สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

CHINA 2025 มังกรไม่ซ่อนกาย

 CHINA 2025 มังกรไม่ซ่อนกาย

          เชื่อเถอะว่าชะตากรรมของโลกในปี 2025 ขึ้นอยู่กับบุรุษสองคน  หนึ่งคือ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะกลับมารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในวันที่ 20 มกราคม เป็นผู้นำโลกตะวันตก  อีกหนึ่งคือ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ครองตำแหน่งผู้นำโลกตะวันออกมายาวนาน  และคือคู่แข่งขันที่สมน้ำสมเนื้อกับการทำ “สงครามการค้า”รอบใหม่ที่ไม่อาจหลีกพ้นระหว่างสองมหาอำนาจ  ซึ่งดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน  ผู้เชี่ยวชาญเรื่องจีนจะมาวิเคราะห์อย่างละเอียดว่าพญามังกรในยุคนี้จะยอมให้พญาอินทรีขี่หลังหรืออย่างไร

          ดร.ไพจิตรกล่าวว่า จีนมีความชัดเจนนับตั้งแต่เปิดประเทศเมื่อ 45 ปีที่ผ่านมาในเรื่องการค้าขายระหว่างประเทศทำให้มีความเจริญเติบโตและพัฒนาไปมาก  นอกจากนี้จีนยังผลิตสินค้าเก่งส่งไปจำหน่ายทั่วโลกจนมีแนวโน้มเกินดุลการค้าจากทั่วโลกอย่างต่อเนื่องในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา  โดยคาดว่าในปี 2024 จีนจะเกินดุลการค้าประมาณ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งจีนคงพอใจแต่หลายประเทศที่เป็นคู่ค้าอาจไม่สบายใจโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา  เพราะยุคก่อนหน้านั้นสหรัฐฯขาดดุลการค้าญี่ปุ่น  พอภาพของญี่ปุ่นหายไปจีนโผล่ขึ้นมาแทนแบบพุ่งทะยาน  แล้วตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมาสหรัฐฯขาดดุลการค้าจีนมากยิ่งกว่าตอนที่ขาดดุลการค้าญี่ปุ่น  มีความพยายามจะลดการขาดดุลในหลายส่วนหลายคราว  โดยภาพที่ชัดเจนมากที่สุดและดูจะก้าวร้าวจริงจังคือสมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สมัยที่ 1(ค.ศ.2017-2020) ที่พยายามกีดกัดทางการค้าหลายรูปแบบ  พยายามกดดันสให้จีนซื้อสินค้าเกษตรของสหรัฐฯซึ่งได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง  แต่ก็นำมาสู่คำว่า “สงครามการค้า” หรือ TRADE WARS และต่อมาในสมัยประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้ขยับจากมิติของTRADE WARS เป็น TECH WARS  คือจากสินค้าทั่วไปเป็นสงครามเทคโนโลยี  

          ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาที่ทรัมป์คว้าชัยชนะนั้นน่าจะนำไปสู่สงครามการค้าระลอกใหม่ที่ใหญ่และกว้างขวางกว่าเดิม  “ใหญ่”คือมิติของอัตราอากรนำเข้าที่สหรัฐฯจะเรียกเก็บจะเพิ่มมากขึ้น  สมัยทรัมป์ 1 นั้นเรียกเก็บเพิ่มขึ้น 25% ในสินค้าระดับบน   แต่ในยุคทรัมป์ 2 ตั้งแต่ตอนหาเสียงจนถึงได้รับชัยชนะแล้วบอกว่าจะเก็บเพิ่มถึง 60% จากอัตราอากรนำเข้าเดิม

          ที่ว่า “กว้างขวาง”คือมิติเชิงคุณภาพที่จะส่งผลถึงหลายรายการสินค้าและหลายประเทศที่เป็นคู่ค้าของสหรัฐฯ  ขอบข่ายนี้จึงไม่ใช่แค่การปะทะกันของมหาอำนาจอันดับ1 กับอันดับ2 ของโลก  แต่อาจหมายรวมถึงประเทศคู่ค้าอื่นๆที่ค้าขายกับสหรัฐฯในปัจจุบันทั้งที่เกินดุลการค้าหรือไม่เกินดุลแต่อาจจะมีเงื่อนไขบางอย่างเพิ่มขึ้น  เช่น เพื่อนบ้านอย่างเม็กซิโกและแคนาดา  อาจจะเข้าข่ายเรียกเก็ยอากรนำเข้าเพิ่มขึ้น 25% เพราะไม่ดูแลเรื่องคนเข้าเมืองสหรัฐฯอย่างผิดกฎหมาย  ซึ่งมีผลให้ผู้นำแคนาดาต้องออกมาแสดงอาการ “จิ้มก้อง” หรือคารวะว่าที่ผู้นำคนใหม่ของสหรัฐฯ  แต่เม็กซิโกกลับแสดงปฏิกิริยาตอบโต้อย่างชัดเจน  ทำให้คิดว่าผลจากสงครามการค้ารอบใหม่หรือมาตรการกีดกันที่จะเกิดขึ้นจะขยายวงไม่เพียงแค่สองมหาอำนาจเท่านั้น

          ข้อสังเกตุคือการกระทำของทรัมป์ตั้งแต่สมัยแรกมีผลให้สหรัฐฯเสียแนวร่วมไปเยอะมากทั้งแนวร่วมในองค์การระหว่างประเทศ เช่น องค์การการค้าโลก (WTO) องค์การอนามัยโลก( WHO)  และวันนี้ทรัมป์ก็ประกาศจะถอนตัวจาก WHO อีก  การที่สหรัฐฯใช้ความใหญ่ของตนเองพยายามไปกดดันคนอื่นหรือเปิดประเด็นใหม่ๆ  มีผลให้หลายประเทศเกิดความรู้สึกว่าถูกคุกคามข่มขู่หรือถูกกีดกันควบคู่ไปด้วย  ย่อมไม่พอใจ  หลายประเทศไม่มีทางเลือก  ถูกสหรัฐฯแซงชั่น  ดังนั้นหากมีใครเปิดแนวให้เข้าร่วมก็ย่อมวิ่งไปหาเพื่อใช้ประโยชน์แสวงหาทางออกหรือช่องทางในการพัฒนา  ยิ่งสหรัฐฯเดิมเกมเชิงรุกก็จะยิ่งมีปฏิกริยาตอบโต้

          เช่นกรณีจีนในช่วงทรัมป์ 1 ซึ่งตอนนั้นทรัมป์ประกาศขึ้นอากรนำเข้า 25% ถ้าเป็นประเทศอื่นที่ไม่มีศักยภาพหรือความพร้อมก็คงหาทางเจรจาว่าขึ้นให้น้อยหน่อยและยอมรับเงื่อนไขนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ  แต่จันไม่ใช่อย่างนั้นจีนใช้นโยบาย “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” แสดงศักยภาพความเป็นผู้นำของประเทศกำลังพัฒนาซึ่งมีจำนวนมากในโลกนี้  และปีหน้าประเทศกำลังพัฒนาจะมีขนาดเศรษฐกิจโดยรวมใหญ่กว่าประเทศพัฒนาแล้วเป็นครั้งแรกหลังสงครามโลกครั้งที่2  

          จีนไม่ต้องการแสดงท่าทีหรือจุดยืนที่อ่อนแอซึ่งจะทำให้ประเทศแนวร่วมหรือฝากความหวังไว้กับจีนต้องผิดหวัง  จึงขึ้นอากรนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ 25% เท่ากันเป็นการตอบโต้  ผลกลับกลายเป็นว่าสินค้าเกษตรของสหรัฐฯแทนที่จะส่งไปขายจีนได้เพิ่มมากขึ้น  กลับไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าเกษตรจากประเทศอื่นที่ส่งไปขายในจีน  อย่างไรก็ตามเนื่องจากสหรัฐฯเป็นแหล่งสินค้าเกษตรารายใหญ่ของจีน  จีนต้องดำเนินการมาตรการอื่นๆคู่ขนานไปด้วย  เช่นไปจับมือกับชิลี อาร์เจนตินา เปรู หรือประเทศในกลุ่มอาเซียน เพื่อผลิตสินค้าเกษตรส่งเข้าจีนทดแทนการนำเข้าจากสหรัฐฯ

          แม้ในมิติของการส่งออกจีนก็พยายามลดการพึ่งพอตลาดสหรัฐฯควบคู่ไปด้วยโดยหันไปแสวงหาตลาดอื่นเพิ่ม  ในช่วงปี 2017 จีนส่งสินค้าไปสหรัฐฯประมามณ 20% หรือ 1 ใน 5 ของการส่งออกของจีนต้องพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ  เมื่อถูกกีดกันถูกเก็บภาษีมากขึ้นจีนได้กระจายความเสี่ยงในการหาตลาดใหม่ๆมาทดแทน  ตอนนี้เหลือประมาณ 14% แต่ก็ยังเป็นตลาดส่งออกใหญ่สุดของจีนอยู่ดี  เทียบมูลค่าเท่ากับประมาณ 4% ของGDPจีน  ส่วนตลาดอื่นๆที่จีนมุ่งหามาทดแทนคืออเมริกาใต้ แอฟริกา ตะวันออกกลาง  อาเซียน ซึ่งเป็นตลาดระดับกลางและระดับล่าง

          ในยุคทรัม์ป 2 หากสหรัฐฯดำเนินมาตรการอากรนำเข้าสินค้าจีนรุนแรงอย่างที่ประกาศ  ก็เชื่อว่าจีนจะตอบโต้กลับด้วยวิธีเดียวกันคือ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” อย่างที่เคยทำมาแล้ว  จะไม่ใช้วิธีความสงบสยบความเคลื่อนไหวใจเย็น  เพราะตั้งแต่ที่สี จิ้นผิง ขึ้นมาเป็นผู้นำ  จีนมีจุดยืนชัดเจน  ดังนั้นผลกระทบในวงกว้างจะเกิดขึ้นไม่ใช่เฉพาะห่วงโซ่อุปทานจีน –สหรัฐฯ แต่ยังอาจหมายรวมถึงห่วงโซ่อุปทานในตลาดอื่นๆ เช่น กรณีเม็กซิโก และแคนาดา  มิใช่แค่เรื่องคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย  แต่ยังมีเรื่องที่จีนเข้าไปลงทุนตั้งฐานการผลิตสินค้าในสองประเทศนี้เพื่อส่งเข้าตลาดสหรัฐฯ

          ต่อคำถามว่าจริงหรือเมื่อเกิดสงครามการค้าแล้วจะเป็นโอกาสของไทยจะได้ค้ากับจีนมากขึ้น  ดร.ไพจิตรตอบว่า  จีนยังคงเป็นตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใหญ่ที่สุดในโลก  ในมิติการส่งออกของไทย  เรายังส่งออกไปตลาดสหรัฐฯมากที่สุดอันดับ 1 จีนคืออันดับ 2  การที่ไทยส่งสินค้าไปจีนยากนั้นอาจเป็นเพราะมีเงื่อนไข กลไก คู่แข่งขัน มีกิจการภาครัฐของเขา  มีเรื่องที่เข้าใจยากหรือเข้าใจวัฒนธรรมและโครงสร้างทางการตลาดของจีนยังน้อย  

          ถ้าไทยอยากได้ประโยชน์จากการแข่งขันทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ–จีน เราต้องทำความเข้าใจให้ดี  การที่ไทยส่งสินค้าไปสหรัฐฯได้ดีอาจเป็นเพราะผู้บริหารจำนวนมากของไทยไปร่ำเรียนหนังสือในโลกฝั่งตะวันตก  รู้ภาษา รู้วัฒนธรรม รู้โครงสร้างอะไรต่างๆ มีเพื่อนฝูง  ประกอบกับความโปร่งใสในการทำธุรกิจของตะวันตกค่อนข้างดี  

          ดร.ไพจิตร มองว่า 4ปีข้างหน้าในสมัยของทรัมป์ 2 นับจากต้นปี 2025 จะมีความท้าทายในหลายๆส่วน  เมื่อภาษีสูงขึ้นตลาดอาจจะแคบลง  เราอาจจะส่งสินค้าไปสหรัฐฯยากขึ้นหากเป็นหนึ่งในประเทศที่จะถูกเรียกเก็บอากรนำเข้าเพิ่มขึ้น  ในทางกลับกันในกรณีของจีนที่ผ่านมาจีนพยายามแสดงจุดยืนว่าเป็นผู้นำของการค้าเสรี  ในขณะที่สหรัฐฯประกาศขึ้นภาษีนำเข้า  จีนสวนทางประกาศลดภาษีเหลือ 0%ให้ประเทศด้อยพัฒนา  ไทยอาจจะเผชิญการแข่งขันในตลาดจีนมากขึ้น  แต่จีนเป็นประเทศที่บริหารจัดการการนำเข้า–ส่งออกเก่งมาก  ในด้านหนึ่งเขาลดภาษี  แต่อีกด้านอาจมีมาตรการกีดกันที่ไม่ใช่ภาษีโผล่ออกมาก็ได้โดยเฉพาะกับประเทศที่ไม่เป็นมิตร  

          อย่างไรก็ตามยังเชื่อว่า 3-4ปีข้างหน้ายังจะเห็นการทะลักไหลของเงินทุนจากจีนเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มมากขึ้นกว่าของประเทศอื่นๆ  ทั้งด้วย 50ปีไทย–จีน  ด้วยนโยบายการขยายการลงทุนออกนอกประเทศ  ด้วยศักยภาพของไทย  

samanyavee

https://bangkok-today.com

น่าสนใจสำครับคุณ