USA “ดีเดย์”อิหร่าน แต่สะท้านถึงจีน
การสมคบคิดระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิสราเอลโจมตีอิหร่านด้วยข้ออ้างโครงการอาวุธนิวเคลียร์ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ไม่มีใครเชื่อว่าจะจบลงได้อย่างรวดเร็วเหมือนอย่างที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯคุยโม้ในวันแรกๆ เพราะแม้ผู้นำทางจิตวิญญาณของอิหร่านจะถูกเด็ดหัว โครงสร้างพื้นฐานของประเทศถูกถล่มด้วยขีปนาวุธ ระบบเศรษฐกิจย่ำแย่ แต่ประเทศก็ยังไม่ล่มสลาย รัฐบาลเตหะรานยังสามารถตอบโต้คู่สงครามได้อย่างไม่เหน็ดเหนื่อย
เมื่อสงครามทางทหารไม่สามารถปิดเกมได้อย่างที่คาด วอชิงตันจึงหันกลับไปหยิบอาวุธที่ตนถนัดที่สุดขึ้นมาใช้อีกครั้งนั่นคือ “สงครามทางเศรษฐกิจ” โดยเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 รัฐบาลสหรัฐฯได้ ประกาศใช้ “Economic D-Day” หรือการทำสงครามเศรษฐกิจขั้นสูงสุดต่ออิหร่าน พร้อมส่งสัญญาณไปยังนานาชาติว่า การค้าหรือการทำธุรกรรมทางการเงินกับอิหร่านอาจต้องเผชิญผลตอบโต้จากสหรัฐฯ
เป้าหมายของสหรัฐฯนั้นชัดเจนมากคือการตัดอิหร่านออกจากระบบเศรษฐกิจโลก ลดช่องทางหารายได้ ปิดเส้นทางการเงิน และทำให้ประเทศขาดทรัพยากรเพียงพอที่จะดำเนินสงครามต่อไป หรืออีกนัยหนึ่งคือการ “ตัดท่อน้ำเลี้ยง” ของอิหร่านจากจีน รัสเซีย ที่ยังค้าขายอย่างเปิดหน้า หรืออีกหลายประเทศที่แอบค้าขายอยู่หลังร้าน ซึ่งทำให้อิหร่านมีทุนมาสู้ศึกได้ยาวนาน
แต่สงครามเศรษฐกิจไม่ใช่เรื่องใหม่นี่ เพราะสหรัฐฯใช้มาตรการคว่ำบาตรอิหร่านมาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ อิหร่านถูกจำกัดการเข้าถึงระบบการเงินระหว่างประเทศ ถูกคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมัน ถูกปิดกั้นการลงทุนเพราะสหรัฐฯประกาศข่มขู่บริษัทหรือนานาประเทศไม่ให้ทำธุรกิจกับเตหะรานมาตั้งนานแล้ว ดังนั้นการแสดงท่าทีขึงขังจะดีเดย์อิหร่านเที่ยวนี้จะมีผลอะไร
คำตอบอาจอยู่ที่ความจริงว่า เป้าหมายของ Economic D-Day ไม่ได้มีเพียงอิหร่านเป็นศูนย์กลาง หากมองลึกลงไป นโยบายครั้งนี้กำลังมุ่งไปสู่เป้าหมายสำคัญอย่างน้อยสามด้าน ได้แก่ การควบคุมพลังงาน การควบคุมการเงิน และการควบคุมภูมิรัฐศาสตร์ และทั้งสามเรื่องนี้ล้วนถูกลากเส้นจากอิหร่านไปยัง “สาธารณรัฐประชาชนจีน” หรือแผน “ตีวัวกระทบคราด”
อิหร่านผลิตน้ำมันดิบได้ประมาณวันละ 2.5-3.3 ล้านบาร์เรล ผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ที่สุดคือจีน รองลงมาคืออินเดียซึ่งกำหนดจุดยืนของประเทศไว้ชัดเจนมานานแล้วว่าไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด มุ่งหน้าค้าขายอย่างเดียว และปากีสถานซึ่งได้แสดงความเป็นกลางในการเป็นเวทีกลางเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน และประกาศแล้วว่าจะค้าขายกับอิหร่านต่อไป
การปิดช่องแคบฮอร์มุซและต่อด้วยสงครามเศรษฐกิจที่บั่นทอนความสามารถของเตหะรานในการรักษาช่องทางส่งออกพลังงานจึงเชื่อมโยงโดยตรงกับท่าทีของปักกิ่ง การประกาศสงครามห้ามค้าขายกับอิหร่านย่อมไม่ต่างกับการพุ่งเป้าสกัดแหล่งนำเข้าน้ำมันราคาถูกของจีน ซึ่งจะมีผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมการผลิตของจีน
ก่อนหน้านี้สหรัฐฯก็เคยหักจีนมาแล้วจากปฏิบัติการบุกจับผู้นำประเทศเวเนซุเอลาด้วยข้อหาพัวพันค้ายาเสพติด แต่แท้จริงคือยึดครองแหล่งพลังงานซึ่งเวเนซุเอลามีปริมาณสำรองน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมากอันดับต้นของโลก แต่ลึกไปกว่านั้นคือตัดช่องทางส่งออกน้ำมันกับจีน
นี่จึงเป็นเหตุผลที่มองได้ว่า สหรัฐฯ กำลังพยายามจัดระเบียบแหล่งพลังงานสำคัญของโลกใหม่ ไม่ว่าจะเป็นตะวันออกกลางหรืออเมริกาใต้ เป้าหมายไม่ใช่เพียงการเพิ่มผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้บริษัทอเมริกัน แต่ยังรวมถึงการลดอำนาจต่อรองของคู่แข่ง โดยเฉพาะจีนที่มีความต้องการพลังงานจำนวนมหาศาล
การควบคุมระบบการเงิน สหรัฐฯยังถือครองอำนาจอย่างมากในระบบการเงินโลก เพราะเงินดอลลาร์และระบบสถาบันการเงินที่เชื่อมโยงกับสหรัฐฯ ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจระหว่างประเทศ การคว่ำบาตรจึงไม่ได้มีผลเฉพาะต่อบริษัทอเมริกัน แต่สามารถส่งผลต่อธนาคาร บริษัทประกันภัย บริษัทเดินเรือ และผู้ค้าจากประเทศอื่นได้ด้วย
Economic D-Day จึงเป็นการทดสอบอีกครั้งว่า อำนาจทางการเงินของสหรัฐฯ สามารถบังคับให้ประเทศต่าง ๆ ปรับพฤติกรรมตามความต้องการของวอชิงตันได้มากเพียงใด แต่ยิ่งสหรัฐฯใช้อาวุธทางการเงินบ่อยขึ้น ประเทศที่เป็นเป้าหมายก็ยิ่งมีแรงจูงใจในการสร้างระบบทางเลือก ลดการใช้เงินดอลลาร์ และพยายามสร้างช่องทางการค้าของตนเอง
ส่วนประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ นี่อาจเป็นแก่นแท้ที่สุดของเรื่องทั้งหมด เพราะอิหร่านไม่ได้เป็นเพียงประเทศคู่ขัดแย้งของสหรัฐฯ แต่เป็นหนึ่งในจุดเชื่อมสำคัญของภูมิภาคยูเรเซีย มีที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ อยู่ใกล้เส้นทางพลังงาน และมีความสัมพันธ์กับทั้งจีนและรัสเซีย การทำให้อิหร่านอ่อนแอลงจึงอาจส่งผลต่อดุลอำนาจในภูมิภาคทั้งหมด ขณะเดียวกันการบีบให้ประเทศต่างๆต้องเลือกระหว่างสหรัฐฯ หรืออิหร่าน ก็เป็นการทดสอบว่าอำนาจของวอชิงตันยังสามารถกำหนดพฤติกรรมของประชาคมโลกได้มากน้อยเพียงใด
ปฏิกิริยาของปักกิ่งออกมาแสดงจุดยืนอย่างทันทีว่าไม่เห็นด้วยกับมาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวโดยเฉพาะมาตรการที่ไม่ได้ผ่านความเห็นชอบในกรอบสหประชาชาติ จีนมองว่าการใช้การคว่ำบาตรข้ามพรมแดนเป็นการขยายอำนาจของประเทศหนึ่งไปควบคุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศอื่น และอาจบ่อนทำลายหลักการของระเบียบโลกที่มีอยู่ นอกจากจะไม่ช่วยแก้ปัญหาแล้วยังอาจซ้ำเติมให้รุนแรงและบานปลายออกไปอีก
ในมุมของจีนสงครามเศรษฐกิจครั้งนี้กำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์ ปักกิ่งจึงมีเหตุผลที่จะคัดค้าน ไม่ใช่เพียงเพราะเห็นใจอิหร่าน แต่เพราะจีนได้รับผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงด้านพลังงานและเศรษฐกิจ ยิ่งเส้นทางนำเข้าน้ำมันของจีนถูกบีบให้แคบลง ต้นทุนทางเศรษฐกิจก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขนส่งพลังงานโลก ยิ่งทำให้ปักกิ่งไม่สามารถมองสงครามอิหร่านเป็นเพียงปัญหาของตะวันออกกลางได้
การคัดค้านมาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียว การพูดถึงอธิปไตยและหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายใน ช่วยชูภาพจีนในฐานะมหาอำนาจที่เป็นผู้นำโลกหลายขั้วที่อยู่ในสายตาของประเทศกำลังพัฒนาที่ไม่ต้องการอยู่ภายใต้บงการของชาติอื่น ซึ่งนี่คือสิ่งที่จีนต้องการ เช่นเดียวกับที่ต้องการให้สหรัฐฯติดหล่มในสงคราตะวันออกกลางที่สิ้นเปลืองทรัพยากร งบประมาณ อาวุธ กำลังพล และความเสื่อมถอยทางการเมืองในสหรัฐฯที่ยิ่งรบนานคะแนนนิยมของทรัมป์ก็ยิ่งตกต่ำ
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือจังหวะเวลาของเรื่องทั้งหมด เพราะในวันที่ 24 กันยายน 2026 มีการคาดหมายว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะเดินทางเยือนสหรัฐฯ เพื่อร่วมการประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แม้กำหนดการยังต้องรอการยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่เพียงแค่ความเป็นไปได้ของการพบกันก็ทำให้ประเด็นอิหร่านมีความหมายทางการทูตมากยิ่งขึ้น แม้หัวข้อหลักระหว่างสองประเทศจะยังรวมถึงการค้า เทคโนโลยี ภาษี และการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ แต่เรื่องพลังงานและการคว่ำบาตรย่อมถูกโยงเข้าหากันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความคาดหมายของการเผชิญหน้าระหว่างสองผู้นำโลกในปลายเดือนนี้ที่สหรัฐอเมริกาคือ “ละครโรงใหญ่” คือสองผู้นำจับมือ ยิ้มแย้ม ให้สื่อมวลชนถ่ายรูป ประชุมร่วมกัน โบกมือลาจาก แต่ประชาชนของสองประเทศไม่ได้อะไร ชาวโลกไม่ได้อะไร ความขัดแย้งยังอยู่ สงครามการค้ายังอยู่ แค่พักยกความเครียด แล้วกลับมาจ้องหน้าหาเรื่องทะเลาะกันต่อไป /-
