สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

REIC โชว์ Q1/69 อสังหาฯ ฟื้น! อานิสงส์มาตรการรัฐดันยอดโอนพุ่ง 11%

 REIC โชว์ Q1/69 อสังหาฯ ฟื้น! อานิสงส์มาตรการรัฐดันยอดโอนพุ่ง 11%

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เผยผลสำรวจไตรมาส 1 ปี 69 พบสัญญาณบวกดัชนีการโอนกรรมสิทธิ์ขยายตัว หลังมาตรการรัฐช่วยหนุน ยอดโอนทั่วประเทศพุ่งกว่า 7.2 หมื่นหน่วย “ณรงค์พล ประภานิรินธร์” ชี้บ้านมือสองและกลุ่มราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท ขณะที่ ธอส. ขานรับนโยบายรัฐอัดฉีดสินเชื่อบ้านสีเขียว 3.2 หมื่นล้าน ดอกเบี้ยต่ำจูงใจคนไทยมีบ้าน

นายณรงค์พล ประภานิรินธร์ รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานการตลาด รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เปิดเผยถึงสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 ว่า ภาพรวมมีการขยายตัวที่น่าสนใจ โดยมีหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศจำนวน 72,000 กว่าหน่วย เพิ่มขึ้น 11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่มูลค่าการโอนอยู่ที่ 1.8 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% ปัจจัยหลักมาจากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ ทั้งการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV และมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองที่ครอบคลุมไปถึงบ้านราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท

สำหรับพื้นที่ที่ยังคงเป็น “หัวหอก” หลักคือกลุ่มท็อป 10 จังหวัด อาทิ กรุงเทพฯ, สมุทรปราการ, ภูเก็ต, เชียงใหม่ และระยอง ซึ่งครองส่วนแบ่งตลาดถึง 70% ของประเทศ ที่น่าสนใจคือกลุ่มบ้านราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท มีการเติบโตถึง 12% ขณะที่กลุ่มบ้านหรูราคาเกิน 7 ล้านบาทกลับหดตัวลง 14.8% สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการรัฐส่งผลโดยตรงต่อกลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง

โดยมีปัจจัยบวกจากมาตรการรัฐอาจถูกหักล้างด้วยวิกฤตต้นทุน ซึ่งปัจจุบันดัชนีราคาค่าก่อสร้างพุ่งสูงขึ้นถึง 15% ตามราคาน้ำมันและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ในอนาคตอันใกล้ ราคาบ้านใหม่อาจต้องปรับตัวสูงขึ้นอีก 5-10% ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป จากเดิมที่เคยเลือกซื้อบ้านหลังใหญ่เกินความจำเป็น เริ่มหันมามองความคุ้มค่าและเลือกซื้อตามความจำเป็นมากขึ้น

“ตอนนี้เงินในกระเป๋าคนเล็กลง ของไม่ถูกลง ต้นทุนทุกอย่างพุ่ง ทำให้คนเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรม หันมาซื้อบ้านมือสองมากขึ้น เพราะได้ทั้งทำเลที่ตั้งและราคาที่จับต้องได้ ซึ่งตัวเลขไตรมาส 1 ชัดเจนมากว่าบ้านมือสองมีการโอนถึง 4.8 หมื่นหน่วย ขณะที่บ้านใหม่มีเพียง 2.4 หมื่นหน่วยเท่านั้น” นายณรงค์พลกล่าว

ในส่วนของตลาดต่างชาติ พบสัญญาณการชะลอตัว โดยหน่วยโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมของชาวต่างชาติในไตรมาส 1 ลดลงถึง 17% โดยกลุ่มหลักอย่างจีน พม่า และไต้หวัน มีตัวเลขลดลงเนื่องจากมาตรการคุมเข้มของประเทศต้นทางและภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน

ขณะที่กลุ่มรัสเซียกลับเป็นกลุ่มที่เติบโตสวนทาง โดยนิยมซื้ออสังหาฯ ในแหล่งท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตและชลบุรี เพื่อหนีจากสภาวะสงครามในประเทศ ทั้งนี้ REIC ยังคงมองว่าประเทศไทยเป็น “Safe Haven” หรือสวรรค์ของชาวต่างชาติ เนื่องจากค่าครองชีพที่ไม่สูงเกินไปและมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี โดยเฉพาะด้านการแพทย์

นายณรงค์พล กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วง 5 เดือนแรกของปี ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ไปแล้วกว่า 30% จากเป้าหมาย 8 หมื่นล้านบาท โดยครองส่วนแบ่งการตลาดสินเชื่อใหม่สูงถึง 40% อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่คือกลุ่มลูกค้าที่อยากได้บ้านแต่ความสามารถในการกู้ยังไม่ถึง

อย่างไรก็ตามเพื่อแก้ปัญหานี้ ธอส. ได้เปิดโครงการ “โรงเรียนการเงิน” เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้กู้เป็นเวลา 1 ปี โดยเน้นการสร้างวินัยทางการเงินและการเดินบัญชี หากทำตามเงื่อนไขครบ 12 เดือนจะมีสิทธิ์ยื่นกู้ได้ทันที นอกจากนี้ ธนาคารยังรุกตลาด “สินเชื่อเขียว” เตรียมวงเงินกว่า 3.2 หมื่นล้านบาท สนับสนุนการซื้อบ้านประหยัดพลังงานและการติดตั้ง Solar Roof เพื่อรับมือกับวิกฤตค่าไฟแพงในอนาคต

สำหรับแนวโน้มในช่วงที่เหลือของปี ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังอยู่ในภาวะ “หายใจไม่ทั่วท้อง” คาดการณ์ว่ายอดโอนกรรมสิทธิ์ทั้งปีอาจติดลบประมาณ 1-2% แม้จะมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง แต่ปัจจัยลบภายนอกทั้งสงคราม อัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวในระดับสูง และเงินเฟ้อที่พุ่งแตะ 3% ยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญ

“จุดเปลี่ยนสำคัญหลังจากนี้จะอยู่ที่นโยบายการคลัง ว่าจะสามารถออกมาตรการมาอุ้มหรือพยุงภาคอสังหาฯ ได้มากน้อยแค่ไหน ในสภาวะที่นโยบายการเงินทำได้ลำบากจากการที่แบงก์ชาติมองว่าอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันมีความเหมาะสมแล้ว” นายณรงค์พล กล่าวทิ้งท้าย

samanyavee

https://bangkok-today.com

น่าสนใจสำครับคุณ