สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

AI กับบทบาทใหม่ในการแพทย์เชิงป้องกัน: ตรวจพบความเสี่ยงเร็วขึ้น ก่อนโรคพัฒนาไปไกล

 AI กับบทบาทใหม่ในการแพทย์เชิงป้องกัน: ตรวจพบความเสี่ยงเร็วขึ้น ก่อนโรคพัฒนาไปไกล

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artifical Intelligence: AI) กำลังเข้ามามีบทบาทในระบบสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการช่วยบุคลากรทางการแพทย์วิเคราะห์ข้อมูลทางการแพทย์เบื้องต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรวจพบโรคได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และสนับสนุนการวินิจฉัยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกัน เมื่อสถาบันการแพทย์เตรียมความพร้อมให้กับแพทย์รุ่นใหม่ เทคโนโลยี AI ก็เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิธีที่แพทย์ในอนาคตเรียนรู้การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้วิจารณญาณทางคลินิก และให้การดูแลผู้ป่วยโดยยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง

 

สำหรับประเทศไทย ซึ่งกำลังเผชิญกับการเพิ่มขึ้นของประชากรสูงวัยและภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่ยังคงสร้างแรงกดดันต่อการบริการสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เทคโนโลยี AI จึงมีศักยภาพในการช่วยยกระดับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน โดยสนับสนุนการวินิจฉัยโรคได้เร็วขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงาน อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจว่าเทคโนโลยี AI สามารถสร้างประโยชน์ที่วัดผลได้หรือยังคงต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและวิจารณญาณของบุคลากรทางการแพทย์

 

หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือ การวิเคราะห์ภาพทางการแพทย์ (Medical Imaging) โดยระบบคอมพิวเตอร์วิทัศน์ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI กำลังเข้ามาช่วยรังสีแพทย์วิเคราะห์ภาพเอกซเรย์ (X-ray) การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) และภาพแมมโมแกรม (Mammogram) เพื่อตรวจหาความผิดปกติอย่างรวดเร็วและสม่ำเสมอมากขึ้น การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมถือเป็นหนึ่งในกรณีการใช้งานเทคโนโลยี AI ที่มีศักยภาพสูง โดยงานวิจัยชี้ให้เห็นว่าการคัดกรองที่มีเทคโนโลยี AI ช่วยสนับสนุนสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น อย่างไรก็ตาม ระบบเหล่านี้ไม่ได้ทำหน้าที่วินิจฉัยโรคโดยอิสระ แต่ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือช่วยตรวจทานผลวินิจฉัยเพิ่มเติม และเพิ่มความมั่นใจให้กับแพทย์ได้อย่างไรก็ตาม บทบาทของเทคโนโลยี AI อาจยังไม่ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงในด้านการดูแลโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งต้องอาศัยทั้งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้ป่วยในระยะยาว และการรักษาตามหลักการแพทย์

 

แม้ในอนาคตเทคโนโลยี AI อาจเข้ามามีส่วนช่วยในการดูแลสุขภาพแบบเฉพาะบุคคล การบริหารจัดการสุขภาพในระยะยาวได้มากขึ้น หรือการช่วยระบุความเสี่ยงด้านสุขภาพ แต่การเปลี่ยนพฤติกรรมยังคงเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของแนวทางการรักษาในปัจจุบัน และยังไม่สามารถบรรลุผลได้ด้วยเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว ยิ่งไปกว่านั้น เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถสร้างสรรค์เนื้อหาใหม่ได้เอง หรือ Generative AI ยังเข้ามาปฏิวัติระบบสาธารณสุขอย่างเงียบ ๆ ใ ปัจจุบันองค์กรด้านสุขภาพหลายแห่งเริ่มใช้เทคโนโลยี AI เป็นตัวช่วยในการจัดทำเอกสารทางคลินิก การลงรหัสทางการแพทย์ การสรุปข้อมูลจากเวชระเบียน และงานธุรการอื่น ๆ ซึ่งช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถจัดสรรเวลาเพื่อให้กับการดูแลผู้ป่วยได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้เทคโนโลยี AII จะช่วยลดเวลาในการทำงานเอกสารลง แต่การตัดสินใจหรือวินิจฉัยบนพื้นฐานของจริยธรรมจริยธรรมและองค์ความรู้ รวมถึงทักษะการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ยังคงเป็นส่วนความรับผิดชอบที่เทคโนโลยี AI ยังทำแทนไม่ได้

 

ในขณะที่ระบบสาธารณสุขพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด สถาบันแพทย์จึงมีบทบาทสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้แพทย์รุ่นใหม่สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่ได้อย่างมั่นใจ สำหรับมหาวิทยาลัยเซนต์จอร์จ (SGU) แนวทางดังกล่าวหมายถึงการเดินหน้าสร้างพื้นฐานด้านเวชศาสตร์เชิงประจักษ์ (Evidence-Based Medicine) ที่แข็งแกร่ง ผ่านหลักฐานงานวิจัย ความเชี่ยวชาญของแพทย์ และการดูแลผู้ป่วยโดยยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง ควบคู่ไปกับการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาปรับใช้ร่วมกันอย่างมีวิจารณญาณ แม้ในปัจจุบันจะยังไม่สามารถคาดการณ์ได้อย่างแน่ชัดว่าในอนาคตเทคโนโลยี AI จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวงการแพทย์อย่างไร แต่ทักษะและความรู้พื้นฐานของนักศึกษาแพทย์เหล่านี้จะยังคงเป็นหัวใจสำคัญอยู่เสมอ ไม่ว่าเทคโนโลยีจะพัฒนาไปไกลแค่ไหนก็ตาม

 

แพทย์ในอนาคตต้องเข้าใจทั้งจุดแข็งและข้อจำกัดของเทคโนโลยี AI และตระหนักรู้ถึงเวลาที่ควรให้วิจารณญาณของมนุษย์มีความสำคัญเหนือผลลัพธ์จาก AI เทคโนโลยีเหล่านี้อาจช่วยยกระดับการปฏิบัติงานทางคลินิกได้ แต่ไม่สามารถทดแทนความเข้าอกเข้าใจ ความเชี่ยวชาญ และทักษะการตัดสินใจอย่างรอบด้าน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการดูแลผู้ป่วยที่มีคุณภาพได้ต่อไป

 

อนาคตของแพทย์และแวดวงสาธารณสุขจะไม่ได้ถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี AI แต่แพทย์ต้องเรียนรู้ที่จะใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ อย่างมีความรับผิดชอบ ควบคู่ไปกับการรักษาจรรยาบรรณวิชาชีพของตนเอง ในขณะเดียวกัน สถาบันแพทย์ก็จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมให้บัณฑิตสามารถผสานองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ความเข้าใจในเทคโนโลยี รวมถึงทักษะการดูแลผู้ป่วยด้วยความเข้าอกเข้าใจ เพื่อให้แพทย์รุ่นใหม่สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังคงให้ความสำคัญกับผู้ป่วยเป็นอันดับต้นอยู่เสมอ

โดย คุณ Stephan Bandelow, BSc, MSc, DPhil

รองศาสตราจารย์ รองผู้อำนวยการ และนักวิจัย มหาวิทยาลัยเซนต์จอร์จ (SGU) ประเทศเกรเนดา หมู่เกาะเวสต์อินดีส

 

 

 

samanyavee

https://bangkok-today.com

น่าสนใจสำครับคุณ