สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

SINO ลุยครึ่งปีหลัง ดันรายได้ 3.5 พันล้าน ค่าระวางเรือฟื้นรับไฮซีซั่น เร่ง Air Freight โต 5% ปั้นมาร์จิ้น

 SINO ลุยครึ่งปีหลัง ดันรายได้ 3.5 พันล้าน ค่าระวางเรือฟื้นรับไฮซีซั่น เร่ง Air Freight โต 5% ปั้นมาร์จิ้น

SINO เดินเกมรุกครึ่งปีหลัง หวังพลิกสถานการณ์จากแรงกดดันค่าระวางเรือในไตรมาสแรก หลังสัญญาณตลาดขนส่งเริ่มฟื้นตั้งแต่เดือน พ.ค. รับไฮซีซั่นมาเร็วกว่าปกติ ตั้งเป้ารายได้ปี 2569 แตะ 3,500 ล้านบาท ปริมาณขนส่ง 53,000 ตู้

ขณะที่ครึ่งปีแรกทำได้แล้วกว่า 27,000 ตู้ เดินหน้าลดการพึ่งพา Sea Freight ดัน Air Freight และธุรกิจบริการสนับสนุนขึ้นเป็นเครื่องยนต์ใหม่ หวังดัน Net Margin กลับสู่ระดับ 2-3%

นายนันท์มนัส วิทยศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไซโน โลจิสติกส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SINO เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น หลังตลาดขนส่งสินค้าทางเรือผ่านช่วงผันผวนในไตรมาสแรก โดยอัตราค่าระวางเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่เดือน พ.ค. และทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่องเข้าสู่ไตรมาส 3 ตามการเข้าสู่ช่วง Peak Season เร็วกว่าปกติ

อย่างไรก็ตามบริษัทจึงยังคงเป้าหมายปี 2569 มีรายได้ 3,500 ล้านบาท และปริมาณขนส่งสินค้าทางเรือ 53,000 ตู้ โดยครึ่งปีแรกทำได้แล้วกว่า 27,000 ตู้ ขณะที่ความแออัดในเส้นทางขนส่งสำคัญและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นแรงหนุนให้ความต้องการพื้นที่ระวางสินค้าเพิ่มขึ้น

“SINO กำลังปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งสำคัญ จากเดิมที่มีรายได้หลักจากการรับจัดการขนส่งสินค้าทางทะเล หรือ Sea Freight Forwarder ไปสู่การเป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์ครบวงจร โดยมุ่งเพิ่มรายได้จาก Air Freight คลังสินค้า บริการศุลกากร การขนส่งภาคพื้นดิน และการขยายเครือข่ายในต่างประเทศ เพื่อกระจายความเสี่ยงจากวัฏจักรค่าระวางเรือ”นายนันท์มนัส กล่าว

ปัจจุบัน Sea Freight ยังมีสัดส่วนรายได้ประมาณ 87.4% ลดลงจากปีก่อนที่อยู่ราว 93% ขณะที่ Air Freight เพิ่มเป็น 3.2% และ Support Services ซึ่งครอบคลุมคลังสินค้าและบริการศุลกากรอยู่ที่ประมาณ 9.4% โดยบริษัทตั้งเป้าภายในปีนี้ลดสัดส่วน Sea Freight เหลือประมาณ 80% เพิ่ม Air Freight เป็น 5% และ Support Services เป็น 12%

ทางด้าน Air Freight เป็นหนึ่งในธุรกิจที่บริษัทให้น้ำหนักมาก เนื่องจากมีศักยภาพสร้างมาร์จิ้นสูง โดยปัจจุบันทำ Gross Margin ได้ถึงประมาณ 40% หลังการเข้าซื้อกิจการ AS Logistic ซึ่งเปิดทางให้ SINO เข้าถึงสัญญาระวางสินค้าโดยตรงกับสายการบิน หรือ Direct Block Space Agreement รวม 11 สายการบิน ช่วยให้บริหารพื้นที่ระวางและควบคุมต้นทุนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ขณะเดียวกัน AS Logistic ยังได้รับการยอมรับจากพันธมิตรระดับนานาชาติ โดยได้รับรางวัลจาก Saudi Arabian Airlines ในฐานะพันธมิตรด้านการขนส่งรายสำคัญ สะท้อนโอกาสของตลาด Air Freight ที่ยังมีช่องว่างให้ขยายตัว

อีกด้านหนึ่ง SINO เดินหน้าขยายฐานธุรกิจในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลัก คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 75% ของธุรกิจ ผ่านการเข้าซื้อ World Transport Group หรือ WLTG ซึ่งดำเนินงานภายใต้ชื่อ Worldlink ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มความสามารถในการบริหารงานปลายทางและลดการพึ่งพาตัวแทนภายนอก

อย่างไรก็ตาม การรวม WLTG ในไตรมาสแรกยังสร้างแรงกดดันต่อผลประกอบการจากต้นทุนการปรับระบบและช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่หลังจากเร่งแก้ไขปัญหาและปรับโครงสร้างการดำเนินงาน เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวตั้งแต่เดือน พ.ค. โดยบริษัทคาดว่าธุรกิจในสหรัฐฯ จะถึงจุดคุ้มทุน หรือ Break-even ได้ภายในเดือน ก.ย.นี้ ก่อนเริ่มสร้างผลบวกต่อผลประกอบการในระยะต่อไป

ส่วนธุรกิจคลังสินค้าในพื้นที่แหลมฉบังและศรีราชา ปัจจุบันเปิดให้บริการรวม 9 แห่ง พื้นที่ประมาณ 4,000-5,000 ตารางเมตร และมีอัตราการใช้พื้นที่ในระดับสูงจนพื้นที่ส่วนใหญ่เต็มความจุ โดยธุรกิจดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่ง Profit Engine ของกลุ่ม เนื่องจากสามารถสร้าง Gross Margin ได้ประมาณ 17% สูงกว่าค่าเฉลี่ยธุรกิจขนส่งทั่วไปที่ราว 14%

นายนันท์มนัส กล่าวเพิ่มเติมว่า SINO ยังต่อยอดรายได้จากคลังสินค้าไปสู่บริการ Stuffing & CFS Services ขณะที่บริษัทลูก Interconnection Logistic เสริมบริการ Customs Clearance การขนส่งภาคพื้นดิน และ Cross-Border Logistics โดยเส้นทางมาเลเซียยังขยายตัวได้ต่อเนื่อ

samanyavee

https://bangkok-today.com

น่าสนใจสำครับคุณ