สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

เป็นสิวอักเสบ ไม่ได้แย่อย่างที่คิด มาคุยกันแบบเปิดใจ แนะนำวิธีรักษาที่ถูกต้อง

 เป็นสิวอักเสบ ไม่ได้แย่อย่างที่คิด มาคุยกันแบบเปิดใจ แนะนำวิธีรักษาที่ถูกต้อง

สิวอักเสบ ไม่ใช่เรื่องน่าอาย และไม่ใช่เรื่องแปลกเลย เพราะเป็นสิ่งที่เกิดได้กับทุกคน ไม่ว่าจะเพราะฮอร์โมน ความเครียด หรือพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่เราอาจมองข้ามไป บทความนี้จะพาไปรู้จักสิวอักเสบแต่ละแบบให้มากขึ้น พร้อมแนะนำวิธีดูแลผิวอย่างอ่อนโยน และรู้แนวทางการรักษาสิวอักเสบที่ปลอดภัย โดยแพทย์ผิวหนังที่เชี่ยวชาญ หรือคลินิกรักษาสิวที่ได้มาตรฐาน จะเป็นอย่างไร? ดีแค่ไหน?

สิวอักเสบ คืออะไร? ไม่ใช่เรื่องน่าอายเลย

รู้ไหมว่า “สิว” เป็นสิ่งที่เราเจอได้ในชีวิตของเราแทบทุกคน มันไม่ใช่สิ่งที่ผิดปกติเลยนะ โดยเฉพาะ สิวอักเสบ (Inflammatory acne) คือ สิวอุดตันที่พัฒนาความรุนแรงจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Propionibacterium acnes (P.acnes) ที่เจริญเติบโตในรูขุมขน และต่อมไขมัน ซึ่งถ้าติดเชื้อมาก ๆ เข้า ก็จะทำให้เกิดการอักเสบ ที่อาจเจ็บ แดง บวม แถมชวนให้รู้สึกไม่อยากส่องกระจก จนหลายคนมักรู้สึกไม่มั่นใจเวลามีสิว แต่มันไม่ใช่เรื่องน่าอาย และสามารถรักษาหายได้

สิวอักเสบ เกิดจากอะไรบ้างนะ?

จริง ๆ แล้วสิวอักเสบเกิดได้จากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นฮอร์โมน ความเครียด พฤติกรรมการล้างหน้า หรือแม้แต่การกินอาหารบางชนิด ฟังดูเยอะ แต่ไม่ต้องตกใจ ทุกอย่างเราค่อย ๆ ปรับได้แบบไม่กดดันตัวเอง ลองมาเจาะลึกกันดูสิว่าเจ้าสิวอักเสบ ชอบโผล่มาเพราะอะไรบ้าง

 ฮอร์โมนแปรปรวน

วัยรุ่นหรือช่วงก่อนประจำเดือนคือช่วงพีคของการเกิดสิว เพราะฮอร์โมนแอนโดรเจนจะหลั่งมากขึ้น ทำให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากเกินไป จนเกิดการอุดตันและอักเสบได้ง่าย

ความเครียด

ความเครียดกระตุ้นฮอร์โมนที่อาจทำให้เกิดสิวได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งส่งผลต่อการผลิตน้ำมันบนใบหน้า แถมยังลดความสามารถในการฟื้นฟูผิวอีกต่างหาก

มลภาวะ ฝุ่นและสิ่งสกปรก

ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นควันหรือมลพิษในอากาศ ล้วนเป็นตัวการที่ทำให้รูขุมขนอุดตัน เมื่อสะสมบนผิวหน้าก็อาจทำให้สิวอักเสบเห่อขึ้นได้ง่าย โดยเฉพาะในคนที่เดินทางหรือใช้ชีวิตกลางแจ้งบ่อย ๆ

ล้างหน้าไม่สะอาด / ล้างบ่อยเกินไป

ใช่แล้วล่ะ การล้างหน้าที่ถูกต้องควรล้างแต่พอดี หรือวันละ 1 – 2 ครั้ง เพราะหากล้างมากไปก็ไม่ได้ ช้าก็พัง เพราะจะทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ แถมยังกระตุ้นให้ผิวผลิตน้ำมันมากขึ้นอีกด้วย ส่วนการล้างหน้าไม่สะอาดก็ไม่ต่างอะไรกับการปล่อยให้สิ่งสกปรกตกค้างบนผิวหน้า ซึ่งเป็นตัวการของการอุดตันและการเกิดสิวแบบไม่ทันตั้งตัวเลยล่ะ

เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ผิด

บางครั้งสิ่งที่คิดว่าดี อาจไม่เหมาะกับผิวเรา ดังนั้นควรเลือกผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่เหมาะกับสภาพผิว เช่น เป็นคนผิวมัน ควรหลีกเลี่ยงส่วนผสมของน้ำมัน ที่อาจทำให้เกิดการอุดตันได้ง่ายและเยอะกว่าเดิม หรือเป็นคนผิวแห้ง ก็ควรเลือกใช้ส่วนผสมที่มอบความชุ่มชื่น มากกว่าการไปใช้สารเคมีแรง ๆ หรือมีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสมหลัก

อาหารบางชนิด

เช่น ของหวาน ของมัน นมวัว บางคนจะแพ้ง่าย เพราะอาหารเหล่านี้อาจกระตุ้นให้ฮอร์โมนอินซูลินในร่างกายสูงขึ้น ซึ่งเชื่อมโยงกับการเพิ่มการผลิตน้ำมันบนผิว และทำให้เกิดสิวได้มากขึ้น

ฃพฤติกรรมชอบจับหน้า แกะสิว

บางทีเราทำแบบไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ เช่น ตอนนั่งทำงาน เครียด หรือเวลาส่องกระจก แล้วเผลอไปแกะไปเกา ไม่เพียงแต่จะทำให้สิวอักเสบกว่าเดิม ยังเสี่ยงทิ้งรอยดำหรือแผลเป็นไว้อีกด้วย

ประเภทสิวอักเสบ มีอะไรบ้าง ต่างกันมากไหม?

สิวอักเสบ สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายประเภทตามขนาดของตุ่มสิวอักเสบ และความรุนแรงของอาการอักเสบจากน้อยไปมาก ดังนี้

1.    สิวตุ่มนูนแดง (Papule)

สิวอักเสบตัวนี้มักจะเริ่มมาก่อนใครเพื่อน เป็นตุ่มเล็ก ๆ สีแดงขึ้นมาบนผิว ไม่มีหัวหนอง แต่แตะแล้วเจ็บจี๊ดเบา ๆ เพราะเกิดจากการอักเสบภายในผิวหนัง ถึงจะดูไม่รุนแรงมาก แต่ถ้าไปแกะไปกด อาจจะลุกลามกลายเป็นสิวหนองหรือสิวลึกได้ง่ายเลยนะ

2.    สิวหัวหนอง (Pustule)

นี่คือเวอร์ชันอัปเกรดของสิวตุ่มนูนแดง เพราะพอการอักเสบรุนแรงขึ้น ก็จะมีหนองขาว ๆ โผล่ขึ้นมาบนหัวสิว อาจดูน่าหนักใจ แต่จริง ๆ แล้วถ้าดูแลถูกวิธี ไม่แกะ ไม่บีบ โอกาสหายไวก็มีเยอะ ที่สำคัญคือป้องกันรอยดำได้อีกด้วย

3.    สิวเป็นก้อนลึก (Nodule)

เจ้า Nodule นี้คือสิวที่มาในระดับลึก เพราะเกิดการอักเสบลึกลงไปใต้ผิว เกิดเป็นก้อนแข็ง ๆ ใหญ่ ๆ กดแล้วเจ็บมาก แต่มองจากผิวภายนอกอาจไม่เห็นหนองหรือหัวสิวเลย ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะถ้ารุนแรงอาจทิ้งรอยแผลเป็นไว้ได้ง่าย

4.    สิวซีสต์ (Acne Cyst)

ถือว่าเป็นรุ่นใหญ่ในวงการสิวอักเสบเลยก็ว่าได้ เป็นสิวที่เกิดจากการอักเสบลึกมาก มีหนองอยู่ข้างใน และมักมีขนาดใหญ่ บางครั้งเจ็บจนไม่อยากจับหน้าเลยด้วยซ้ำ ถ้าใครมีลักษณะนี้บ่อย ๆ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อดูแลแบบเฉพาะทางจะดีที่สุด

5.    สิวหัวช้าง (Acne Conglobata)

สิวหัวช้าง เป็นสิวที่รุนแรงที่สุดในกลุ่มนี้ เกิดจากสิวหลายชนิดรวมตัวหนาใต้ผิวหนัง กลายเป็นกลุ่มก้อนนูนขนาดใหญ่ มักจะเจอในคนที่มีปัญหาสิวหนักมาก และอาจต้องได้รับการรักษาแบบจริงจังโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เช่น การใช้ยารับประทานที่ต้องควบคุมฮอร์โมน หรือยากลุ่มเรตินอยด์ เป็นต้น

ดูแลรักษาสิวอักเสบอย่างไร ให้กลับมาผิวสวย

การรักษาสิวเสบไม่ควรทำให้เรารู้สึกกดดัน ลองเปลี่ยนจาก “ต้องรักษาให้หายไวที่สุด” เป็น “ขอแค่ดูแลให้ดีที่สุดในแบบที่ถูกต้อง” เพราะผิวแต่ละคนไม่เหมือนกัน สิวแต่ละเม็ดก็มีเส้นทางของมันเอง ขอแค่เราค่อย ๆ ฟังผิวตัวเองไปทีละวัน ดูแลไปแบบใจเย็นและไม่ตัดสินตัวเอง ผิวก็จะค่อย ๆ กลับมาแข็งแรงแน่นอน

1.    รักษาสิวอักเสบด้วยตัวเอง

●      ใช้เจลแต้มสิวที่มีส่วนผสมฆ่าเชื้อ

หาซื้อยาทารักษาสิว เช่น Salicylic acid, Tea tree oil หรือ Benzoyl peroxide ก็คือตัวช่วยลดการอักเสบและฆ่าเชื้อแบคทีเรียต้นเหตุของสิวได้ดี

●      เลือกโฟมล้างหน้าที่ไม่มีแอลกอฮอล์

สารบางอย่างอาจทำร้ายผิวมากกว่าช่วย โดยเฉพาะถ้าผิวเราเริ่มอ่อนแอจากการอักเสบอยู่แล้ว ลองเลือกผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน มีค่า pH สมดุล ไม่มีฟองเยอะจนเกินไป

●      พักผ่อนให้เพียงพอ

บางทีแค่ได้นอนเต็มที่วันละ 6 – 8 ชั่วโมง สิวก็ซาลงได้นะ เพราะช่วงที่เราหลับ คือช่วงที่ผิวได้ซ่อมแซมตัวเอง และการนอนดึก หรืออดนอนซ้ำ ๆ อาจทำให้ฮอร์โมนปั่นป่วน ทำให้สิวอักเสบเห่อขึ้นได้ง่าย

●      ดื่มน้ำเยอะ ๆ

น้ำคือเพื่อนรักของผิว ดื่มน้ำ 2- 3 ลิตรต่อวัน จะช่วยให้ผิวไม่แห้ง ไม่มันเกินไป และช่วยขับของเสียออกจากร่างกายด้วย บางทีผิวที่ขาดน้ำ ร่างกายก็ส่งสัญญาณออกมาเป็นสิวได้เหมือนกันนะ

●      ไม่แกะ ไม่บีบ ไม่แคะ

การไปยุ่งกับสิวอักเสบ จะทำให้ผิวช้ำ การอักเสบหนักขึ้น และที่สำคัญ มันเสี่ยงทิ้งรอยดำ รอยแผลเป็นไว้ยาวนานกว่าสิวเสียอีก ลองหาวิธีเบี่ยงเบนความสนใจ เช่น ใช้แผ่นแปะสิวช่วยกันมือไม่ให้ไปยุ่ง

2.    รักษาสิวอักเสบกับหมอผิวหนัง

ถ้าสิวอักเสบไม่มีทีท่ายุบลง แนะนำให้เข้าพบแพทย์ผิวหนัง โดยแพทย์จะเริ่มวินิจฉัยสาเหตุจากการตรวจเชื้อสิว ประเมินสภาพผิวและเลือกวิธีรักษาอย่างเหมาะสมที่สุด  โดยมีวิธีรักษาได้แก่

●      กดสิว

เป็นการเอาหัวสิวที่อุดตันออกอย่างถูกวิธี ลดการอักเสบ และป้องกันไม่ให้สิวลุกลาม ที่สำคัญคือปลอดภัยกว่าการบีบเองที่บ้านแน่นอน

●      ฉีดสิว

เหมาะกับสิวอักเสบที่บวมแดงมาก แพทย์จะฉีดยาสเตียรอยด์ในปริมาณน้อย ๆ เข้าที่ตุ่มสิว ช่วยลดการอักเสบให้ยุบไวขึ้น หรือภายใน 1-2 วัน

●      ฉีด Skin Booster

วิธีนี้เหมาะกับคนที่ผิวอ่อนแอ เป็นสิวง่าย หรือมีปัญหารอยสิว ผิวขาดน้ำเรื้อรัง โดยหมอจะฉีดสารบำรุง เช่น ไฮยาลูโรนิก แอซิด (Hyaluronic Acid), วิตามิน หรือสารต้านการอักเสบ ฉีดลงลึกถึงชั้นผิวเพื่อไปฟื้นฟูผิวจากภายใน ทำให้ผิวแข็งแรงขึ้น สิวอักเสบลดลง แถมยังช่วยให้ผิวดูใสฉ่ำสุขภาพดีแบบไม่มันเยิ้มอีกด้วย

●      รักษาสิวแบบฉายแสง (LED light therapy)

เป็นวิธีที่ไม่เจ็บเลย ใช้แสงสีน้ำเงินหรือสีแดงช่วยลดการอักเสบและฆ่าเชื้อแบคทีเรียบนผิว เหมาะกับคนที่ไม่อยากใช้ยา หรืออยากเร่งการรักษาให้เห็นผลไวขึ้น

ไอเทมที่เพื่อนผิวเป็นสิวอักเสบควรมีติดบ้าน

เติม

  • คลีนเซอร์สูตรอ่อนโยน

ช่วยเคลียร์ผิวโดยไม่ทำลายเกราะป้องกัน เลือกสูตรไม่มีแอลกอฮอล์ ไม่มีน้ำหอม และไม่ฟองเยอะเกินไป เพื่อไม่ให้ผิวแห้งตึงหรือระคายเคือง

  • เจลแต้มสิว

ตัวช่วยเฉพาะจุดเวลาสิวมาเยือน เลือกที่มีสารช่วยลดการอักเสบ เช่น Salicylic acid หรือ Tea tree oil ใช้แค่ทาบาง ๆ หลังล้างหน้าก็พอแล้ว

  • มอยส์เจอร์ไรเซอร์สำหรับผิวเป็นสิว

หลายคนคิดว่าผิวมันไม่ต้องใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ แต่จริง ๆ แล้วถ้าผิวขาดความชุ่มชื้น ร่างกายจะยิ่งผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น ทำให้สิวแย่ลงได้ ลองเลือกสูตรบางเบา ไม่อุดตัน ไม่มีน้ำมัน เพื่อช่วยให้ผิวชุ่มชื้นอย่างพอดี

  • กันแดดสูตร Non-Comedogenic

ครีมกันแดด คือ ไอเทมที่คนเป็นสิวไม่ควรมองข้าม เพราะช่วยปกป้องทั้งสิวที่กำลังอักเสบ และลดโอกาสเกิดรอยดำจากแสงแดด ควรเลือกสูตรบางเบา ไม่เหนอะหนะ ไม่อุดตันผิว และที่สำคัญต้องทาทุกวัน แม้ในวันที่อยู่แต่ในบ้านก็ตาม

สรุป ผิวไร้สิวอักเสบ เมื่อเราดูแลผิวตัวเองอย่างถูกวิธี

เป็นสิวอักเสบ ไม่จำเป็นต้องเร่งให้หายทันทีในทุกครั้ง สิ่งสำคัญคือการค่อย ๆ ดูแลผิวอย่างเข้าใจ ฟังร่างกายตัวเอง และเลือกวิธีที่เหมาะกับเรา ไม่ว่าจะเป็นการปรับพฤติกรรม เลือกผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนกับผิว หรือปรึกษาหมอผิวหนังเพื่อการรักษาที่ปลอดภัยและตรงจุดที่สุด หวังว่าบทความนี้จะเป็นเพื่อนที่ช่วยให้คุณเข้าใจสิวอักเสบ และเลือกดูแลผิวได้ในแบบที่ใจไม่ต้องกดดันตัวเองอีกต่อไป

admin

น่าสนใจสำครับคุณ