สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

Kintone กางกลยุทธ์ลุยตลาดไทย 

 Kintone กางกลยุทธ์ลุยตลาดไทย 

ชูจุดแข็งแพลตฟอร์ม “No-Code” ผสาน “AI Agent” ตั้งเป้าขยายฐานลูกค้าแตะ 1,000 บริษัทภายในปี 2028

Kintone ซึ่งพัฒนาโดย ไซโบ อิงค์ หนึ่งในผู้ให้บริการกรุ๊ปแวร์ ชั้นนำของญี่ปุ่น และเป็นแพลตฟอร์ม การทำงานดิจิทัล เพื่อการบริหารจัดการงานองค์กรชั้นนำ ประกาศรุกตลาดประเทศไทยเต็มสูบ เดินหน้าชูจุดแข็งระบบ Application Platform as a Service (aPaaS) แบบ No-Code ที่ใช้งานง่าย ตอบโจทย์องค์กรไทยที่ต้องการเร่งขับเคลื่อนองค์กรสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) ท่ามกลางภาวะขาดแคลนบุคลากรด้านไอที พร้อมเปิดตัวนวัตกรรม “AI Agent” ที่เข้ามาช่วยอัปเกรดประสิทธิภาพการทำงานและปลดล็อกการวิเคราะห์ข้อมูลองค์กรอย่างปลอดภัย

เจาะตลาด SME ไทย ขยายฐานลูกค้าเติบโต

คุณน้ำยา วายุภาพ กรรมการผู้จัดการบริษัท Kintone Thailand กล่าวในงาน Kintone Day Bangkok ที่จัดขึ้นครั้งล่าสุดว่า ประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งในตลาดที่เติบโตเร็วที่สุด ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของกลุ่ม Cybozu โดยมีฐานลูกค้าในประเทศไทยขยายตัวเติบโตไปแล้วมากกว่า 140% ในปี 2569 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ขณะที่ การดำเนินธุรกิจของ Kintone ในประเทศไทย ตลอดช่วง 6 ปี ที่ผ่านมา เรียกว่า มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด นับจากเปิดสำนักงานอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ในปี 2020

“จากเดิมที่เรามีกลุ่มลูกค้าหลักเป็นบริษัทสัญชาติญี่ปุ่น (Japanese Companies) แต่ปัจจุบัน สามารถขยายสัดส่วนฐานลูกค้ามาสู่บริษัทสัญชาติไทย (Local Companies) เพิ่มขึ้นจนอยู่ในอัตราส่วน 50:50 ซึ่งกลยุทธ์หลักในการขับเคลื่อนการเติบโต ของ Kintone ได้โฟกัสไปที่กลุ่ม SME เพราะปัจจุบัน ภาคธุรกิจของไทยกว่า 99.99% เป็นผู้ประกอบการ SME ซึ่งถือเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ส่วนใหญ่มักประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากรและงบประมาณด้านไอที”

“ด้วยเหตุนี้ การใช้งานที่ไม่ต้องพึ่งพาไอที (No-Code Concept) ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้งานทั่วไป (Non-IT Users) อาทิ ผู้จัดการฝ่ายขาย หรือผู้จัดการฝ่าย HR สามารถสร้างและปรับแต่งแอปพลิเคชันทำงานได้เองด้วยวิธี Drag-and-Drop มากกว่า 80% ของผู้ใช้งานจึงเป็นพนักงานสายงานทั่วไป และยังเหมาะสำหรับกลุ่มผู้ประกอบการ SME ที่มีบุคคลากรในองค์กรไม่มากนัก แต่สามารถบริหารจัดการได้อย่างครบถ้วน”

เป้าหมายการเติบโต

สำหรับเป้าหมายกลุ่มผู้ใช้งานในประเทศไทย กรรมการผู้จัดการฯ ยังได้ตั้งเป้าขยายการใช้งานในประเทศไทยให้ครอบคลุม 1,000 บริษัท ภายในปี 2028 พร้อมๆ กับการเสริมทัพบุคลากร ด้วยการวางแผน ขยายทีมงานในไทยเพิ่มขึ้นอีกกว่าเท่าตัว “เราปิดปีด้วยบุคลากรในองค์กรประมาณ 15 คน เพื่อรองรับการซัพพอร์ตลูกค้าและการจับมือร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ (Reseller Partner) อย่าง บริษัท ที ดับเบิลยู จำกัด (TW)”

เช่นเดียวกับ การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้วย “AI Agent” และความปลอดภัยของข้อมูล ซึ่งทางด้าน “โยชิฮิสะ อาโอ

โนะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Cybozu กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อตอบรับเทรนด์เทคโนโลยีที่มีการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ “โดยเรา ได้เตรียมเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ “AI Agent” ซึ่งจะเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะในการปฏิบัติงานแทนพนักงาน โดยไฮไลต์สำคัญของโซลูชัน AI จาก Kintone ก็คือ ระบบ Automation & Cross-Language Collaboration ที่มาช่วยรองรับการทำงานข้ามแผนก และข้ามภาษา เช่น การแปลงข้อมูลรายงานจากพนักงานไทยไปเป็นภาษาอังกฤษ ภาษาจีน หรือภาษาญี่ปุ่น เพื่อส่งต่อให้ผู้บริหารต่างประเทศได้ทันทีในคลิกเดียว”

“หรือจะเป็นเรื่องของ Generative AI App Builder ที่เป็นระบบการสั่งการ สร้างแอปพลิเคชันหรือแบบฟอร์มเก็บข้อมูล (เช่น ระบบ CRM, ระบบออกใบเสนอราคา) ได้ง่ายๆ เพียงการพิมพ์ Prompt รวมถึง ระบบ Enterprise Security Infrastructure ที่จะมาช่วยแก้ปัญหาความกังวลเรื่องข้อมูลสำคัญรั่วไหล ( Data Privacy) โดยคินโทน จะทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน (Infra) ที่มีความปลอดภัยสูง คัดกรองและจำกัดสิทธิ์ข้อมูลส่วนบุคคล (เช่น ข้อมูลเงินเดือนหรือข้อมูลส่วนตัวของฝ่าย HR) ไม่ให้หลุดรอดออกไปภายนอก” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Cybozu กล่าว

โมเดลธุรกิจและการเข้าถึงตลาด

อย่างไรก็ดี สำหรับ ประเด็นในเรื่องของ โมเดลธุรกิจ และกลยุทธ์การตลาดในประเทศไทยวันนี้ คุณน้ำยา ในฐานกรรมการผู้จัดการ บริษัท Kintone Thailand กล่าวว่า ทางบริษัทฯ มีการวางโครงสร้างของราคาและการให้บริการเพื่อให้ แพลตฟอร์ม นี่ เข้าถึงองค์กรทุกระดับได้อย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็น รูปแบบบริการ ที่เป็นซับสคริปชันคลาวด์ (Cloud Subscription) เป็นต้น

ส่วนในเรื่องของ อัตราค่าบริการ ทางกรรมการผู้จัดการ ฯ กล่าวว่า มีการกำหนดราคาพิเศษสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยค่าบริการจะเริ่มต้นที่ 16 USD / คน / เดือน (กำหนดขั้นต่ำเริ่มต้นที่ 5 ผู้ใช้งาน) เท่านั้น “ส่วนกลยุทธ์ทางการตลาดสำหรับปีนี้ เรามุ่งเน้นสร้าง Community และจัดกิจกรรม Micro-Events เพื่อสร้างการรับรู้แบบปากต่อปาก (Word-of-Mouth) ไปพร้อมๆ กับการสนับสนุนให้องค์กร หรือหน่วยงานในประเทศไทย มีการปรับเปลี่ยนการใช้กระดาษ หรือ Excel มาสู่ระบบดิจิทัลแพลตฟอร์มเดียว ได้อย่างราบรื่นมากขึ้น”

b.boon

น่าสนใจสำครับคุณ