“ประกันสังคมก้าวหน้า” กวาด 14 ที่นั่ง ชูปฏิรูปใหญ่ใน 7 วัน
“ษัษฐรัมย์” ลั่นมีปฏิรูป ไม่มีปฏิทิน เปิด 6 แผนเร่งด่วน ทั้งเปิดประชุมไลฟ์สด คุมงบบริหาร 3% ตัดงบไอที–รื้อสูตรบำนาญ CARE
ผลการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม หรือบอร์ดประกันสังคม ปี 2569 อย่างไม่เป็นทางการ สะท้อนความตื่นตัวของผู้ประกันตนและนายจ้างที่ออกมาใช้สิทธิเลือกผู้แทนของตนเอง โดยทีมประกันสังคมก้าวหน้ามีคะแนนนำทั้งฝ่ายผู้แทนผู้ประกันตนและฝ่ายนายจ้าง พร้อมประกาศเป้าหมายคว้าเก้าอี้รวม 14 ที่นั่ง จากทั้งหมด 21 ที่นั่ง เพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลงด้านการบริหารกองทุน ความโปร่งใส และการยกระดับสิทธิประโยชน์
รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี แกนนำทีมฝั่งผู้ประกันตน ประกาศจุดยืน “มีปฏิรูป ไม่มีปฏิทิน” ย้ำว่าบอร์ดประกันสังคมควรทำหน้าที่เป็นกลไกกำหนดสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตน มากกว่าการมุ่งเน้นกิจกรรมหรือสิ่งตอบแทนระยะสั้น พร้อมเปิดแนวทางดำเนินงานเร่งด่วน 6 ด้านในช่วง 7 วันแรกหลังได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่การเปิดเผยข้อมูลการประชุม การควบคุมงบบริหาร การทบทวนงบเทคโนโลยีสารสนเทศ ไปจนถึงการตรวจสอบโครงการเสี่ยงและการปฏิรูประบบบำนาญ
คะแนนนำสองฝ่าย ลุ้นเปลี่ยนดุลอำนาจบอร์ด
รายงานผลการนับคะแนนเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2569 ระบุว่า ทีมประกันสังคมก้าวหน้ามีคะแนนนำในทั้งสองฝ่าย โดยเป้าหมายของทีมคือการได้ผู้แทน 7 คนจากฝั่งผู้ประกันตน และอีก 7 คนจากฝั่งนายจ้าง รวม 14 คน จากกรรมการทั้งหมด 21 คน
ผู้สมัครฝั่งผู้ประกันตนประกอบด้วย รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี นายธนพงษ์ เชื้อเมืองพาน น.ส.นาริฐา โภไคยอนันต์ นายเริงฤทธิ์ ละออกิจ น.ส.ปรารถนา โพธิ์ดี น.ส.พรทิพย์ โม่งใหญ่ และ น.ส.ลักษมี สุวรรณภักดี
ส่วนผู้สมัครฝั่งนายจ้าง ได้แก่ น.ส.ศราริน เรืองปัญญาวุฒิ นายรัตนสิทธิ สุภาภรณ์ นายกฤษฎา อาทิตย์จินตกานนท์ นายกฤตวิทย์ หริมเทพาธิป นายสุโขทัย หัตถะรัชต์ นายอดิศร เกิดมงคล และ น.ส.ภัทรานิษฐ์ ศรีจันทร์ดร
หากผลคะแนนสุดท้ายได้รับการรับรองตามแนวโน้มดังกล่าว ทีมประกันสังคมก้าวหน้าจะมีเสียงข้างมากในบอร์ด และมีโอกาสผลักดันข้อเสนอด้านนโยบายได้มากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงสองปีที่ผ่านมา ซึ่งทีมระบุว่ามีผู้แทนเพียง 6 คนจากกรรมการทั้งหมด 21 คน
อย่างไรก็ตาม การมีเสียงข้างมากไม่ได้หมายความว่าข้อเสนอทุกเรื่องจะมีผลทันที เพราะการปรับสิทธิประโยชน์ การจัดสรรงบประมาณ และการบริหารเงินกองทุนยังต้องผ่านกระบวนการพิจารณาตามกฎหมายและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง
ผู้ใช้สิทธิพุ่งกว่า 4 เท่า แต่ระบบรายงานผลถูกตั้งคำถาม
การเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้ประกันตนออกมาใช้สิทธิประมาณ 672,807 คน เพิ่มขึ้นราว 330% จากการเลือกตั้งปี 2566 ขณะที่ฝ่ายนายจ้างมีผู้ใช้สิทธิ 8,965 คน เพิ่มขึ้น 512% ตามข้อมูลที่มีการรายงานในเบื้องต้น
โดวยการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม มีผู้มาใช้สิทธิมากกว่า 679,000 คนในภาพรวม และเพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่าเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งครั้งแรกในปี 2566 ซึ่งมีผู้ใช้สิทธิประมาณ 150,000 คน โดยผู้มีสิทธิส่วนหนึ่งสะท้อนปัญหาการประชาสัมพันธ์ข้อมูลหน่วยเลือกตั้งที่ยังไม่ทั่วถึง รวมถึงความกังวลต่อขั้นตอนการกรอกหมายเลขผู้สมัครในบัตรเลือกตั้ง
แม้จำนวนผู้ใช้สิทธิที่เพิ่มขึ้นจะสะท้อนความสนใจต่อการเลือกผู้แทนเข้าไปกำกับดูแลระบบประกันสังคม แต่กระบวนการนับคะแนนและรายงานผลกลับเป็นอีกประเด็นที่ต้องติดตาม โดยมีข้อร้องเรียนจากอาสาสมัครเกี่ยวกับคะแนนและข้อมูลในบางหน่วยเลือกตั้ง โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ และจังหวัดราชบุรี
ทั้งนี้มีการตั้งข้อสังเกตกรณีคะแนนของผู้สมัครบางรายเป็นศูนย์หรือไม่ปรากฏรายละเอียดคะแนนในบางหน่วย ขณะที่ผู้ติดตามการนับคะแนนเรียกร้องให้สำนักงานประกันสังคมเปิดเผยข้อมูลให้ครบถ้วนและตรวจสอบได้ อย่างไรก็ตาม ข้อร้องเรียนดังกล่าวยังต้องได้รับการตรวจสอบจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ จึงไม่ควรสรุปว่าเป็นการทุจริตหรือมีการทำคะแนนสูญหายโดยเจตนา
สำหรับความโปร่งใสของการนับคะแนนจึงเป็นโจทย์สำคัญที่สำนักงานประกันสังคมต้องเร่งชี้แจง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อผลเลือกตั้ง และทำให้ผู้ประกันตนสามารถตรวจสอบการใช้สิทธิของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ษัษฐรัมย์” ชูบอร์ดสิทธิประโยชน์ ไม่ใช่บอร์ดของชำร่วย
รศ.ดร.ษัษฐรัมย์กล่าวขอบคุณผู้ประกันตนและนายจ้างที่ร่วมใช้สิทธิ พร้อมย้ำแนวคิดการทำงานว่า “บอร์ดสิทธิประโยชน์ ไม่ใช่บอร์ดของชำร่วย” และ “เอาปฏิรูป ไม่เอาปฏิทิน” โดยต้องการให้การบริหารกองทุนมุ่งสร้างประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ผู้ส่งเงินสมทบ
แกนนำทีมระบุว่า ในช่วงสองปีที่ผ่านมา แม้ทีมมีผู้แทนเพียง 6 คน แต่มีส่วนร่วมผลักดันการเปลี่ยนแปลงด้านสวัสดิการหลายเรื่อง อาทิ เงินสงเคราะห์บุตร การดูแลผู้ว่างงาน การปรับปรุงสิทธิประโยชน์ด้านบำนาญ และบริการทันตกรรม พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าการมีผู้แทนเพิ่มขึ้นจะช่วยให้การผลักดันนโยบายเดินหน้าได้มากขึ้น
ด้าน น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.พรรคประชาชน มองว่าปรากฏการณ์ครั้งนี้เชื่อมโยงกับการสื่อสารการเมืองในรูปแบบ “บันเทิงธิปไตย” ซึ่งทำให้เรื่องการเมืองและระบบสวัสดิการที่มีรายละเอียดซับซ้อนเข้าถึงประชาชนได้ง่ายขึ้น ทั้งยังช่วยขยายความสนใจจากประเด็นการเมืองระดับประเทศไปสู่เรื่องใกล้ตัวอย่างเงินสมทบและสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตน
โดยปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมไม่ได้เป็นเพียงการเลือกผู้แทนเข้าไปทำหน้าที่ในคณะกรรมการ แต่ยังเป็นเวทีสะท้อนความคาดหวังต่อการตรวจสอบองค์กร การเปิดเผยข้อมูล และการบริหารเงินที่เกี่ยวข้องกับหลักประกันชีวิตของแรงงานจำนวนมาก
เปิด 6 แผนเร่งด่วน เปลี่ยนงบประมาณเป็นสิทธิประโยชน์
ทีมประกันสังคมก้าวหน้าประกาศแผนดำเนินงาน 6 ด้านในช่วง 7 วันแรกหลังได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ โดยมุ่งเพิ่มความโปร่งใส ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และนำทรัพยากรกลับไปสนับสนุนสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตน
1. เปิดประชุมบอร์ด ถ่ายทอดสดและเผยแพร่รายงาน
ทีมเสนอให้ถ่ายทอดสดการประชุมคณะกรรมการประกันสังคมและคณะอนุกรรมการ พร้อมเปิดเผยรายงานการประชุมต่อสาธารณะ เพื่อให้ผู้ประกันตนติดตามการตัดสินใจและตรวจสอบเหตุผลในการกำหนดนโยบายได้มากขึ้น
โดยแนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายลดข้อกังขาเกี่ยวกับการตัดสินใจภายในองค์กร และเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้ส่งเงินสมทบ โดยต้องกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับข้อมูลที่เปิดเผยได้และข้อมูลที่ต้องได้รับการคุ้มครองให้ชัดเจน
2. คุมงบบริหารเหลือไม่เกิน 3% ของรายรับเงินสมทบ
ทีมเสนอให้กำหนดกรอบงบบริหารสำนักงานประกันสังคมไม่เกิน 3% ของรายรับเงินสมทบ จากระดับเดิมที่ทีมระบุว่ามีกรอบสูงถึง 10% พร้อมติดตามการชำระหนี้ค้างจากรัฐบาล
ซึ่งข้อเสนอนี้มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินและลดภาระรายจ่ายในการดำเนินงาน อย่างไรก็ตาม การปรับลดงบประมาณจำเป็นต้องพิจารณาภารกิจที่ต้องดำเนินการจริง ต้นทุนการให้บริการ และข้อผูกพันตามกฎหมาย เพื่อไม่ให้กระทบต่อการให้บริการแก่ผู้ประกันตน
3. ทบทวนงบไอที ลดรายจ่ายเหลือไม่เกิน 300 ล้านบาท
อีกข้อเสนอสำคัญคือการลดงบประมาณด้านเทคโนโลยีสารสนเทศจากประมาณ 1,500 ล้านบาท เหลือไม่เกิน 300 ล้านบาท โดยให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงระบบร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อลดการลงทุนซ้ำซ้อน
ประเด็นนี้เชื่อมโยงกับข้อกังวลเรื่องระบบรายงานผลเลือกตั้งที่เกิดความล่าช้า ทีมต้องการให้การลงทุนด้านไอทีตอบโจทย์การให้บริการและการเปิดเผยข้อมูลอย่างแท้จริง ทั้งนี้ การลดงบประมาณจะต้องพิจารณารายละเอียดสัญญาเดิม ความปลอดภัยของข้อมูล และความต่อเนื่องของระบบก่อนดำเนินการ
4. ตั้งคณะทำงานตรวจสอบโครงการเสี่ยงย้อนหลัง
ทีมเสนอให้จัดตั้งอนุกรรมการตรวจสอบโครงการที่มีความเสี่ยงหรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความคุ้มค่า พร้อมทบทวนโครงการที่อาจไม่สอดคล้องกับภารกิจหลักของสำนักงานประกันสังคม
โดยเป้าหมายคือทำให้การใช้เงินกองทุนและงบดำเนินงานมีเหตุผลรองรับ ตรวจสอบได้ และลดโอกาสเกิดความเสียหาย โดยการตรวจสอบต้องอาศัยเอกสารหลักฐาน กระบวนการที่เป็นธรรม และการเปิดโอกาสให้หน่วยงานหรือผู้เกี่ยวข้องชี้แจง ไม่ใช่การสรุปความผิดล่วงหน้า
5. ผลักดันสูตรบำนาญ CARE คืนความเป็นธรรมผู้ส่งเงินสมทบ
การปฏิรูประบบบำนาญเป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่ทีมต้องการผลักดัน โดยเสนอให้ใช้สูตรคำนวณบำนาญ CARE ซึ่งมีเป้าหมายปรับแนวทางคำนวณให้สะท้อนประวัติค่าจ้างตลอดช่วงการทำงานได้เหมาะสมขึ้น
ทั้งนี้การเปลี่ยนสูตรบำนาญเป็นประเด็นที่มีผลต่อผู้ประกันตนจำนวนมาก ทั้งผู้ที่ใกล้เกษียณและผู้ที่ยังอยู่ในวัยทำงาน จึงต้องศึกษาผลกระทบทางการเงินของกองทุน ความเป็นธรรมระหว่างผู้ประกันตนแต่ละรุ่น และเงื่อนไขการเปลี่ยนผ่านให้รอบคอบ เพื่อให้การปรับปรุงสิทธิประโยชน์ดำเนินไปได้อย่างยั่งยืน
6. เพิ่มการส่งเสริมสุขภาพและตรวจโรคเชิงรุก
ทีมยังเสนอให้ยกระดับงานส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค หรือ Prevention and Promotion (P&P) โดยเน้นการรณรงค์ดูแลสุขภาพและการตรวจคัดกรองโรคเชิงรุก เพื่อให้ผู้ประกันตนเข้าถึงการป้องกันก่อนเกิดภาวะเจ็บป่วยรุนแรง
ซึ่งแนวทางนี้มุ่งเสริมคุณภาพชีวิตของแรงงานและลดความเสี่ยงด้านสุขภาพในระยะยาว โดยต้องประสานความร่วมมือกับสถานพยาบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้บริการครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายและประเมินผลได้จริง
บทพิสูจน์อยู่ที่การลงมือทำ
อย่างไรก็ตามทั้ง 6 ข้อเสนอนี้ จะเป็นการสะท้อนแนวทางของทีมประกันสังคมก้าวหน้าที่ต้องการปรับการบริหารกองทุนให้เปิดเผย ตรวจสอบได้ และมุ่งตอบโจทย์ผู้ประกันตนมากขึ้น แต่ความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับการแปลงนโยบายให้เป็นแผนปฏิบัติที่มีรายละเอียด งบประมาณรองรับ และตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้
ซึ่งหากทีมสามารถรักษาแนวทางเปิดเผยข้อมูล ควบคุมรายจ่าย และผลักดันสิทธิประโยชน์ได้ตามเป้าหมาย ย่อมเป็นประเด็นสำคัญต่อการประเมินผลงานของบอร์ดชุดใหม่ ในทางกลับกัน การปรับลดงบประมาณหรือเปลี่ยนสูตรสิทธิประโยชน์โดยขาดการประเมินผลกระทบอย่างรอบด้านก็อาจสร้างข้อจำกัดต่อการดำเนินงานและความมั่นคงของกองทุนได้เช่นกัน
ท้ายที่สุด สิ่งที่ผู้ประกันตนต้องการเห็นไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของคณะกรรมการ แต่คือการได้รับบริการที่มีคุณภาพ มีสิทธิประโยชน์เหมาะสมกับเงินสมทบ และสามารถตรวจสอบการบริหารเงินของตนเองได้อย่างเป็นรูปธรรม
อย่างไรก็ตาม สำหรับคำประกาศ “มีปฏิรูป ไม่มีปฏิทิน” จึงเป็นทั้งจุดยืนและความท้าทายของทีมประกันสังคมก้าวหน้า โดยผลการดำเนินงานในช่วงเริ่มต้นจะเป็นบทพิสูจน์ว่าเสียงสนับสนุนจากผู้ประกันตนและนายจ้างสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบบประกันสังคมได้มากน้อยเพียงใด
