“อนุทิน-สีหศักดิ์” ประสานเสียงสัมพันธ์ไต้หวันปึ้ก ปัดเอนเอียง-ยันยึดหลักการสากล
กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการทูตขึ้นมาทันที เมื่อความสัมพันธ์ระหว่าง ไทย-จีน และไต้หวัน ถูกจับตามองอย่างหนักภายหลังการออกแถลงการณ์ร่วมระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลจีน ที่มีการระบุถึงการสนับสนุนหลักการ “จีนเดียว” อย่างเข้มข้น จนทำให้กระทรวงการต่างประเทศไต้หวันต้องออกโรงประท้วง
ด้วยความผิดหวัง, แต่ท่ามกลางบรรยากาศที่ดูเหมือนจะตึงเครียด กลับมีสัญญาณบวกในมิติด้านการท่องเที่ยว เมื่อไต้หวันตัดสินใจขยายระยะเวลา ฟรีวีซ่า ให้คนไทยต่อไปอีก 1 ปี สะท้อนให้เห็นถึงการแยกแยะระหว่างเกมการเมืองระดับโลกกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและมิตรภาพระหว่างประชาชน
ไทเปโวยไทย “อ่อนข้อ” ปักกิ่ง บิดเบือนอธิปไตย
ชนวนเหตุของความไม่พอใจครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังจากที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนและเข้าพบปะหารือกับ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 โดยในเวลาต่อมาทั้งสองฝ่ายได้ออกแถลงการณ์ร่วม “ว่าด้วยการมุ่งสู่ประชาคมไทย-จีนที่มีอนาคตแห่งความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน”
โดยเนื้อหาสำคัญที่ทำให้ฝ่ายไทเปควันออกหูคือ ข้อความที่ระบุว่า ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ พร้อมสนับสนุนภารกิจการรวมชาติของจีนอย่างสันติ และจะไม่สนับสนุนการเรียกร้องเอกราชของไต้หวัน รวมถึงการที่ไทยยอมรับนโยบาย “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ของจีน
หลิน เจียหลง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน ได้แสดงความเสียใจอย่างยิ่งที่ประเทศไทยยอมรับจุดยืนของรัฐบาลปักกิ่ง โดยระบุว่าเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างรุนแรงและบ่อนทำลายสถานะทางการเมืองของไต้หวันในเวทีสากล, พร้อมทั้งเตือนให้ไทยระวังผลกระทบจากการขยายอำนาจของจีนในภูมิภาค ซึ่งอาจส่งผลย้อนกลับมาหาประเทศที่ยอมอ่อนข้อในที่สุด
รัฐบาลไทยยัน “ไม่มีอะไรใหม่” ยึดหลักการสากล
ทางด้านท่าทีของรัฐบาลไทยดูเหมือนจะ “ใจดีสู้เสือ” โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ยืนยันหนักแน่นว่า นโยบาย “จีนเดียว” เป็นสิ่งที่ไทยยึดถือมาโดยตลอด ไม่ใช่เรื่องใหม่และไม่ได้เป็นการเอนเอียงไปทางใดทางหนึ่ง นายกฯ ระบุสั้นๆ ถึงกระแสความไม่พอใจของไต้หวันว่า “มันก็เป็นท่าทีของเขา เราก็รับทราบ” พร้อมมั่นใจว่าเข้าใจกันดีอยู่แล้ว จึงไม่ต้องมีการชี้แจงท่าทีใดๆ เพิ่มเติม
สอดคล้องกับ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ออกมาสำทับว่า เรื่องนี้ไม่มีประเด็นอะไรใหม่ เพราะเกือบทุกประเทศทั่วโลกก็ยึดถือนโยบายจีนเดียวเช่นกัน, นายสีหศักดิ์มองว่าการที่ไต้หวันออกแถลงการณ์ประท้วงอาจเป็นเรื่องภายในที่ต้องการแสดงท่าทีให้ประชาชนของตนเองเห็น แต่ในความเป็นจริง ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ การค้า และวัฒนธรรมระหว่างไทยกับไต้หวันยังคงแน่นแฟ้นและเดินหน้าไปตามปกติเหมือนเดิมทุกประการ
เช็กบิลความสัมพันธ์.. การเมืองเรื่องรอง ปากท้องเรื่องใหญ่
มีความขัดแย้งทางถ้อยแถลงทางการทูต แต่ในภาคปฏิบัติกลับพบว่า “มิตรภาพทางเศรษฐกิจ” ยังคงเติบโตสวนกระแส โดยล่าสุด สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย ได้ประกาศขยายมาตรการยกเว้นการตรวจลงตรา (ฟรีวีซ่า) สำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางไทยออกไปอีก 1 ปีเต็ม
มาตรการนี้จะทำให้คนไทยสามารถเดินทางไปท่องเที่ยวไต้หวันได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า และพำนักได้นานถึง 14 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 ไปจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2570, ซึ่งการตัดสินใจครั้งนี้ของทางการไต้หวันถือเป็นการตอบรับกระแสการท่องเที่ยวที่คึกคักอย่างยิ่ง โดยในปีที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางไปเยือนไต้หวันกว่า 500,000 ครั้ง ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดในรอบหลายปี
ปีเตอร์ หลัน ผู้แทนรัฐบาลไต้หวันประจำประเทศไทย ย้ำชัดว่าการแลกเปลี่ยนระหว่างทั้งสองฝ่ายมีความใกล้ชิดและอบอุ่นยิ่งขึ้น ขณะที่นายสีหศักดิ์ของไทยก็มั่นใจว่า ประเด็นทางการเมืองจะไม่กระทบต่อฟรีวีซ่า เพราะทั้งสองฝ่ายต่างมีผลประโยชน์ร่วมกัน โดยเฉพาะเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวไทยที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไต้หวัน ขณะที่นักลงทุนไต้หวันเองก็เข้ามาลงทุนในไทยจำนวนมาก
อย่างไรก็รามแม้กลิ่นอายความตึงเครียดจากการขยายอิทธิพลของจีนจะปกคลุมภูมิภาค แต่กรณีของ ไทย-ไต้หวัน ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงชั้นเชิงทางการทูตและการรักษาผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ ฝ่ายไทยยังคงยึดมั่นในนโยบายหลักเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับพญามังกรจีน ขณะเดียวกันก็ยังคงเดินหน้าความร่วมมือด้านเศรษฐกิจกับไต้หวันได้อย่างราบรื่น
การที่ไต้หวันยอมกลืนเลือดต่อฟรีวีซ่าให้คนไทยท่ามกลางความผิดหวังทางการเมือง คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า ในโลกยุคปัจจุบัน “มิตรภาพระหว่างประชาชนและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ” มักจะมีน้ำหนักมากกว่าถ้อยแถลงในหน้ากระดาษเสมอ ตราบใดที่นักท่องเที่ยวไทยยังเป็นลูกค้ารายใหญ่ และนักลงทุนไต้หวันยังเห็นไทยเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ ความสัมพันธ์แบบ “ปากว่าตาขยิบ” เช่นนี้ก็น่าจะยังคงดำเนินต่อไปได้อีกนาน
