สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

LH ชี้อสังหาฯ ยังซึม ปี 68 โอนหด 18% ปี 69 เดินเกมระวัง

 LH ชี้อสังหาฯ ยังซึม ปี 68 โอนหด 18% ปี 69 เดินเกมระวัง

 แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ชี้อสังหาฯ ยังซึม ปี 68 โอนหดสองหลัก ปี 69 เดินเกมระมัดระวัง เปิดใหม่ 2 โครงการ ดันเช่าบริการเสริมฐานรายได้

นายนพร สุนทรจิตต์เจริญ ประธานกรรมการ และประธานกรรมการบริหาร บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) (LH) เปิดเผยว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2568 ที่ผ่านมา ยังคงเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า กำลังซื้ออ่อนแรง และความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ ส่งผลให้ภาพรวมอุปสงค์และอุปทานชะลอตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งเป็นตลาดหลักของผู้ประกอบการรายใหญ่

โดยในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 ที่ผ่านมาจากข้อมูลของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ระบุว่า จำนวนที่อยู่อาศัยที่มีการโอนกรรมสิทธิ์โดยผู้ประกอบการในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงตลาด ลดลงถึง 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนว่าอุปสงค์โดยรวมในตลาดที่อยู่อาศัยยังคงอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดยบ้านแนวราบลดลง 13% ขณะที่คอนโดมิเนียมลดลงถึง 21%

สำหรับในปี 2569 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจที่คาดว่าจะขยายตัวเพียงราว 1.5% บริษัทจึงวางแผนดำเนินงานอย่างระมัดระวัง เปิดโครงการใหม่ระดับกลาง–บนเพียง 2 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 3,660 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าลดสินค้าคงเหลือและระดับหนี้สินต่อทุน ควบคู่กับการขยายธุรกิจให้เช่าและบริการอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าลดอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนลงมาใกล้ระดับ 1 เท่า ณ สิ้นปี 2569 เพื่อเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินในระยะยาว

ในส่วนผลการดำเนินงานของแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ปี 2568 สินค้าบ้านแนวราบยังเป็นตัวหลักในการสร้างยอดขาย คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 87% ของยอดขายรวม ส่วนคอนโดมิเนียมอยู่ที่ราว 13% ซึ่งได้รับผลกระทบชัดเจนในไตรมาส 2 จากเหตุแผ่นดินไหว ก่อนจะเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง

ณ สิ้นปี บริษัทมีโครงการคอนโดมิเนียมที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ 6 โครงการ มูลค่าขายคงเหลือรวมกว่า 11,000 ล้านบาท และโครงการบ้านแนวราบอีกกว่า 65,000 ล้านบาท เมื่อจำแนกตามพื้นที่ กรุงเทพฯ และปริมณฑลยังคงเป็นแหล่งรายได้หลัก คิดเป็นประมาณ 86% ของยอดขายรวม โดยเกือบ 60% เป็นบ้านระดับราคาสูงกว่า 10 ล้านบาท สะท้อนการโฟกัสตลาดระดับกลาง–บนที่ยังมีกำลังซื้ออยู่

ทั้งนี้ในปี 2568 บริษัทเปิดโครงการใหม่เพียง 3 โครงการ มูลค่ารวม 8,960 ล้านบาท ลดลงถึง 70% จากปีก่อน และเลื่อนการเปิดโครงการ Nantawan Prestige ราชพฤกษ์–พรานนก มูลค่า 2,200 ล้านบาท ไปเป็นปี 2569 เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐบริเวณหน้าโครงการยังไม่พร้อม ขณะเดียวกัน บริษัทไม่มีการซื้อที่ดินใหม่ในปีที่ผ่านมา โดยยืนยันว่ามีที่ดินพร้อมพัฒนาเพียงพอต่อแผนงานในอนาค

อย่างไรก็ตามบริษัทยังคงมีฐานะการเงินที่มั่นคง จากการบริหารสภาพคล่องและพอร์ตสินทรัพย์ลงทุน โดยในปี 2568 ได้ออกหุ้นกู้รวม 13,200 ล้านบาท อายุ 2–3 ปี อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 2.16% ต่อปี เพื่อทดแทนหุ้นกู้เดิมและใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ณ สิ้นปี บริษัทมีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิราว 64,000 ล้านบาท อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนอยู่ที่ประมาณ 1.20 เท่า และต้นทุนทางการเงินเฉลี่ย 2.82%

ส่วนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้เช่าและบริการ บริษัทมีโครงการภายใต้การบริหารรวม 17 แห่ง ทั้งโรงแรม ศูนย์การค้า และอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐอเมริกา โดยรายได้รวมปี 2568 คาดว่าจะลดลงประมาณ 12% จากปีก่อน จากผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวและการขายทรัพย์สินบางส่วนออกจากพอร์ต อย่างไรก็ดี การเปิดโรงแรมใหม่ในไทย 2 แห่ง คือ Grande Centre Point Lumphini และ Grande Centre Point Prestige เร็วกว่ากำหนดเดิม ช่วยเสริมศักยภาพการเติบโตในระยะถัดไป

samanyavee

https://bangkok-today.com

น่าสนใจสำครับคุณ