MINT กำไรพุ่งทะยาน ปี 67พร้อมขยายธุรกิจต่อเนื่องปี 68
จากการดำเนินธุรกิจปีที่ผ่านมา อาจพูดได้ว่า เป็นหนึ่งในหลายๆ บริษัท ที่มีผลการดำเนินงานที่โดดเด่นอย่างมาก โดยเฉพาะ ในหมวดธุรกิจบริการ ประเภทโรงแรม ที่สอดรับกับความต้องการของผู้คนในการเดินทางท่องเที่ยว ถือเป็นปัจจัยสำคัญ ที่มาสร้างความแข็งแกร่ง ให้การเงินของบริษัท เติบโตอย่างเห็นได้ชัด
เผยผลประกอบการแข็งแกร่ง
บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT ได้ออกมาเปิดเผยผลประกบการล่าสุด ที่เผยให้เห็นความแข็งแกร่งทางการเงินในปี 2567 ที่เพิ่มมากขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกัน กับปีก่อนหน้า ถือเป็นผลงานยดเยี่ยมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยการประกาศผลประกอบการปี 2567 พบว่า มียอดกำไรเพิ่มขึ้นไปถึง 43% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า มาอยู่ที่ 7,750 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึง การดำเนินงานที่ยอดเยี่ยม ท่ามกลางความต้องการ การเดินทางทั่วโลก ที่ยังคงแข็งแกร่ง และเติบโตอย่างต่อเนื่อง
นายดิลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม MINT กล่าวว่า ผลกำไรที่เพิ่มขึ้นครั้งนี้ เกิดขึ้นจาก ความแข็งแกร่งที่ต่อเนื่องในธุรกิจโรงแรม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญ ที่มาช่วยขับเคลื่อนรายได้ของบริษัท ให้เติบโตมากขึ้น “โดยรายได้เฉลี่ยต่อห้อง ต่อคืน และ การขยายตัวของตลาด ควบคู่ไปกับผลการดำเนินงานที่แช็งแกร่งในธุรกิจ ร้านอาหารที่ได้รับแรงหนนจากวัตกรรมของแบรนด์ และจำนวนลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้น”
ไม่เพียงเท่านั้น ซีอีโอ MINT ยังบอกด้วยว่า บริษัทยังประสบความสำเร็จในการเพิ่มประสิทธิการดำเนินงาน โดยได้รับประโยชน์จากโมเดลธุรกิจที่ลดการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (Asset-light Model) ที่เติบโตขึ้น ในขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นถึงวินัยทางการเงินผ่านการลดหนี้ “ปิดท้ายปีด้วยผลงานที่น่าประทับใจ MINT มีกำไรสุทธิในไตรมาส 4 ปี 2567 เพิ่มขึ้นถึง 269% เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 3,632 ล้านบาท ซึ่งเป็นการวางรากฐานสำหรับการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและการลงทุนเชิงกลยุทธ์ในปี 2568”
แผนสร้างการเติบโต
ซีอีโอ MINT เปิดเผยอีกว่า บริษัทฯ มีแผนเดินหน้าสร้างการเติบโตของกำไรสุทธิจากการดำเนินงานตามเป้าหมายเฉลี่ย 15-20% ต่อปี มาอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ปี 67 สามารถทำได้ 18% “ซึ่งปัจจัยสนับสนุนหลัก ยังคงมาจากการดำเนินธุรกิจด้วยโมเดล Asset light และการลดภาระหนี้สินลงอย่างต่อเนื่อง หลังจากปีก่อนอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ลดลงเหลือต่ำกว่า 1 เท่า มาอยู่ที่ 0.8 เท่า ตามเป้าหมายที่วางไว้” ขณะทาง ซีอีโอ ยังบอกด้วยว่า ในปีนี้ ได้มีการวางแผนลดภาระหนี้สินที่มีดอกเบี้ย ให้ต่ำกว่า 4 เท่า จากปีก่อนที่ 4.3 เท่า เพื่อให้เกิดการเติบโตของผลการดำเนินงานเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ทาง MINT ยังมีการคาดการณ์ในเรื่องรายได้ ของปี 68 ด้วยว่า มีโอกาสจะเติบโตเป็นตัวเลขหลักเดียวในระดับสูง หรือประมาณ 6-8% “ส่วนปัจจัยหนุนหลัก ก็ยังคงมาจากธุรกิจโรงแรมที่ยังคงได้รับอานิสงส์จากการท่องเที่ยวเติบโตดีต่อเนื่องในทุกภูมิภาค ที่บริษัทมีเครือข่ายโรงแรมตั้งอยู่ โดยเฉพาะในประเทศไทย ที่ล่าสุดได้อานิสงส์จากการถ่ายทำซีรีส์ The White Lotus ซีซั่น 3 ทั้งที่ โรงแรมบนเกาะสมุย และภูเก็ต ทั้ง 4 แห่ง ส่งผลให้อัตราค่าห้องพัก (ADR) เพิ่มขึ้นสูงกว่า 40% ท่ามกลางความต้องการใช้ห้องพักของนักท่องเที่ยว ที่กำลังตามรอยซีรีส์ดัง” ไม่เพียงแค่นั้น ทางบริษัทยังมีแผนการเปิดให้บริการโรงแรมใหม่อีกราว 54 แห่งภายในปี 2568 นี้อีกด้วย
ท่องเที่ยวฟื้นตัว ดันธุรกิจโรงแรมปรับตัวดีขึ้น
ปัจจุบัน การเติบโตของรายได้จากธุรกิจโรงแรมของ MINT ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของการเดินทางทั่วโลกและการดำเนินการเชิงกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จในตลาดสำคัญ โดยรายได้ธุรกิจโรงแรมในยุโรปและอเมริกา: มีอัตราเฉลี่ยต่อห้องต่อคืน เพิ่มขึ้น 9% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยราคาห้องพักเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น 6% ได้รับแรงหนุน จากวินัยด้านการกำหนดราคาและการเดินทางในภูมิภาคที่สม่ำเสมอ โดยสเปนเป็นประเทศที่มีผลงานการเติบโตดีที่สุด รองลงมาคือยุโรปกลาง เบเนลักซ์ และอิตาลี
ขณะที่ในประเทศไทย รายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืนพุ่งสูงขึ้นร้อยละ 17 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น การขยายเส้นทางการบิน และกลยุทธ์การขายแบบกำหนดเป้าหมายที่ดึงดูดนักเดินทางคุณภาพสูงจากสหรัฐอเมริกา ยุโรป และเอเชีย นอกจากนี้ MINT ยังคงเตรียมพร้อมขยายธุรกิจเชิงกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง โดยเปิดโรงแรมใหม่ 30 แห่งที่มีห้องพักกว่า 3,000 ห้องในปี 2567 ภายใต้โมเดลธุรกิจ Asset-light Model เป็นหลัก ส่งผลให้ MINT มีฐานการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในเมืองสำคัญต่างๆ ทั่วทวีปเอเชีย ตะวันออกกลาง ยุโรป และโอเชียเนีย โดยการเปิดตัวโรงแรมครั้งสำคัญ ได้แก่ โรงแรม NH Collection Helsinki Grand Hansa ในประเทศฟินแลนด์ โรงแรม Anantara Stanley & Livingstone Victoria Falls ในประเทศซิมบับเว และ Anantara Jewel Bagh Jaipur Hotel ในรัฐราชสถาน ประเทศอินเดีย ซึ่งช่วยเสริมสร้างความเป็นผู้นำของ MINT ในตลาดใหม่ๆ ที่มีอัตราการเติบโตสูง
ค่าเงินดอลลาร์แข็ง ส่งผลดี
ประเด็นค่าเงินดอลลาร์ ก็เป็นหนึ่งในปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ที่ทำให้ผลการดำเนินงานของบริษัท เติบโตขึ้น “บริษัทมองด้วยว่า อานิสงส์จากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ และเศรษฐกิจของสหรัฐ ที่แข็งแกร่ง เป็นส่วนที่มาช่วยให้ ผลการดำเนินงานของบริษัท มีโอกาสที่จะเติบโตมากขึ้น ท่ามกลางนักท่องเที่ยวจากสหรัฐฯ ที่ออกมาเดินทางท่องเที่ยวนอกประเทศกันมากขึ้น โดยมาพร้อมกับการใช้จ่ายที่จ่ายสูงขึ้น ทำให้โรงแรมของบริษัทฯ ได้รับประโยชน์ และในอนาคตบริษัทยังคงมองหาโอกาสในการเข้าลงทุนในสหรัฐเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มีโรงแรม NH Collection ในนิวยอร์กเพียงโรงแรมเดียว” ซีอีโอ กล่าว
ธุรกิจร้านอาหาร เติบโต
นอกจากธุรกิจโรงแรมแล้ว ธุรกิจร้านอาหาร ยังเป็นสิ่งที่มาช่วยผลักดันให้ธุรกิจของ ไมเนอร์ แข็งแกร่งด้วยเช่นกัน โดย ไมเนอร์ ฟู้ด ประสบความสำเร็จในการเติบโตอย่างแข็งแกร่งอีกปี โดยมียอดขายโดยรวมทุกสาขา (TSS) ในประเทศไทยเพิ่มขึ้น 8% และสิงคโปร์มียอดขายรวมเติบโตขึ้น 12% ซึ่งเป็นผลมาจากการขยายตัวของยอดขายต่อร้านเดิมและจำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้น “ความมุ่งมั่นของบริษัทในการพัฒนานวัตกรรมและแนวคิดที่ขับเคลื่อนโดยผู้บริโภคนำไปสู่การเปิดตัวแบรนด์และรูปแบบร้านค้าใหม่ๆ ที่ประสบความสำเร็จ เช่น ร้าน สเต็ก แอนด์ มอร์ (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นตัวเลือกการรับประทานอาหารระดับพรีเมียมในราคาที่เข้าถึงได้ และร้าน แบทเทอร์แคช (สิงคโปร์) ซึ่งเป็นแนวคิดร้านฟิชแอนด์ชิปส์สมัยใหม่ที่ดึงดูดผู้บริโภคในเมือง”
ในขณะเดียวกัน ไมเนอร์ ฟู้ด ยังได้เร่งการขยายธุรกิจด้วย Asset-light Model ผ่านความสำเร็จของการขายแฟรนไชส์ทรัพย์สินทางปัญญาระดับโลกที่บริษัทเป็นเจ้าของ เช่น เบนิฮานา, ซิซซ์เล่อร์ และกาก้า โดยมีการเปิดร้านเบนิฮานาที่กรุงปารีส การเปิดสาขาซิซซ์เล่อร์หลายแห่งในประเทศญี่ปุ่นและเวียดนาม และการขยายสาขาร้านกาก้าทั่วประเทศไทยอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ดิลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม MINT ยังได้แสดงความมั่นใจในแนวโน้มการเติบโตของบริษัทฯ โดยกล่าวว่า “ผลการดำเนินงานที่เป็นประวัติการณ์ของ MINT ตอกย้ำความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจและการดำเนินการเชิงกลยุทธ์ของเรา ด้วยงบแสดงฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้เราพร้อมที่จะเร่งการเติบโตในปี 2568 และในอนาคต เราจะยังคงใช้ประโยชน์จากแนวโน้มการท่องเที่ยวทั่วโลก ขยายโมเดลธุรกิจ Asset-light Model และขับเคลื่อนการสร้างสรรค์นวัตกรรมในธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารของเราต่อไป เราจะมุ่งเน้นไปที่การส่งมอบผลกำไรที่ยั่งยืนและเพิ่มมูลค่าให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาวขณะที่เราขยายฐานการดำเนินงานไปทั่วโลก”











