สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

เผยกระบวนการโรงงานผลิตเครื่องสำอาง เบื้องหลัง ที่ผู้ประกอบการควรรู้ไว้

 เผยกระบวนการโรงงานผลิตเครื่องสำอาง เบื้องหลัง ที่ผู้ประกอบการควรรู้ไว้

แม้ในตลาดเครื่องสำอางจะมีแบรนด์ใหม่เกิดขึ้นแทบทุกวัน แต่ความจริงแล้วการทำแบรนด์ให้สำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับแพ็กเกจจิ้งที่สวยหรือการตลาดที่ไวรัลเพียงอย่างเดียว ซึ่งสิ่งที่แบรนด์มักมองข้าม คือ กระบวนการวิจัยและพัฒนาสูตร หรือที่เราเรียกกันว่า R&D ที่เกิดขึ้นภายในโรงงานผลิตเครื่องสำอาง เพราะจุดนี้คือหัวใจที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ของเรามีความแตกต่าง น่าเชื่อถือ และสามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างชัดเจน

เมื่อเราพูดถึง R&D เชื่อว่าเกินครึ่งมักมีภาพจำว่าเป็นห้องแลบที่มีเชลฟ์เต็มไปด้วยสารสกัด และนักวิจัยที่ใส่เสื้อกาวน์สีขาว แต่ความจริงแล้วเป็นระบบที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักเบื้องหลังกระบวนการนี้ในโรงงานผลิตเครื่องสำอางที่หลายแบรนด์อาจมองข้าม แต่เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้สินค้าประสบความสำเร็จ และช่วยกำหนดอนาคตของแบรนด์แบบที่คาดไม่ถึงเลยทีเดียว

โรงงานผลิตเครื่องสำอาง

R&D ของโรงงานผลิตเครื่องสำอางคืออะไร

R&D หรือ Research & Development ในโรงงานผลิตเครื่องสำอาง หมายถึง ฝ่ายที่เริ่มทำกระบวนการคิดค้นสูตร พัฒนาเนื้อผลิตภัณฑ์ และทดสอบคุณภาพของเครื่องสำอางทุกประเภท เช่น รองพื้น, แป้ง, บลัชออน, ลิปสติก, อายแชโดว์ หรือครีมโทนอัพ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่เนื้อสัมผัสดี สีสวย ปาดลื่น ติดทน และปลอดภัยต่อผิว ก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิตจริงในระดับโรงงาน

กระบวนการ R&D สำหรับเครื่องสำอางแตกต่างจากสกินแคร์ เพราะอาจไม่ได้เน้นไปที่ผลลัพธ์ของสารบำรุงเข้าสู่ผิวมากนัก แต่ต้องเน้นเรื่องเม็ดสี (Pigments), ความสม่ำเสมอของเนื้อ, ความทนของสี, ฟินิชชิ่ง และความเข้ากันได้กับผิวทุกแบบ จึงต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในการออกแบบสูตรให้ได้ตรงตามคาแรคเตอร์ที่แบรนด์ต้องการ

โดยทั่วไป R&D ที่ดีจะประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่

  1. การคิดค้นสูตร (Formulation Research) โดยนักวิจัยต้องออกแบบสูตรจากโจทย์ เช่น
  • รองพื้นที่ต้องปกปิดดีแต่บางเบา
  • ลิปสติกที่เนื้อแมตต์แต่ไม่แห้งตกร่อง
  • บลัชออนที่กระจายตัวง่ายและติดทน
  • ครีมโทนอัพที่ไม่เป็นคราบและเข้าได้กับทุกโทนผิว

ในขั้นตอนนี้จะเน้นเรื่องเม็ดสี การกระจายตัวของสี, สารให้ความโค้งเงา, ออยล์เบส, ซิลิโคน และการเลือกวัตถุดิบที่ให้ฟินิชลุคออกมาตามที่ต้องการ รวมถึงต้องประเมินว่าเนื้อสูตรสามารถผลิตจริงในปริมาณมากได้หรือไม่

  1. การทดลองและปรับสูตร (Development) สูตรเครื่องสำอางมักต้องมีการปรับกันหลายครั้งอยู่แล้ว เช่น
  • สีเข้มไปหรืออ่อนไป
  • เนื้อรองพื้นเหลวหรือข้นเกินไป
  • ลิปสติกทาแล้วเป็นคราบ
  • บลัชออนปาดแล้วไม่ติดผิว

ทีม R&D ของโรงงานผลิตเครื่องสำอางจะปรับสมดุลของเม็ดสี น้ำมัน แวกซ์ ซิลิโคน และส่วนผสมต่าง ๆ เพื่อให้ได้เนื้อสัมผัสที่พอดี ไม่แยกชั้น ทนต่อความร้อน และคงเม็ดสีได้ยาวนาน

  1. การทดสอบคุณภาพ (Testing) สำหรับเครื่องสำอาง การทดสอบจะเน้นไปที่เรื่อง
  • ความทนของสี (Color Fastness)
  • ความเสถียรของเม็ดสีไม่ตกตะกอน
  • การทนเหงื่อ-น้ำของรองพื้นหรือสีแก้ม
  • ความปลอดภัยของเม็ดสีตามกฎหมาย
  • การทดสอบความเสถียรด้านอุณหภูมิ เพื่อไม่ให้เนื้อเปลี่ยนสีหรือแยกตัว

พัฒนาสูตรจากโรงงานผลิตเครื่องสำอาง

โรงงานผลิตเครื่องสำอางเริ่มพัฒนาสูตรจากโจทย์ของลูกค้าอย่างไร

การเริ่มต้นพัฒนาสูตรเครื่องสำอางจากโรงงานผลิตเครื่องสำอาง จริง ๆ แล้วจะไม่ได้เริ่มจากการเลือกสารสกัด แต่เริ่มจากคาแรคเตอร์ที่แบรนด์ต้องการ เช่น

  • รองพื้นเนื้อแมตต์ที่ไม่ดรอประหว่างวัน
  • รองพื้นบางเบาแบบสายเกาหลี
  • ลิปแมตต์นุ่มลื่นเนื้อ velvet
  • บลัชออนเนื้อครีมสำหรับผิวแห้ง
  • แป้งฝุ่นที่คุมมัน 12 ชม.
  • ครีมโทนอัพที่ให้ผิวฉ่ำแต่ไม่เหนอะหนะ

เมื่อโรงงานผลิตเครื่องสำอางเข้าใจโจทย์แล้ว ก็จะประเมินความเป็นไปได้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องว่าควรใช้ผงเม็ดสีชนิดไหน ควรใช้ซิลิโคนหรือออยล์แบบไหนเพื่อให้เนื้อเกลี่ยง่าย หรือต้องใช้เทคโนโลยีช่วยกระจายเม็ดสีแบบพิเศษหรือไม่ จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการทำงาน

  1. ร่างสูตรเบื้องต้น

โรงงานผลิตเครื่องสำอางจะเริ่มตั้งต้นด้วยความต้องการของแบรนด์ เช่น ระดับความแมตต์ ความฉ่ำ ความติดทน หรือสีที่ต้องการให้ได้

  1. ทำตัวอย่างต้นแบบ (Lab Sample)

เตรียมเนื้อผลิตภัณฑ์ที่ถูกสั่งทำ เช่น รองพื้น ลิปสติก หรือบลัชออน รุ่นแรกให้แบรนด์ลอง

  1. ให้แบรนด์ทดลองใช้งานจริง

เพื่อดูว่าผลิตภัณฑ์ที่โรงงานผลิตเครื่องสำอางเราทำออกมาเข้ากับโทนสีผิวหรือไม่ ทาแล้วเป็นคราบไหม เนื้อรองพื้นเซตตัวเร็วเกินไปหรือเปล่า เป็นต้น

  1. ปรับสูตรตามฟีดแบ็ก

หลายครั้งต้องปรับหลายรอบ เพราะโทนสีเพี้ยนเพียงเล็กน้อยก็ต้องแก้ ลิปสติกที่เหนียวแม้เพียงนิดเดียวก็ถือว่าใช้ไม่ได้ รองพื้นทาแล้วตกร่องก็ต้องแก้ไขกันใหม่

ซึ่งขั้นตอนทั้งหมดนี้จากโรงงานผลิตเครื่องสำอางแม้จะดูเยอะแยะมากเกินไปหน่อย แต่จะเป็นสิ่งที่ทำให้สูตรสุดท้ายของแบรนด์มีเอกลักษณ์ สามารถแข่งขันในตลาดได้จริง และกลายเป็นสินค้าล็อตใหญ่ได้อย่างไม่มีปัญหา

โรงงานผลิตเครื่องสำอางที่มี R&D แข็งแรง ช่วยลดต้นทุนแบรนด์ได้อย่างไร

หลายแบรนด์มักคิดว่าการทำงานของ R&D ในโรงงานผลิตเครื่องสำอาง คือ การเพิ่มต้นทุน แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม เพราะหากฝ่ายนี้มีความแข็งแรงตั้งแต่ต้น ผลประโยชน์ที่แบรนด์จะได้รับ คือ

ครื่องสำอาง-รองพื้นหรือลิปสติก

  1. สูตรเสถียร ทำซ้ำได้ ไม่พังตอนผลิตจริง

เครื่องสำอางบางชนิด เช่น รองพื้นหรือลิปสติก มีความเสี่ยงสูงเรื่องเนื้อแยกตัว สีเพี้ยน หรือจับตัวเป็นก้อน หากสูตรไม่เสถียร แต่เมื่อเราควบคุมตรงนี้ได้ดี แบรนด์ไม่ต้องเสียต้นทุนซ่อมสูตรหรือทิ้งของเสียที่บ่อยครั้ง

  1. ใช้วัตถุดิบอย่างคุ้มค่า

โรงงานผลิตเครื่องสำอางที่มีประสบการณ์รู้ว่า pigment หรือซิลิโคนแบบไหนให้ผลลัพธ์ดีโดยไม่ต้องใส่ในสัดส่วนที่สูงเกินไป ทำให้ต้นทุนต่อชิ้นของแบรนด์ไม่บานปลาย

  1. ลดรอบการแก้สูตร ซึ่งช่วยลดเวลา ลดค่าใช้จ่าย

ยิ่งปรับสูตรน้อยโรงงานผลิตเครื่องสำอางก็จะยิ่งผลิตให้ได้ไวขึ้น แบรนด์เปิดขายได้เร็วขึ้น ซึ่งส่งผลต่อกำไรโดยตรง

  1. ช่วยแนะนำแพ็กเกจจิ้งที่เหมาะกับเนื้อผลิตภัณฑ์

เครื่องสำอางบางเนื้อไม่เหมาะกับบรรจุภัณฑ์บางชนิด เช่น ลิปเนื้อครีมบางสูตรอาจละลายง่าย ถ้าใช้ปลอกที่กันความร้อนไม่ดี บลัชครีมบางสูตรใช้ตลับแบบเดิม ๆ อาจทำให้ปิดไม่สนิทและแห้งเร็วกว่าปกติ การเลือกแพ็กเกจที่ถูกต้องตั้งแต่แรกช่วยให้แบรนด์ไม่ต้องเสียเงินจ้างผลิตใหม่เพราะสินค้าในสต็อกเสียหาย

งานนี้เราจะเป็นได้เลยว่าเบื้องหลังเครื่องสำอางหนึ่งชิ้น ไม่ได้เกิดจากการผสมสารอย่างเร่งรีบ แต่เกิดจากการทำงานของทีมวิจัยและพัฒนาสูตรของโรงงานผลิตเครื่องสำอางที่ตีโจทย์ของแบรนด์ให้แตก ทดลองซ้ำ ๆ และเลือกวัตถุดิบอย่างแม่นยำ

แบรนด์ที่เลือกโรงงานผลิตเครื่องสำอางที่ให้ความสำคัญกับสิ่งนี้ตั้งแต่ต้น จะทำให้สินค้าออกมาใช้ดีจริง ผลิตได้จำนวนมากโดยไม่พัง และช่วยลดต้นทุนในระยะยาวอย่างมหาศาล ที่สำคัญ คือ ช่วยให้แบรนด์สร้างความแตกต่างในตลาดที่แข่งเดือดที่สุดอย่างเครื่องสำอางได้

admin

น่าสนใจสำครับคุณ