนยันว่า การออกมาขอโทษของนายกฤตไม่สามารถลบล้างความผิดทางการกฎหมายได้, โดยระบุว่าแม้เจ้าตัวจะออกมายอมรับว่าตนไม่เกี่ยวข้อง แต่ชื่อเสียงของตนถูกทำลายไปแล้ว สังคมยังคงคลางแคลงใจและเกิดความเข้าใจผิดไปในวงกว้าง,

“เมื่อเกิดความเสียหาย แค่คำขอโทษเท่านั้นใช่ไหม แต่สังคมและประชาชนที่รับรู้ว่ามีชื่อตน เขาจะไปหักล้างได้มากน้อยแค่ไหน เพราะตอนข่าวไม่ดีคนจะรู้เยอะ ตอนข่าวดีคนจะรู้น้อยมาก” นายทรงศักดิ์กล่าวอย่างตัดพ้อ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการปล่อยคลิปเสียงดังกล่าวอาจมีเจตนาแฝงทางการเมืองเพื่อดิสเครดิตพรรคภูมิใจไทย,

ทั้งนี้ นายทรงศักดิ์ได้มอบอำนาจให้ นายทิวา การกระสัง ทนายความ เดินหน้าแจ้งความดำเนินคดีกับบุคคล 3 ราย คือ “ส้ม-กิจ-บังแจ็ค” ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ให้ถึงที่สุด, เพื่อสร้างบรรทัดฐานว่าการตรวจสอบบุคคลสาธารณะต้องทำบนพื้นฐานความจริง ไม่ใช่การใส่ร้ายป้ายสี

โดยทนายทิวาระบุว่าได้รับคลิปเสียงนี้มานานแล้วแต่ตอนนั้นยังไม่มีการเอ่ยชื่อนายทรงศักดิ์ชัดเจน จนกระทั่งมีการเผยแพร่ผ่านเพจบังแจ็คจึงต้องรักษาสิทธิ์,

ย้อนรอยมหากาพย์ “ทลายรังแก้คะแนน” เงินสะพัด 4,500 ล้าน 

ปมฉาวนี้เริ่มแดงขึ้นหลังจากตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) นำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านพักหลังหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 หลังพบพิรุธมีกลุ่มคนเข้าออกยามวิกาลพร้อมโน้ตบุ๊ก, จากการตรวจค้นพบผู้ต้องหา 11 คน กำลังนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ 18 เครื่อง ดำเนินการปรับแก้คะแนนสอบย้อนหลังในฐานข้อมูล เพื่อให้สอดคล้องกับรายชื่อลูกค้าที่จ่ายเงินซื้อตำแหน่ง, เจ้าหน้าที่สามารถยึดสำเนากระดาษคำตอบได้กว่า 3,000 รายการ และพบบัญชีรายชื่อลูกค้าระดับ VIP ที่ประมวลผลเสร็จแล้วกว่า 2,000 รายการ, ขบวนการนี้เรียกเก็บค่าดำเนินการตั้งแต่ 350,000 บาท ไปจนถึง 800,000 บาทต่อตำแหน่ง โดยมีการประเมินเบื้องต้นว่าเม็ดเงินหมุนเวียนในขบวนการทุจริตครั้งประวัติศาสตร์นี้อาจสูงถึง 4,500 ล้านบาท,

ใช้ “ทฤษฎีผลไม้มีพิษ” เชือดข้าราชการขี้โกง 

ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย สั่งการเฉียบขาดให้ล้างบางขบวนการนี้ โดยยึดหลัก “ทฤษฎีผลไม้มีพิษ” (Fruit of the Poisonous Tree), ซึ่งหมายความว่าหากพบการทุจริตที่จุดใด หรือกระบวนการคัดเลือกไม่ถูกต้องตั้งแต่ต้นทาง ผู้ที่ได้รับการบรรจุในรอบนี้ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับขบวนการจะต้องถูกถอดถอนทั้งหมด แม้จะเริ่มทำงานไปแล้วก็ตาม

นอกจากนี้ ยังมีการขยายผลไปถึงข้าราชการระดับสูง โดยนายอนุทินประณามอย่างรุนแรงว่าคนที่ชั่วกว่าคือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ปล่อยให้มีขบวนการขายชาติเช่นนี้เกิดขึ้น, ขณะที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยยืนยันว่าผลสอบข้อเท็จจริงใกล้สะเด็ดน้ำแล้ว และจะสรุปผลเสนอต่อรัฐมนตรีในเร็วๆ นี้ เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับผู้เข้าสอบที่ตั้งใจจริงกว่า 4 แสนคน

โซเชียลระอุ! ขุดประวัติ “ข้าราชการป้ายแดง” สอบได้คะแนนเต็มพิลึก 

ในโลกออนไลน์ยังมีการตั้งข้อสังเกตจากผู้เข้าสอบหลายรายที่ได้ “0 คะแนน” ทั้งที่มั่นใจว่าทำได้ จนนำไปสู่การขอดูกระดาษคำตอบและพบร่องรอยการแก้ไขรหัสประจำตัวผู้สอบอย่างมีเงื่อนงำ, นอกจากนี้ นักสืบโซเชียลยังได้ขุดประวัติข้าราชการบางราย เช่น “นางสาว ณมล” ที่โพสต์อวดความสำเร็จว่าสอบได้ที่ 6 ของประเทศ ด้วยคะแนนภาษาอังกฤษเต็ม 100% แต่เมื่อความจริงเรื่องการแก้คะแนนถูกเปิดเผย เจ้าตัวกลับรีบปิดบัญชีโซเชียลหนีทันที

อย่างไรก็ตามมหากาพย์โกงสอบท้องถิ่นครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องการขอขมาของนายกฤต แต่คือการพิสูจน์ระบบยุติธรรมไทยว่าจะสามารถลากคอ “ตัวการใหญ่” ที่อยู่เบื้องหลังเงิน 4,500 ล้านบาทมาลงโทษได้หรือไม่ หรือจะเป็นเพียงการจับปลาซิวปลาสร้อยเพื่อปิดคดีไปตามระเบียบ!

columnist

น่าสนใจสำครับคุณ