เลเซอร์สิว vs กดสิว vs ฉีดสิว แบบไหนรักษาสิวหายเร็วกว่ากัน?
ปัญหาสิวไม่ได้กวนใจแค่เรื่องความเจ็บปวด แต่ยังทำลายความมั่นใจของใครหลายคน ไม่ว่าจะเป็นสิวอุดตันที่ลูบหน้าทีไรก็สะดุด หรือสิวอักเสบเม็ดเป้งที่พร้อมจะปะทุได้ทุกเมื่อ เมื่อสิวบุก การมองหาวิธีรักษาที่เห็นผลไว ตรงจุดจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ซึ่งวิธีรักษาสิวนั้นมีหลายรูปแบบ ทั้งการทำเลเซอร์สิว การกดสิว และการฉีดสิว จนทำให้คนไข้หลายคนสับสนว่าตกลงแล้วเราควรเลือกวิธีไหนกันแน่? วันนี้เราได้นำข้อมูลการรักษาสิวจาก M Vita Clinic มาเทียบกันให้เห็นชัด ๆ แบบช็อตต่อช็อต เพื่อให้คุณตัดสินใจเลือกวิธีที่เหมาะกับสภาพผิวและปัญหาสิวของคุณได้ดีที่สุด
รู้จัก 3 หัตถการรักษาสิว คืออะไร? ช่วยเรื่องอะไรบ้าง?
สิวแต่ละประเภทต้องการการดูแลที่แตกต่างกัน การเลือกวิธีรักษาที่ถูกต้องจึงต้องเข้าใจรูปแบบการรักษาต่าง ๆ ก่อน เพื่อให้สิวหายเร็วและไม่ทิ้งรอยแผลเป็นไว้ ซึ่ง 3 วิธีรักษาสิวที่ได้นำมาฝากกันวันนี้ แต่ละแบบมีจุดเด่นอย่างไรบ้าง
การกดสิว
การกดสิวถือเป็นหัตถการพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับคนที่มีปัญหาสิวอุดตัน (Comedones) ไม่ว่าจะเป็นสิวหัวดำหรือสิวหัวขาว หลักการสำคัญคือการใช้เครื่องมือทางการแพทย์เปิดหัวสิวและดันเอาไขมันรวมถึงสิ่งสกปรกที่อุดตันอยู่ในรูขุมขนออกมาให้หมด เป็นการกำจัดหัวสิวเพื่อตัดวงจรไม่ให้สิวอุดตันเหล่านั้นพัฒนากลายไปเป็นสิวอักเสบเม็ดใหญ่ ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยเคลียร์ผิวให้เรียบเนียนได้ทันทีหลังทำ
ข้อดี
- ผิวหน้าเรียบเนียนขึ้นทันที สัมผัสแล้วไม่สะดุด เพราะหัวสิวถูกนำออกไปแล้ว
- ลดโอกาสที่สิวอุดตันจะติดเชื้อจนกลายเป็นสิวอักเสบขนาดใหญ่
- ค่าใช้จ่ายต่อครั้งไม่สูงเมื่อเทียบกับหัตถการอื่น ๆ
- เมื่อรูขุมขนไม่อุดตัน ครีมบำรุงหรือยารักษาสิวจะซึมเข้าสู่ผิวได้ดียิ่งขึ้น
ข้อเสีย
- อาจมีความรู้สึกเจ็บจี๊ด ๆ ขณะทำ โดยเฉพาะในจุดที่สิวฝังลึก
- หลังกดสิวจะมีรอยแดงชั่วคราว ซึ่งมักจะหายไปเองใน 1-2 วัน
- เสี่ยงอักเสบหากทำไม่ถูกวิธี จึงควรทำโดยผู้ที่เข้าใจการกดสิวเท่านั้น
การฉีดสิว
การฉีดสิว หรือการฉีดยากลุ่มสเตียรอยด์เจือจางเข้าไปที่หัวสิวโดยตรง ที่ช่วยลดการอักเสบ การฉีดสิวจะเข้าไปลดกระบวนการอักเสบของเนื้อเยื่อ ทำให้สิวยุบตัวลงอย่างรวดเร็วภายใน 24 ชั่วโมง เหมาะสำหรับเคสเร่งด่วนที่ต้องการใช้หน้า หรือมีสิวหัวช้างที่เจ็บจนทนไม่ไหว การฉีดจะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดหลุมสิวจากการที่สิวอักเสบกินเนื้อผิวเป็นเวลานานได้
ข้อดี
- สิวอักเสบเม็ดใหญ่สามารถยุบได้เร็ว ภายในข้ามคืน หรือภายใน 1-2 วัน
- ช่วยบรรเทาอาการปวดบวมจากสิวอักเสบได้ดีมาก
- การทำให้สิวยุบเร็วช่วยลดโอกาสการเกิดคีลอยด์ (Keloid) ในบางราย
ข้อเสีย
- ไม่ใช่การรักษาที่ต้นเหตุ ช่วยลดอาการอักเสบปลายเหตุ หัวสิวหรือเชื้อโรคอาจยังอยู่
- เสี่ยงหน้าบุ๋ม หากแพทย์ใช้ยาปริมาณมากเกินไปหรือฉีดผิดชั้นผิว อาจทำให้เนื้อเยื่อยุบตัวเป็นรอยบุ๋มได้ ต้องรอฟื้นฟูหลายเดือน
- การฉีดสิวไม่มีผลต่อสิวอุดตันที่ไม่มีการอักเสบ
เลเซอร์สิว
โปรแกรมการเลเซอร์สิวคือเทคโนโลยีการรักษาที่ครอบคลุมและแก้ปัญหาได้ตรงจุดที่สุด เพราะพลังงานเลเซอร์สามารถลงลึกไปฆ่าเชื้อแบคทีเรีย C.Acnes ที่เป็นต้นตอของสิว พร้อมช่วยลดการทำงานของต่อมไขมัน ทำให้หน้ามันน้อยลง ลดโอกาสเกิดสิวใหม่ นอกจากนี้การเลเซอร์สิวยังสามารถช่วยลดรอยแดง รอยดำ จากสิวไปพร้อม ๆ กันในคราวเดียว ทำให้ผิวหน้ากลับมาดูกระจ่างใสและแข็งแรงขึ้น
ข้อดี
- ฆ่าเชื้อสิวลึกถึงต้นตอ ไม่ทำให้เกิดสิวซ้ำซาก
- ผิวดีขึ้น ช่วยกระชับรูขุมขน ลดหน้ามัน และกระตุ้นคอลลาเจนให้ผิวแข็งแรง
- รักษาสิวพร้อมลบรอยแดง รอยดำ ทำให้ไม่ต้องมารักษารอยแยกอีกรอบ
- ไม่มีแผลเปิด ส่วนใหญ่จึงไม่ต้องพักฟื้น ไม่ทิ้งสะเก็ดแผล สามารถแต่งหน้าได้ปกติ
ข้อเสีย
- ต้องทำต่อเนื่อง เพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจนและการหายขาด มักต้องทำเป็นคอร์สต่อเนื่อง 3-5 ครั้งขึ้นไป
- ราคาสูงกว่าการกดหรือฉีดสิว แต่แลกมาด้วยผลลัพธ์ที่ครอบคลุมกว่า
- หลังทำต้องดูแลผิวและทากันแดดอย่างเคร่งครัด
เปรียบเทียบชัด ๆ เลเซอร์สิว vs กดสิว vs ฉีดสิว เลือกแบบไหนดี?
หากคุณกำลังลังเลว่า ควรเลือกหัตถการแบบไหนดี เพื่อช่วยแก้ปัญหาสิว จริง ๆ แล้วขึ้นอยู่กับประเภทสิว หากคุณมีสิวอุดตัน หัวปิดจำนวนมาก การกดสิวคือทางออกที่ดีที่สุดเพื่อเคลียร์ผิว แต่ถ้ามีสิวอักเสบเม็ดเป้งที่เจ็บระบม การฉีดสิวจะช่วยกู้หน้าได้ไวที่สุด ส่วนใครที่มีปัญหาสิวเรื้อรัง เป็น ๆ หาย ๆ มีทั้งสิวและรอยดำรอยแดง เลเซอร์สิว คือตัวช่วยที่แก้ปัญหาได้อย่างครอบคลุม ตรงจุด เพราะจัดการได้ทั้งเชื้อสิวและความหมองคล้ำ ให้ผลลัพธ์ระยะยาวที่ดีกว่า
เคล็ดลับการรักษาสิวแบบผสมผสาน ทางเลือกสิวหายเร็วที่สุด?
ความจริงแล้ว การรักษาที่เห็นผลไวและยั่งยืนที่สุด คือการผสมผสานหลาย ๆ เทคโนโลยีเข้าด้วยกัน เช่น การกดสิวเพื่อเคลียร์ท่อไขมันที่อุดตันออกก่อน จากนั้นตามด้วยการทำเลเซอร์สิว เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ตกค้าง ลดการอักเสบ และลบรอยแดงไปพร้อมกัน วิธีนี้จะช่วยตัดวงจรสิวได้เด็ดขาดกว่าการทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ทำให้สิวหายเร็วขึ้น 2 เท่า และผิวหน้ากลับมาแข็งแรงสดใสได้ไวกว่าเดิม
สรุปบทความ
การรักษาสิวไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่การเลือกวิธีที่ถูกต้องจะช่วยย่นระยะเวลาการรักษาและป้องกันแผลเป็นถาวรได้ หากคุณต้องการแค่เคลียร์สิวอุดตันการกดสิวคือคำตอบ แต่หากปวดสิวอักเสบการฉีดสิวช่วยได้ดี แต่ถ้าต้องการจบปัญหาสิวซ้ำซากพร้อมคืนหน้าใสไร้รอย เลเซอร์สิวคือการลงทุนที่คุ้มค่า หากคุณยังไม่แน่ใจว่าผิวหน้าของคุณเหมาะกับการรักษาแบบไหน ควรปรึกษาคุณหมอก่อนเสมอ เพื่อเลือกแนวทางในการรักษาที่ตรงใจ ซึ่งที่ M Vita Clinic เป็นอีกหนึ่งคลินิกรักษาสิว ที่คุณหมอเราพร้อมดูแลให้คุณกลับมาหน้าใส มั่นใจอีกครั้ง
