Messe Düsseldorf เดินหน้าจัดงานแสดงสินค้าในไทยต่อเนื่อง
จากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ที่เกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา ทำให้หลายฝ่ายอาจมีความวิตกกังวล ว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดหกนั้น อาจส่งผลกระทบกับ เศรษฐกิจของประเทศไทย ในวงกว้างได้ ทว่า ในทางตรงกันข้าม แม้ประเทศไทย จะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว จากฝั่งประเทศเมียนมา และยังให้เกิดเหตุการณ์เศร้าสลด แต่สำหรับตัวของนักธุรกิจด้านการจัดงานแสดงสินค้าจากต่างประเทศแล้ว กลับไม่ได้มองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ เป็นอุปสรรคในการเข้ามาลงทุนเพื่อจัดงานแสดงสินค้าแต่อย่างไร
เชื่อมั่นประเทศไทย
เกอร์นอท ริงลิ่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ เอเชีย ผู้จัดงานแสดงสินค้าชั้นนำระดับโลก เปิดเผยกับ “บางกอกทูเดย์” ในระหว่างการสัมภาษณ์พิเศษ “อัปเดตเทรนด์ธุรกิจงานแสดงสินค้าอุตสาหกรรม ตอบรับดีมานต์ผู้บริโภคยุคดิจิทัล” ว่า เหตุการณ์แผ่นดินไหว ที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย ที่ผ่านมา ไม่เป็นอุปสรรคต่อการจัดงานแสดงสินค้า แต่อย่างไร “เรายังคงมีความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย และมองว่า เหตุการณ์แผ่นดินไหว ไม่ได้ส่งผลกระทบกับธุรกิจการจัดงานแสดงสินค้าเลยแม้แต่น้อย และวันนี้ ก็ยังไม่ได้รับแจ้งจากผู้ประกอบการ หรือ นักธุรกิจในต่างประเทศรายใด แจ้งยกเลิกการจัดงานแต่อย่างไร”
“นั่น เพราะส่วนหนึ่ง นักธุรกิจต่างเชื่อว่า ว่า ประเทศไทยยังเป็นประเทศที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ ตอกย้ำถึงความเชื่อมั่น ของนักธุรกิจที่มีต่อประเทศไทยจริงๆ” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ เอเชีย กล่าว ด้วยว่า “เอเชียถือเป็นภูมิภาคที่สำคัญสำหรับการดำเนินธุรกิจงานแสดงสินค้าสำหรับภาคอุตสาหกรรมของ เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ ทั้งนี้ เพื่อเสริมสร้างบทบาทและความคล่องตัวให้กับการดำเนินธุรกิจในภูมิภาคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”
ทิศทางและกลยุทธ์
ผู้จัดงานแสดงสินค้าชั้นนำระดับโลก ยังได้เผยทิศทางกลยุทธ์ ล่าสุด ในการมุ่งสู่การเป็นผู้จัดแสดงสินค้าแห่งอนาคต ผ่านการจัดตั้ง “เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ ฟอร์ เอเชีย” เพื่อเป็นการเพิ่มความคล่องตัวให้การดำเนินธุรกิจ ที่มาพร้อมการเสริมความแกร่งด้านความร่วมมือในภูมิภาค ด้วยการเปิดตัว MEDICARE ASIA เครือข่ายงานแสดงสินค้าทางการแพทย์ นวัตกรรมด้านสุขภาพ และการฟื้นฟูสมรรถภาพด้วย
“เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ ฟอร์ เอเชีย (Messe Düsseldorf for Asia) ถือเป็นเครือข่ายที่รวมสำนักงานสาขาย่อยของ เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ ในจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงกระชับความร่วมมือของสำนักงานสาขาย่อยทั่วเอเชีย”
“นอกจากนี้ การเปิดตัว MEDICARE ASIA หรือ เครือข่ายงานแสดงสินค้าด้านการแพทย์และสุขภาพของบริษัทฯ ซึ่งจะช่วยรองรับการเติบโตอย่างก้าวกระโดด และส่งเสริมการเติบโตของระบบนิเวศด้านการดูแลสุขภาพและเทคโนโลยีการแพทย์ในเอเชีย ซึ่งจะประกอบด้วย MEDICAL FAIR เป็นงานแสดงสินค้าที่นำเสนอนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์และโซลูชันด้านสุขภาพล่าสุด หรือจะเป็น MEDICAL MANUFACTURING งานแสดงวัสดุ ส่วนประกอบ และเทคโนโลยีการผลิตอุปกรณ์การแพทย์ขั้นสูง และ REHACARE งานแสดงโซลูชันเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพ การป้องกันโรค รวมถึงอุปกรณ์สำหรับผู้ป่วยและผู้สูงอายุ การดำเนินงานเชิงกลยุทธ์ดังกล่าว เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ สามารถสร้างผลประกอบการที่แข็งแกร่งในปี 2567 ด้วยรายได้ทั่วโลกราว 392 ล้านยูโร (หรือ 15,000 ล้านบาท) ทำกำไรราว 60 ล้านยูโร (กว่า 2,400 ล้านบาท)” กรรมการผู้จัดการ กล่าว
เตรียมจัดงานใหญ่
“ในการดำเนินงานปี 2568 เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ เอเชีย ของเราเตรียมจัดงานแสดงสินค้าด้านอุตสาหกรรมครั้งสำคัญ ที่จะเกิดขึ้นระหว่างเดือนพฤษภาคม–กันยายน 2568 ซึ่งจะครอบคลุมตั้งแต่ อุตสาหกรรมพลาสติก และยาง เทคโนโลยีการแพทย์ ไปจนถึงการบรรจุภัณฑ์ อุตสาหกรรมกระดาษลูกฟูก ลวด เคเบิล และโลหะการ ในประเทศไทย จากการเล็งเห็นศักยภาพในฐานะศูนย์กลางการลงทุน การผลิตและไมซ์แห่งอาเซียน การจัดงานแสดงสินค้าในครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยสู่ระดับสากล” กรรมการผู้จัดการ กล่าว
สำหรับปี 2568 เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ ยังเปิดเผยด้วยว่า ทางบริษัท ฯ ยังคงให้ความสำคัญกับการขยายธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งในปีนี้เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่เศรษฐกิจขยายตัวสูงที่สุดในโลกที่อัตรา 4.6% ด้วยการเตรียมจัดงานแสดงสินค้าด้านอุตสาหกรรมทั้งหมด 12 รายการทั่วภูมิภาค โดยในจำนวนทั้งหมด มี 8 งานแสดงสินค้าขนาดใหญ่ ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมการแพทย์ การผลิต การพิมพ์ ไปจนถึงการบรรจุภัณฑ์และกระดาษลูกฟูก ที่จะจัดขึ้นในประเทศไทย หลีงจากที่เล็งเห็นถึงความเป็นศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาค ด้วยขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอาเซียนและยังคงมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง
ไม่เพียงเท่านั้น ผู้จังานแสดงสินค้าระดับโลก ยังเล็งเห็นถึงศักยภาพของไทยในการดึงดูดนักลงทุนและกลุ่มเป้าหมายการจัดงานแสดงสินค้า จากการเติบโตของอุตสาหกรรม S-Curve อย่างการแพทย์ครบวงจร ยานยนต์ไฟฟ้า โลจิสติกส์ และอีคอมเมิร์ซ ตลอดจนยังได้รับการส่งเสริมจากนโยบายภาครัฐล่าสุด ทั้งนโยบายการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงมาตรการผลักดันประเทศไทยเป็นฮับการจัดประชุมและงานแสดงสินค้า (MICE) อันดับ 1 ของเอเชีย ทำให้มีพื้นที่สำหรับการจัดงานแสดงสินค้าและสิ่งอำนวยความสะดวกมาตรฐานสากล พร้อมรองรับผู้ร่วมงานระดับเมกะเทรดแฟร์อย่างมีประสิทธิภาพ
งานแสดงสินค้าจ่อคิวจัดงานในประเทศไทย
ทั้งนี้ งานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมนานาชาติที่ เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ เอเชีย วางแผนจัดขึ้นที่ประเทศไทย ในเดือน กันยายน 2568 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) ประกอบด้วย งาน MEDICAL FAIR THAILAND งานแสดงสินค้าเทคโนโลยีทางการแพทย์และสุขภาพชั้นนำของภูมิภาค รวมถึง PACK PRINT INTERNATIONAL งานแสดงเทคโนโลยีด้านบรรจุภัณฑ์และการพิมพ์ และ CorruTec ASIA งานแสดงนวัตกรรมด้านบรรจุภัณฑ์ลูกฟูก ตลอดจน wire Southeast Asia 2025 งานแสดงสินค้าด้านเทคโนโลยีลวดและสายเคเบิลชั้นนำแห่งภูมิภาค และ Tube Southeast Asia 2025 งานแสดงเทคโนโลยีท่อและระบบท่อนานาชาติ
อีกทั้งยังมีงงาน GIFA Southeast Asia 2025 ที่นำเสนอความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีการหล่อโลหะ วัสดุประสิทธิภาพสูง และโซลูชันการผลิตสมัยใหม่ สำหรับอุตสาหกรรมหล่อโลหะและโลหการ ซึ่งจะจัดควบคู่กับงาน METEC Southeast Asia 2025
และนอกจากงานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมในเดือนกันยายน เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ เอเชีย ยังมีการจัดงานแสดงสินค้าในประเทศไทยอีก 2 รายการ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) เช่นเดียวกัน ได้แก่ Plastics & Rubber Thailand 2025 งานแสดงสินค้าด้านพลาสติกและยาง ที่จัดขึ้นร่วมกับ Informa Markets โดยจัดขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2568 และงาน CIOSH Thailand 2025 งานแสดงสินค้าด้านเทคโนโลยีความปลอดภัย ที่จัดในเดือนมิถุนายน 2568 ซึ่งจะรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมหลักในอาเซียน รวมถึงเป็นแพลตฟอร์มงานแสดงสินค้าเฉพาะทางที่ช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมนวัตกรรมวัสดุ และอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยสู่ความเป็นเลิศทางอุตสาหกรรม
“การจัดงานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมที่ประเทศไทย คาดว่าจะดึงดูดผู้แสดงสินค้านานาชาติ ผู้เยี่ยมชมงาน ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญ และผู้นำจากทั่วภาคอุตสาหกรรมทั่วโลก กว่า 40,000 ราย นอกเหนือจากการสร้างมูลค่าซื้อขายทางธุรกิจแล้ว ยังเป็นพื้นที่สำคัญในการแลกเปลี่ยนความรู้ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ ตลอดจนช่วยขยายขีดความสามารถและยกระดับจุดยืนของภาคอุตสาหกรรมไทยในเวทีโลก” นายเกอร์นอท กล่าว
*************



