BRICS จะผงาดคลุมเศรษฐกิจโลก ได้จริงใช่ไหม? ฤๅ จะเป็นแค่ความฝัน แทน US Dollar
เรียกได้ว่าเป็น กระแสร้อนฉ่า มากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ปลายปี 2567 ที่ผ่านมา หลังจากที่ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศตั้งกำแพงภาษีนำเข้าจากประเทศสมาชิกในกลุ่ม BRICS แบบสูงลิ่ว หากกลุ่มประเทศเหล่านี้ ยังดื้อรั้น ในการออกมายืนกรานว่า จะนำเงินสกุลใหม่ ที่พวกเขาตั้งขึ้น มาใช้ในระบบเศรษฐกิจที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อมาแทนทีสกุลเงิน ดอลลาร์สหรัฐฯ
ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต้านสุดกำลัง
การออกมาประกาศกร้าว ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่กำลังจะขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 มกราคม 2568 ซึ่งเป็นการแถลงผ่านโซเชียลมีเดีย Truth Social ว่า เขาต้องการให้ประเทศในกลุ่ม BRICS ออกมายืนยันว่า จะไม่สร้างเงินสกุลใหม่ของกลุ่มตัวเอง รวมถึง การสนับสนุนสกุลเงินอื่นๆ เพื่อมาแทนที่เงินสกุลหลักในระบบเศรษฐกิจโลก อย่าง ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งหากกลุ่ม BRICS ปฏิเสธ พวกเขาก็ต้องเตรียมพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับกำแพงภาษีแบบ 100%
“พวกเขาสามารถไปหาคนอื่น ที่ยอมเป็น ‘เหยื่อ’ ได้ แต่ไม่มีทางที่กลุ่ม BRICS จะสามารถเข้ามาแทนที่ สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐบนเวทีการค้าระหว่างประเทศได้อย่างแน่นอน และไม่ว่าประเทศใดก็ตาม ที่มีความพยายามทำเช่นเดียวกันนี้ ก็ควรกล่าวอำลาสหรัฐฯ ไปได้เลย” โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าว
ทั้งนี้ การออกมาประกาศกร้าวของ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในครั้งนี้ ถือเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของสหรัฐอเมริกา ต่อกรณี การออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่ม BRICS ในการพัฒนาสกุลเงินสำรองใหม่ ที่เชื่อว่า หากเกิดขึ้นจริง ก็จะเป็นอีกเงินสกุล ที่จะมาลดบทบาทของสกุลเงิน ดอลลาร์สหรัฐฯ ในระบบเศรษฐกิจ และการเงินระดับโลก ขณะเดียวกัน คำขู่อย่างแข็งกร้าว ของ ทรัมป์ ในการตั้งกำแพงภาษีที่สูงแบบเต็ม 100% นั้น ก็ยังอาจเป็นตัวการที่นำไปสู่ความตึงเครียดทางด้านเศรษฐกิจ และการค้า ระหว่าง สหรัฐอเมริกา กับประเทศสมาชิกในกลุ่ม BRICS ที่มีความเป็นไปได้ว่า จะเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต อย่างแน่นอน
BRICS คืออะไร
ก่อนที่จะไปตามกันต่อเกี่ยวกับประเด็นนี้ ลองมาทำความรู้จักกันก่อนว่า BRICS คืออะไร ซึ่งจะว่าไปแล้ว BRICS เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งเริ่มแรกประกอบไปด้วย บราซิล (Brazil) รัสเซีย (Russia) อินเดีย (India) จีน (China) และ แอฟริกาใต้ (South Africa) ก่อนที่ต่อมา จะมีประเทศเข้าร่วมเพิ่มขึ้น อาทิ เอธิโอเปีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อียิปต์ และอิหร่าน โดยในปี 2568 หรือ ปีนี้ บราซิล จะเป็นประธานกลุ่ม BRICS ซึ่งจะมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนในแต่ละปี
สำหรับความน่าสนใจ ของกลุ่มประเทศ BRICS อยู่ที่ การมีสมาชิกที่เป็นชาติมหาอำนาจอย่าง จีน และ รัสเซีย ขณะเดียวกัน ยังมีประเทศที่ทรงอิทธิพล อย่าง แอฟริกาใต้ และบราซิล เข้าร่วมด้วย ยิ่งเมื่อทั้งหมดร่วมมือกันทางด้านเศรษฐกิจ และมีจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้น จะยิ่งทำให้กลุ่ม BRICS ครอบคลุมประชากรได้มากขึ้น 3.5 ล้านคน หรือประมาณ 45% ของประชากรโลก นอกจากนี้ หากว่าไปถึงแง่เศรษฐกิจ ขนาดเศรษฐกิจของ BRICS จะมีมูลค่ากว่า 28.5 ล้านล้าน ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ ราว 28% ของมูลค่ารวมของเศรษฐกิจโลก ยิ่งกว่านั้น ประเทศสมาชิกกลุ่มบริกส์ยังเป็นผู้ผลิตน้ำมันดิบป้อนตลาดโลกราว 44% อีกด้วย
ทำไมต้องการสร้างเงินสกุลใหม่ แทนดอลลาร์
ขณะที่ นโยบายด้านต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ที่มีความเข้มงวด ประกอบกับ ความท้าทายทางการเงินในระดับโลก ที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ ประเทศกลุ่มสมาชิก BRICS ต้องการหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจมากขึ้น ซึ่งทางเดียวที่สามารถทำได้ก็คือ การมองหาสกุลเงินใหม่ ที่จะมาช่วยเปลี่ยนแปลงเกมการเงินของโลก และ ทองคำ ก็เป็นคำตอบ ที่ BRICS กำลังพิจารณา เพื่อนำมาใช้
ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ได้ออกมาเสนอ แนวคิดเรื่องของใช้ทองคำ เพื่อนำมาเป็นสินทรัพย์หลัก ที่จะหนุนหลังสกุลเงินใหม่ของ BRICS ซึ่งจะว่าไปแล้ว แนวคิดดังกล่าว ได้รับความสนใจอย่างมากจากประเทศสมาชิก ซึ่งการทำงานของสกุลเงินใหม่ของ BRICS หลังถูกหนุนหลังด้วยทองคำ โดยราคาทองคำ 3,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อ ออนซ์ จะทำให้สกุลเงิน BRICS มีค่าเท่ากัน โดยวันนี้ หากจะว่าไปแล้ว BRICS มีการถือครองทองคำแล้วมากกว่า 20% ของปริมาณทองคำสำรองของโลก
จากข้อมูลที่มีการเปิดเผย พบว่า ปัจจุบัน รัสเซีย ได้ถือครองทองคำไว้รวมกว่า 2,340 ตัน หรือ คิดเป็น 8.1% ของโลก ขณะที่จีน ถือครองอยู่ที่ 2,260 ตัน ซึ่งหากนับรวมกัน แค่ รัสเซีย กับจน ก็มีการถือครองทองคำไปแล้วคิดเป็น 74% ของทองคำที่ BRICS ที่ถือครองอยู่ ขณะที่ ประเทศ อินเดีย ซาอุดิอาระเบีย บราซิล อียิปต์ และ แอฟริกาใต้ ที่ถือครองทองคำอยู่อีกจำนวนไม่น้อย ก็เรียกได้ว่า มาช่วยเสริมกำลังความแข็งแกร่งในเรื่องของการสำรองทองคำ ให้กับกลุ่ม BRICS ได้ไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว
ประเทศไทย กับ BRICS
จากการประชุมล่าสุด BRICS Plus Summit ครั้งที่ 4 ซึ่งจัดขึ้นไปเมื่อวันที่ 24 ตุลาคมในปีที่ผ่ารมา ณ เมือง คาซาน ประเทศรัสเซีย ที่มีเป้าหมายหลัก เพื่อหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาความท้าทายในระดับภูมิภาคและระดับโลก และแนวทางการส่งเสริมระบบพหุภาคีเพื่อการสร้างระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เป็นธรรมและเป็นประโยชน์ต่อประเทศกำลังพัฒนามากขึ้น
ขณะที่ประเทศไทย ได้มีการยื่นหนังสือแสดงความประสงค์ในการสมัครเข้าเป็นสมาชิก BRICS เมื่อเดือน มิถุนายน 2567 โดยภายหลังมีการแจ้งว่า ประเทศไทย จะเข้าเป็นสมาชิก BRICS ในวันที่ 1 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งสิ่งที่ไทย จะได้ประโยชน์จากการเข้าร่วมเป็นสมาชิก มีหลายด้านด้วยกัน อาทิ ด้านการค้าระหว่างประเทศ ไทยจะได้รับการส่งเสริมด้านการส่งออกสินค้า ที่กลุ่ม BRICS จะมีการนำเข้าสินค้าจากไทยมากขึ้น จากปัจจุบัน ที่ไทยมีสัดส่วนการส่งออกไปปปยังประเทศสมาชิกในกลุ่ม BRICS ราว 19.2%
หรือแม้แต่ด้านการตลาด ที่จะได้เข้ารู่ตลาดที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ อันดับต้นๆ ของโลก อย่าง BRICS ที่คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 4 ของขนาดเศรษฐกิจโลก เช่นเดียวกับ การสร้างโอกาสการลงทุน ซึ่งจะทำให้เกิดการดึงดูดนักลงทุนจากกลุ่ม BRICS เข้ามาลงทุนในประเทศไทย และช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจของไทย กระเตื้องมากขึ้น ที่สำคัญ การเข้ามาลงทุนดังกล่าว ยังทำให้เกิดการจ้างงานภายในประเทศมากขึ้น รวมถึง การช่วยยกระดับบทบาทของประเทศไทยบนเวทีโลก และส่งเสริมให้เกิดการกระชับความร่วมมือ กับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่มีศักยภาพ มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทย ในอนาคต
ดาบสองคม
อย่างไรก็ดี การเข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่ม BRICS ของไทย ยังเป็นเสมือนดาบสองคม ยิ่งวันนี้ ว่าที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาขู่ที่จะตั้งกำแพงภาษีนำเข้า โดยเฉพาะ กลุ่มประเทศสมาชิก BRICS อาจทำให้ประเทศไทย ต้องตกอยู่ในภาวะความเสี่ยง หากทรัมป์ มีการเพ่งเล็งมาที่การส่งออกของประเทศไทย โดยเฉพาะ การจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยเข้าไปในสหรัฐฯ ขึ้นเป็น 100%
ในประเด็นนี้ ถือเป็นสิ่งที่รัฐบาลไทย จำเป็นต้องเร่งบริหารจัดการ และรับมือกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น เมื่อประเทศไทย เป็นสมาชิก BRICS เพราะหากไม่เตรียมความพร้อม ก็อาจส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจของประเทศ และความสัมพันธ์อันดี ระหว่างไทย และสหรัฐฯ ที่มีมาอย่างยาวนาน
