MSIG รุก EV คุมเสี่ยงดันโตยั่งยื หนุนเป้าโต 12%
MSIG กางกลยุทธ์ปี 2569 มุ่งบริหารพอร์ตอีวี (EV) อย่างระมัดระวัง หลังพบ Loss Ratio พุ่งสูงเกิน 100% เตรียมจับมือสิงคโปร์วางโครงสร้างราคาใหม่ ควบคู่การใช้เทคโนโลยี RPA อัปเกรดงานบริการตัวแทน พร้อมตั้งเป้าเติบโต 12%
นายรัฐพล กิติศักดิ์ไชยกุล กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแผนดำเนินธุรกิจในปี 2569 ว่า ท่ามกลางความท้าทายจากสภาวะเศรษฐกิจและภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น บริษัทได้มีการปรับตัวขององค์กรในยุคที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังเข้ามาดิสรัปต์อุตสาหกรรม
สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2569 หนึ่งในประเด็นที่น่าจับตาคือการรุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งมีการเติบโตอย่างมหาศาล โดยยอดขายรถ EV ในช่วงปีที่ผ่านมาพุ่งสูงถึง 130,000 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่มีเพียง 80,000 คัน โดยส่วนใหญ่เป็นแบรนด์จากประเทศจีนถึง 60%
ทั้งนี้ MSIG ยอมรับว่าที่ผ่านมาได้ชิมลางในตลาด EV บ้างแล้ว แต่พบว่าอัตราความเสียหาย พุ่งสูงกว่า 100% ซึ่งสอดคล้องกับภาพรวมของตลาดประกันภัย สาเหตุหลักมาจากค่าซ่อม อะไหล่ และราคาแบตเตอรี่ที่ยังอยู่ในระดับสูง นายรัฐพลระบุว่า ในปี 2569 บริษัทมีแผนจะศึกษาตลาดนี้อย่างจริงจังมากขึ้น โดยกำลังหารือกับทางสิงคโปร์เพื่อกำหนดทิศทางและโครงสร้างเบี้ยประกันที่เหมาะสม
“เราคงหนีไม่พ้นที่จะเข้าทำรถ EV เพราะในอนาคตรถไฟฟ้าจะมีสัดส่วนสูงมากเหมือนในประเทศจีน แต่ต้องดูว่าเบี้ยเท่าไหร่ถึงจะคุ้มค่าและไม่ขาดทุน ถ้าตั้งแพงเกินไปลูกค้าก็ไม่ซื้อ แต่ถ้าถูกเกินไปบริษัทประกันก็อยู่ไม่ได้ ปีหน้าก็ต้องมานั่งปรับเบี้ยกันอีก ซึ่งเราต้องการการเติบโตที่ยั่งยืน”นายรัฐพล กล่าว
ในส่วนของการบริหารพอร์ตโฟลิโอ บริษัทยังคงยึดนโยบายรักษาสมดุลระหว่างประกันภัยรถยนต์และประกันภัยประเภทอื่น (Non-Motor) โดยตั้งเป้าให้สัดส่วนประกันรถยนต์ไม่เกิน 50-55% ของพอร์ตทั้งหมด ข้อมูลล่าสุดระบุว่าพอร์ตของบริษัทประกอบด้วย ประกันรถยนต์ 48% และประกันอื่นๆ 52%
(อาทิ ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลและเดินทาง 28% ทรัพย์สินและโรงงาน 12% การขนส่งหรือมารีน 9%) การเน้นหนักในกลุ่ม Non-Motor โดยเฉพาะประกันเดินทางซึ่งเป็นจุดแข็งของบริษัทมานานกว่า 10 ปี ถือเป็นเกราะป้องกันความผันผวนของกำไรได้ดี
ด้านการพัฒนาเทคโนโลยี ในปี 2569 MSIG จะยกระดับการนำระบบอัตโนมัติ RPA มาใช้ในการออกกรมธรรม์ ซึ่งปัจจุบันสามารถทำได้รวดเร็วถึง 2,500 กรมธรรม์ภายในคืนเดียว, นอกจากนี้ยังได้เปิดตัวแพลตฟอร์มดิจิทัลใหม่สำหรับ “ตัวแทนและนายหน้า” ที่ใช้เวลาพัฒนากว่า 8 เดือน เพื่อให้คู่ค้าสามารถเสนอราคาและออกกรมธรรม์ให้ลูกค้าได้ทันทีผ่านระบบออนไลน์ พร้อมระบบชำระเงินที่เบ็ดเสร็จในที่เดียว เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ไร้รอยต่อ
นายรัฐพล กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปี 2569บริษัทจะก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว ควบคู่ไปกับการขยายฐานลูกค้าในตลาดใหม่ๆ อย่าง EV อย่างระมัดระวัง โดยยึดหลักความยั่งยืนมากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตามในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าเติบโตอยู่ที่ประมาณ 12% โดยในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา บริษัทมีเบี้ยประกันภัยอยู่ที่ประมาณ 1,600 ล้านบาท โดยตั้งเป้ามีเบี้ยประกันภัยเดินทางที่ 1,000 ล้านบาท โดยในช่วงไตรมาสแรกมีเบี้ยแล้ว 250 ล้านบาท เติบโต 40%
สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2568 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีที่ MSIG สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในด้านยอดขาย โดยมีเบี้ยประกันภัยรับรวมสูงที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา อยู่ที่ประมาณ 5,680 ล้านบาท เติบโตขึ้นถึง 15% เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่มีเบี้ยรวมประมาณ 4,900 ล้านบาท การเติบโตที่ก้าวกระโดดนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของลูกค้าและการรุกตลาดที่ถูกจุดในหลายเซกเมนต์
อย่างไรก็ตาม ในด้านผลกำไรกลับต้องเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่จาก “มหาภัย” ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นถึง 2 ครั้งซ้อน คือเหตุการณ์แผ่นดินไหวในช่วงต้นปี (ปลายเดือนมีนาคม) และอุทกภัยครั้งใหญ่ในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ในช่วงปลายปี โดยเหตุการณ์แผ่นดินไหวสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน ทั้งคอนโดมิเนียมและที่พักอาศัย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 5,300 ล้านบาท ซึ่งบริษัทมีภาระค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้ประมาณ 370 ล้านบาท
ขณะที่น้ำท่วมหาดใหญ่มีความรุนแรงไม่แพ้กัน โดยมีจำนวนการเคลมรวมกว่า 1,800 ราย แบ่งเป็นทรัพย์สิน 800 กว่าราย และรถยนต์เกือบ 1,000 ราย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมประมาณ 423 ล้านบาท (แบ่งเป็นรถยนต์เกือบ 300 ล้านบาท และทรัพย์สินเกือบ 200 ล้านบาท)
ทั้งนี้จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้บริษัทต้องจ่ายค่าสินไหมรวมจากทั้งสองเหตุการณ์สูงกว่า 800 ล้านบาท แต่ด้วยกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงผ่านการทำประกันภัยต่อ (Reinsurance) ที่ครอบคลุม ทำให้ผลกระทบต่อกำไรสุทธิไม่รุนแรงอย่างที่คาด โดยสามารถปิดงบปี 2568 ด้วยกำไรหลังหักภาษีประมาณ 220 ล้านบาท ซึ่งหากไม่มีภัยพิบัติทั้งสองครั้งนี้ นายรัฐพลคาดการณ์ว่าปี 2568 จะเป็นปีที่มีกำไรดีที่สุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน
