สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

ttb ชี้โลกป่วนยาว เร่งแผนช่วยลูกหนี้–ดันดิจิทัล

 ttb ชี้โลกป่วนยาว เร่งแผนช่วยลูกหนี้–ดันดิจิทัล

“ทีทีบี” มองเศรษฐกิจโลกเผชิญแรงกดดันภูมิรัฐศาสตร์ยืดเยื้อ เงินบาทอ่อน–น้ำมันผันผวน กระทบเศรษฐกิจไทย เดินกลยุทธ์ “3 Plus” ยกระดับช่วยลูกหนี้ ขยายบริการลงทุน และพัฒนาดิจิทัลแบงกิ้ง

นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ ทีทีบี เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนสูงจากความขัดแย้งของขั้วอำนาจใหญ่ ทั้งในตะวันออกกลาง ความตึงเครียดระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา รวมถึงความขัดแย้งในหลายภูมิภาค ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นสถานการณ์ที่ยืดเยื้อและไม่สามารถยุติได้ง่ายในระยะสั้น

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคที่ต้องจับตา โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งมองว่ายังมีความเปราะบาง แม้จะมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศก็ตาม

สำหรับเศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดันจากหลายด้าน ทั้งปัจจัยการเงินและพลังงาน โดยค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่า ปัจจุบันเคลื่อนไหวอยู่บริเวณระดับประมาณ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังมีความผันผวนสูงและยากต่อการคาดการณ์ ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนของภาคธุรกิจในระยะต่อไป

ขณะที่สถานการณ์การเมืองไทย แม้การมีรัฐบาลใหม่ที่มีเสถียรภาพจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อตลาดทุนในระยะสั้น แต่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองยังคงเป็นปัจจัยที่ภาคธุรกิจต้องปรับตัวรับมือไปอีกระยะหนึ่ง

“ท่ามกลางความผันผวนดังกล่าว ธนาคารจึงมุ่งเน้นการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นให้กับลูกค้า โดยตั้งเป้าหมายให้การดำเนินธุรกิจสร้างประโยชน์ต่อทั้งลูกค้าและสังคมก่อน ซึ่งเชื่อว่าหากลูกค้ามีความแข็งแรง ธุรกิจจะสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว”นายฐากร กล่าว

ทั้งนี้ ธนาคารได้กำหนดกลยุทธ์หลักในการดำเนินธุรกิจผ่านแนวทาง “ยกระดับ 3 เรื่อง” หรือ 3 Plus ได้แก่ การยกระดับการช่วยเหลือลูกหนี้ การยกระดับการเติบโตทางธุรกิจ และการยกระดับประสบการณ์ดิจิทัล

ในด้านการช่วยเหลือลูกหนี้ ธนาคารยังคงเดินหน้ามาตรการช่วยเหลือลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการรวบหนี้ การปรับโครงสร้างหนี้ และการให้คำปรึกษาทางการเงิน โดยเฉพาะลูกค้ากลุ่มเปราะบาง เพื่อช่วยลดภาระดอกเบี้ยและเพิ่มสภาพคล่อง

ซึ่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ธนาคารได้ช่วยลูกหนี้ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ไปแล้วเกือบ 400,000 บัญชี และสามารถรักษาสถานะลูกหนี้ให้กลับมาเป็นปกติได้ถึงประมาณ 90% ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงการเกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL)

ขณะเดียวกัน ธนาคารยังมีโครงการ “รวบหนี้” ที่ช่วยนำสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีดอกเบี้ยสูงประมาณ 24% มารวมกับสินเชื่อบ้านที่มีดอกเบี้ยต่ำกว่า ทำให้ดอกเบี้ยลดลงเหลือประมาณ 6% ส่งผลให้ลูกค้าสามารถประหยัดดอกเบี้ยรวมกันได้แล้วมากกว่า 3,000 ล้านบาท

พร้อมกันนี้ ธนาคารยังใช้แนวทางการกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยง หรือ Risk-Based Pricing โดยลูกค้าที่มีวินัยทางการเงินจะได้รับดอกเบี้ยที่ต่ำลง เช่น สินเชื่อบุคคลที่สามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมาอยู่ที่ประมาณ 13.99% ภายใต้แนวคิด “ทำดีต้องได้ดี”

สำหรับการเติบโตทางธุรกิจ ธนาคารมุ่งขยายบริการด้านการลงทุนและการบริหารความมั่งคั่ง โดยเน้นกลุ่มลูกค้าที่กำลังสร้าง “ล้านแรก” ผ่านแพลตฟอร์ม ttb investment ที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยวิเคราะห์และให้คำแนะนำการลงทุนแบบเฉพาะบุคคล

ขณะเดียวกัน การเข้าซื้อกิจการบริษัทหลักทรัพย์ธนชาต ยังมีเป้าหมายเพื่อยกระดับแพลตฟอร์มการให้คำแนะนำด้านการลงทุนให้ครบวงจรมากขึ้น ไม่ใช่เพียงการซื้อขายหุ้น แต่รวมถึงการวางแผนการลงทุนระยะยาว

ในส่วนของสินเชื่อรายย่อย ธนาคารยังให้ความสำคัญกับสินเชื่อรถจักรยานยนต์ โดยมุ่งช่วยให้กลุ่มมนุษย์เงินเดือนและข้าราชการสามารถเข้าถึงสินเชื่อในอัตราที่เป็นธรรม เนื่องจากรถจักรยานยนต์ถือเป็นพาหนะสำคัญในการประกอบอาชีพของประชาชนจำนวนมาก

ด้านนายฐากร ปิยะพันธ์ ผู้จัดการใหญ่ ทีทีบี กล่าวว่า ธนาคารยังคงดำเนินธุรกิจโดยยึดแนวทางการเติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการหนี้อย่างยั่งยืน ควบคู่กับการสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมให้กับลูกค้า

“ในช่วงที่ผ่านมา ธนาคารได้จัดตั้ง “โค้ชแก้หนี้” ซึ่งเป็นพนักงานอาสาสมัครที่ผ่านการอบรม เพื่อให้คำปรึกษาทางการเงินแก่ลูกค้าที่ประสบปัญหาหนี้สินอย่างใกล้ชิด ช่วยวางแผนการเงินและสร้างกำลังใจให้ลูกค้ากลับมามีสภาพคล่องและเงินออมได้อีกครั้ง”นายฐากร กล่าว

นอกจากนี้ ธนาคารยังมุ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ช่วยสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับลูกค้า เช่น เงินฝากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐที่ให้ผลตอบแทนกว่า 3% รวมถึงกองทุนรวม ตราสารหนี้ และประกันสะสมทรัพย์ เพื่อช่วยกระจายการลงทุนและรักษาความมั่งคั่งในระยะยาว

ทั้งนี้ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความผันผวนสูงจากทั้งปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ โดยเฉพาะระดับหนี้ครัวเรือนไทยที่ยังสูงกว่า 90% ของ GDP ธนาคารจึงเลือกใช้กลยุทธ์ “ประคองตัว” โดยเน้นการดูแลลูกหนี้เดิมให้สามารถผ่านช่วงเศรษฐกิจที่ท้าทายไปได้ พร้อมกับพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์ความผันผวนของตลาด เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับลูกค้าและธนาคารในระยะยาว

samanyavee

https://bangkok-today.com

น่าสนใจสำครับคุณ