FETCO เผยดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุน “ทรงตัว” จับตาศึกภูมิรัฐศาสตร์-สงครามการค้า
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน ประจำเดือนเมษายน 2569 ซึ่งสำรวจระหว่างวันที่ 20-30 เมษายน 2569 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่ในเกณฑ์ “ทรงตัว” ที่ระดับ 114.16 สะท้อนว่านักลงทุนยังคงระมัดระวังการลงทุน ท่ามกลางปัจจัยบวกและลบที่ยังคละกันในระบบเศรษฐกิจและตลาดทุนโลก
ทั้งนี้ ปัจจัยที่ช่วยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด ได้แก่ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ รองลงมาคือ การไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติ และสัญญาณคลี่คลายของสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ขณะที่ปัจจัยกดดันสำคัญยังคงเป็นสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า และความกังวลต่อวินัยการคลังของหลายประเทศ
โดยผลสำรวจรายกลุ่มนักลงทุนพบว่า นักลงทุนบุคคลมีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น 21.3% อยู่ที่ระดับ 90.00 ขณะที่กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น 14.3% อยู่ที่ระดับ 100.00 ส่วนกลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศลดลง 14.4% อยู่ที่ระดับ 110.00 ขณะที่นักลงทุนต่างประเทศเพิ่มขึ้น 33.3% อยู่ที่ระดับ 133.33 เข้าสู่เกณฑ์ “ร้อนแรง” สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อทิศทางตลาดทุนไทยในระยะถัดไป
สำหรับหมวดธุรกิจที่นักลงทุนมองว่าน่าสนใจมากที่สุด ได้แก่ หมวดปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ (PETRO) จากแนวโน้มราคาพลังงานและการฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรม ขณะที่หมวดแฟชั่น (FASHION) ถูกมองว่าไม่น่าสนใจมากที่สุด จากกำลังซื้อที่ยังเปราะบางและการแข่งขันสูง
นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า ในช่วงครึ่งแรกของเดือนเมษายนที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยได้รับแรงหนุนจากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่เริ่มผ่อนคลาย รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ส่งผลให้ตลาดปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ช่วงครึ่งเดือนหลังตลาดเริ่มผันผวนจากผลประกอบการไตรมาสแรกของบริษัทจดทะเบียนบางกลุ่มที่ต่ำกว่าคาด รวมถึงความผันผวนของราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ ตลอดจนความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และความกังวลต่อการปรับลดน้ำหนักหุ้นไทยในดัชนี MSCI Emerging Markets
ทั้งนี้ ดัชนี SET ณ สิ้นเดือนเมษายน 2569 ปิดที่ระดับ 1,493.69 จุด เพิ่มขึ้น 3.15% จากเดือนก่อนหน้า ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 58,688 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 2,513 ล้านบาท แต่หากนับตั้งแต่ต้นปี นักลงทุนต่างชาติยังคงซื้อสุทธิรวม 16,638 ล้านบาท
สำหรับปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตามในระยะต่อไป ได้แก่ ทิศทางนโยบายการเงินของประเทศหลัก โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ภายหลังประธานคนใหม่เข้ารับตำแหน่ง รวมถึงท่าทีของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ซึ่งจะมีผลต่อกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายทั่วโลก ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อราคาพลังงานโลก
ส่วนปัจจัยในประเทศ นักลงทุนยังจับตาความคืบหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ และผลการปรับน้ำหนักหุ้นไทยในดัชนี MSCI รอบเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางเงินทุนต่างชาติและความผันผวนของตลาดหุ้นไทยในระยะถัดไป
