BAM ลุยปี 69 ปั้น “ฟันเฟือง 3 ตัว” เร่งแก้หนี้-ดันบ้านมือสอง สร้างคนรุ่นใหม่รับไม้ต่อ
ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เปิดเผยว่า ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ความผันผวนของค่าเงินบาท และประเด็นด้านภาษีที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ส่งผลให้การตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ของประชาชนเป็นไปด้วยความระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางถึงล่างที่เผชิญแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนระดับสูงและเกณฑ์สินเชื่อที่เข้มงวด
“แม้ภาพรวมเศรษฐกิจยังเปราะบาง แต่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ถือเป็น “ข่าวดี” ต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ในหลายมิติ โดยเฉพาะการลดภาระผ่อนชำระรายเดือนของผู้กู้ ทำให้ผู้ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยจริงตัดสินใจง่ายขึ้น ในเชิงจิตวิทยา การลดดอกเบี้ยช่วยสร้างบรรยากาศเชิงบวกต่อการจับจ่ายใช้สอย และกระตุ้นดีมานด์บางส่วนให้กลับเข้าสู่ตลาด” ดร.รักษ์กล่าว
สำหรับปี 2569 บริษัทตั้งเป้าหมายให้เป็นปีแห่งการ “สร้างความแกร่งและความเก่ง” ให้บุคลากรรุ่นหลังในช่วง 3 ปีจากนี้ เพื่อเตรียมรับไม้ต่อจากผู้บริหารรุ่นเดิมที่จะทยอยเกษียณ พร้อมปรับองค์กรสู่รูปแบบ “Businessual” ที่มีความยืดหยุ่นและไดนามิกมากขึ้น โดยผ่านยุทธศาสตร์สำคัญ คือ “ฟันเฟือง 3 ตัว” หรือ 3 Gears Strategy ได้แก่
หนึ่ง การบริหาร NPL และ NPA ด้วยความเร็ว เน้นเร่งปรับโครงสร้างหนี้และระบายทรัพย์ ไม่ถือครองสินทรัพย์นาน ยอมรับมาร์จิ้นบางลง เพื่อให้ลูกหนี้และผู้ซื้ออยู่ได้ ขณะที่องค์กรยังเดินหน้าต่อได้อย่างยั่งยืน
สอง Digital Transformation พัฒนาระบบ Core System และแพลตฟอร์ม E-Marketplace เปิดพื้นที่ให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) กว่า 90 แห่ง นำทรัพย์มาวางขาย โดย BAM ทำหน้าที่เป็นเจ้าของตลาด สร้างระบบนิเวศกลางด้านทรัพย์มือสอง
สาม People Transformation เร่งพัฒนากองทัพพนักงานรุ่นใหม่ เสริมทักษะเฉพาะทางก่อนผู้บริหารระดับสูงเกษียณ สร้าง “กองทัพ BAM” ที่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาหนี้ของประเทศ
นอกจากนี้บริษัทยังมีในการขยายธุรกิจ ภายใต้แนวคิด “BAM Universe” บริษัทเตรียมต่อยอดความสำเร็จของบริษัทลูก “น้องอารี” และ “น้องอรุณ” ซึ่งสามารถทำกำไรได้ภายในเวลาไม่ถึง 2 ปี และมีบทบาทสำคัญในการตัดเงินต้น (Hair Cut) ให้ลูกหนี้รายย่อย ซึ่งในระยะใกล้เตรียมเปิดบริษัทลูกลำดับที่ 2 และ 3 เพื่อขยายขีดความสามารถในการดูแลลูกหนี้ เน้นช่วย “คนตัวเล็ก” ปรับโครงสร้างหนี้ในภาระที่ไหว ลดการคิดดอกเบี้ยทบต้น และสร้างเครือข่ายพันธมิตรเพื่อเร่งระบายทรัพย์แบบแบ่งปันผลกำไร
และอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญคือโครงการ “ทรัพย์มหาชน Plus” ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยผู้ที่อยากมีบ้านแต่กู้ไม่ผ่านธนาคาร โดยเปลี่ยนเงินค่าเช่ารายเดือนให้กลายเป็นการสะสมมูลค่าทรัพย์ จนสามารถโอนเป็นเจ้าของได้ในที่สุด โดยโครงการดังกล่าวมุ่งเน้นทรัพย์ไม่เกิน 3 ล้านบาท เจาะกลุ่มที่เรียกว่า Generation Rent ซึ่งไม่ได้อยากเช่าโดยสมัครใจ แต่ถูกบังคับจากข้อจำกัดด้านรายได้และเครดิต
อย่างไรก็ตามในปี 2569 นี้ บริษัทตั้งเป้าผลเรียกเก็บ NPL ราว 10,500 ล้านบาท และ NPA กว่า 7,000 ล้านบาท พร้อมใช้จุดแข็งด้านต้นทุนทางการเงินที่ต่ำที่สุดในกลุ่ม AMC และสภาพคล่องที่เพียงพอเป็น “กระสุน” ขับเคลื่อนธุรกิจโดยไม่จำเป็นต้องออกหุ้นกู้เป็นประจำ
สำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 BAM สามารถทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ สะท้อนบทบาท “โรงพยาบาลแก้หนี้” ของประเทศอย่างชัดเจน โดยมีรายได้สุทธิกว่า 8,700 ล้านบาท และกำไรสุทธิมากกว่า 1,800 ล้านบาท พร้อมประกาศจ่ายเงินปันผล 0.50 บาทต่อหุ้น
ด้านผลเรียกเก็บเงินสด (Cash Collection) ทำได้รวม 17,857 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่ให้คำมั่นไว้ แบ่งเป็นการจัดเก็บจากหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL) กว่า 10,000 ล้านบาท และทรัพย์สินรอการขาย (NPA) มากกว่า 7,100 ล้านบาท
ในมิติการช่วยเหลือลูกหนี้ ปีที่ผ่านมา BAM สามารถปรับโครงสร้างหนี้ได้ถึง 5,400 ราย เพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ยเดิมราว 4,000 รายต่อปี โดยกว่าครึ่งเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ประสบปัญหาสภาพคล่อง นอกจากนี้ยังระบายทรัพย์ได้กว่า 3,100 ชิ้น ส่วนใหญ่เป็นทรัพย์ราคาเฉลี่ยไม่ถึง 3 ล้านบาท สอดคล้องกับกลยุทธ์ “ช่วยคนตัวเล็ก”
อย่างไรก็ตามบริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลและแผนการบริหารจัดการอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ซึ่งบริษัทมีอัตราการจ่ายเงินปันผล โดยบริษัทพยายามประคองการจ่ายเงินปันผลให้อยู่ในอัตราประมาณ 80-90% ของกำไรสุทธิ ในส่วนของเป้าหมายผลตอบแทน บริษัทตั้งเป้าหมายที่จะมอบผลตอบแทนให้กับนักลงทุนไม่ต่ำกว่า 6% หรือระบุในบางช่วงว่าประมาณ 5.5% ถึง 7%
ขณะเดียวกันบริษัทต้องการให้นักลงทุนมองหุ้นของบริษัทเป็นสินทรัพย์ที่ควรมีไว้ในพอร์ต สำหรับการลงทุนระยะยาว ไม่ใช่หุ้นสำหรับเล่นเก็งกำไร โดยให้ความสำคัญกับการสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอในทุกช่วงเวลา นอกจากนี้บริษัทมีแผนการบริหารจัดการ DE Ratio โดยมีบริษัทตั้งเป้าหมายที่จะควบคุม DE ratio ไม่ให้เกิน 2.2 โดยในระดับที่เหมาะสมที่ทีมผู้บริหารพยายามทำคืออยู่ที่ ประมาณ 2.0 บวกลบไม่เกิน 0.2
“บริษัทเชื่อว่าการบริหารจัดการในลักษณะนี้จะช่วยให้ DE ratio อยู่ในระดับที่เหมาะสมและสร้างความเชื่อมั่นให้กับธนาคารในการเปิดเครดิตไลน์ (Credit Line) เพื่อรองรับสภาพคล่องของบริษัทต่อไป”ดร.รักษ์ กล่าวทิ้งท้าย
