สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

EXIM BANK แนะผู้ประกอบการไทยใช้กลยุทธ์ “อยู่ให้ได้ ไปให้เป็น เห็นให้ขาด” ฝ่ามรสุมสงครามการค้ารอบใหม่

 EXIM BANK แนะผู้ประกอบการไทยใช้กลยุทธ์ “อยู่ให้ได้ ไปให้เป็น เห็นให้ขาด” ฝ่ามรสุมสงครามการค้ารอบใหม่

การกลับมาเขย่าโลกอีกครั้งในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่ 2 ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับการค้าโลกผ่านการดำเนินนโยบาย America First ซึ่งคำนึงถึงผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เป็นสำคัญ

โดยสหรัฐฯ ได้เปิดฉากสงครามการค้ารอบใหม่ (Trade War 2.0) ด้วยการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มขึ้น 10% และอยู่ระหว่างเจรจากับเม็กซิโกและแคนาดา ภายใต้เงื่อนไขการพิจารณาเพิ่มภาษีนำเข้าจากทั้ง 2 ประเทศ 25% ส่งผลให้จีนตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีนำเข้า 15% สำหรับถ่านหินและ LNG และ 10% สำหรับน้ำมันดิบ เครื่องจักรทางการเกษตร และรถยนต์บางประเภท รวมถึงจำกัดการส่งออกแร่หายากไปยังสหรัฐฯ

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) กล่าวว่า การนำนโยบายปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ (Protectionism) มาใช้ของชาติมหาอำนาจ กำลังสร้างความเปราะบางให้การค้าโลกมีความเสี่ยงที่จะชะลอตัว หากย้อนกลับไปดูจากประสบการณ์ในช่วง Trade War 1.0 เมื่อปี 2561 พบว่า มูลค่าการค้าโลกในปี 2562 หดตัวลงทันที 2.9% จากที่ขยายตัว 10.3% ในปีก่อนหน้า และส่งผลต่อเนื่องมายังภาคส่งออกของไทย

โดยในปี 2562 มูลค่าส่งออกของไทยหดตัว 2.6% จากที่ขยายตัว 6.9% ในปีก่อนหน้า
นอกจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและการค้าโลกที่หดตัวแล้ว สงครามการค้ายังส่งผลกระทบต่อโลกในอีก หลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการแยกห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมสำคัญระหว่างสหรัฐฯ และจีน อาทิ อุตสาหกรรม
เซมิคอนดักเตอร์ การแบ่งขั้วอำนาจโลก (Decoupling) ด้านหนึ่งนำโดยสหรัฐฯ ขณะที่อีกด้านหนึ่งมีจีนเป็นแกนนำ และการย้ายฐานการลงทุนของบริษัทข้ามชาติไปยังประเทศอื่น เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้นจากสงครามการค้า

กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK กล่าวว่า ในระยะสั้นไทยอาจได้ประโยชน์จากการส่งออกไปสหรัฐฯ ทดแทนจีน จากการที่สหรัฐฯ หันมาพึ่งพาคู่ค้ารายอื่น ๆ รวมถึงไทย โดยสินค้าที่ไทยอาจได้ประโยชน์คือ อิเล็กทรอนิกส์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ และยานยนต์และส่วนประกอบ ขณะเดียวกัน การเพิ่มมาตรการกีดกันสินค้าจากจีนก็จะทำให้ผู้ประกอบการจีนย้ายฐานการผลิตมาไทยเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ เช่น อุตสาหกรรมแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) และรถยนต์ไฟฟ้า (EV)

อย่างไรก็ดี ธุรกิจไทยที่พึ่งพาจีนจะได้รับผลกระทบให้แย่ตามไปด้วย เช่น ธุรกิจท่องเที่ยว และเคมีภัณฑ์ เนื่องจากไทยมีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจจีนค่อนข้างมาก นอกจากนี้ ไทยยังอาจได้รับผลกระทบจากมาตรการมุ่ง
ดึงทุนกลับประเทศของประธานาธิบดีทรัมป์ ส่งผลให้บริษัทสหรัฐฯ บางส่วนอาจตัดสินใจย้ายกลับไปลงทุนในประเทศ และหากเกิดกรณีเลวร้ายที่สุด (Worst Case) ไทยอาจโดนมาตรการจากสหรัฐฯ เพิ่มเติม เช่น กดดันไทยให้เปิดตลาดนำเข้าสินค้าบางรายการจากสหรัฐฯ เช่น เนื้อสุกร ซึ่งจะกระทบต่ออุตสาหกรรมในประเทศ นอกจากนี้ การส่งออกไทยโดยรวมอาจหดตัว หากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนรอบใหม่เข้มข้นจนส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจและการค้าโลก ทำให้ในภาพรวมอาจเข้าข่ายได้ไม่คุ้มเสีย

ดร.รักษ์ ระบุว่า เพื่ออยู่รอดในสงครามการค้ารอบใหม่นี้ ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับความเสี่ยงและสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนต่าง ๆ ภายใต้กลยุทธ์ “อยู่ให้ได้” “ไปให้เป็น” และ “เห็นให้ขาด”
• อยู่ให้ได้ : ผู้ประกอบการต้องรักษาคุณภาพสินค้าและระดับต้นทุน ซึ่งจะช่วยรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันเพื่อพร้อมคว้าโอกาสจาก Trade War ขณะเดียวกัน การป้องกันความเสี่ยงด้วยเครื่องมือทางการเงิน เช่น การประกันค่าเงิน และการประกันการส่งออก จะช่วยลดผลกระทบจากสถานการณ์การค้าโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง
• ไปให้เป็น : คว้าโอกาสรุกตลาดท่ามกลางความผันผวน โดยเฉพาะการรุกตลาดสหรัฐฯ เพื่อหาโอกาสสินค้าไทยที่สามารถทดแทนสินค้าจีนที่ถูกมาตรการภาษี ตลอดจนการขยายตลาดใหม่ เช่น อินเดีย ซึ่งมีศักยภาพจากตลาดขนาดใหญ่ที่มีประชากรมากที่สุดในโลกถึง 1,440 ล้านคน และเป็น “Conflict-free Country” ที่ได้รับประโยชน์จาก Trade War
• เห็นให้ขาด : มองหาตลาดศักยภาพที่ซ่อนอยู่หากเข้าใจอย่างถ่องแท้ เช่น ตลาดฮาลาล ซึ่งมีศักยภาพสูงจากจำนวนประชากรมุสลิมทั่วโลกคิดเป็น 1 ใน 4 ของประชากรโลก แต่ต้องเข้าใจถึงหลักการพื้นฐานของศาสนาอิสลามเพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะของตลาดฮาลาล
“ในสงครามการค้า 2.0 หากอิงจีนมากเราจะได้รับผลกระทบแบบหนึ่ง ในทางกลับกันถ้าอิงสหรัฐฯ มากไป
ก็จะเกิดผลกระทบอีกแบบหนึ่ง เราจึงไม่ควรเลือกข้างแต่ต้องคุยกับทั้งสองขั้ว บางครั้งการเจรจาในรูปแบบพหุภาคี
อาจต้องปรับเป็นทวิภาคี เราต้องอยู่ให้ได้ ไปให้เป็น เห็นให้ขาด การทำ Scenario Planning เพื่อประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นและวิเคราะห์ผลกระทบต่อธุรกิจ จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเตรียมตัวรับมือได้ล่วงหน้าและทันท่วงที”
ดร.รักษ์ กล่าว

porntep

น่าสนใจสำครับคุณ