สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

‘XCMG’ ปักหมุดไทยฐานยุทธศาสตร์อาเซียน ดันเครื่องจักร EV รุกตลาดก่อสร้าง–ศึกษาแผนตั้งโรงงาน

 ‘XCMG’ ปักหมุดไทยฐานยุทธศาสตร์อาเซียน ดันเครื่องจักร EV รุกตลาดก่อสร้าง–ศึกษาแผนตั้งโรงงาน
‘XCMG’ ผู้ผลิตเครื่องจักรก่อสร้างรายใหญ่จากจีน เดินหน้ารุกตลาดประเทศไทยระยะยาว มองโอกาสจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและความต้องการเครื่องจักรประหยัดพลังงานที่เพิ่มขึ้น เตรียมขนทัพเครื่องจักรพลังงานไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ร่วมงาน ‘CBA Expo 2026′ ระหว่างวันที่ 23–25 กันยายน 2569 ณ ไบเทค บางนา พร้อมเปิดแผนขยายเครือข่ายการขายและบริการ รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งโรงงานผลิตเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมก่อสร้างในประเทศไทย

นายต่ง หมิง ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอ็กซ์ซีเอ็มจี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า XCMG เป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ของจีน ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2486 ปัจจุบันส่งออกผลิตภัณฑ์ไปกว่า 190 ประเทศทั่วโลก ขณะที่การดำเนินธุรกิจในประเทศไทย บริษัทก่อตั้ง XCMG Thailand เมื่อปี 2566 ด้วยเงินลงทุน 230 ล้านบาท และปัจจุบันมีสาขา 10 แห่งครอบคลุมภูมิภาคต่าง ๆ อาทิ เชียงราย พิษณุโลก ขอนแก่น และระยอง

นอกจากการจำหน่ายเครื่องจักรกลหนักแล้ว บริษัทยังพัฒนาบริการด้านสินเชื่อและลีสซิ่งของตนเอง เพื่อสร้างบริการแบบครบวงจร ช่วยให้ลูกค้าสามารถพิจารณาทางเลือกด้านราคา โปรโมชั่น และการจัดหาเงินทุนได้สะดวกยิ่งขึ้น ซึ่ง XCMG มองว่าเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญในการลดข้อจำกัดด้านการลงทุนเครื่องจักรของผู้ประกอบการ

เดิมพัน “เครื่องจักร EV” รับโจทย์ลดต้นทุน–ลดคาร์บอน

สำหรับทิศทางธุรกิจในปี 2026 บริษัทให้น้ำหนักกับการลงทุนระยะยาวในไทยและอาเซียน โดยมองว่าการก่อสร้างและโครงการโครงสร้างพื้นฐานยังสร้างความต้องการเครื่องจักรอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ตลาดกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูง ประหยัดพลังงาน และลดการปล่อยคาร์บอน

XCMG จึงเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ครอบคลุมตั้งแต่รถตัก รถขุด เครื่องจักรงานถนน เครื่องจักรคอนกรีต รถบรรทุก ไปจนถึงอุปกรณ์โลจิสติกส์ โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานไฟฟ้า เช่น รถตักไฟฟ้า รถบรรทุกไฟฟ้า รถโม่คอนกรีตไฟฟ้า และเครื่องจักรสำหรับท่าเรือ

นายต่ง หมิง ระบุว่า แม้ต้นทุนซื้อเครื่องจักรไฟฟ้าในช่วงแรกจะสูงกว่าเครื่องจักรเครื่องยนต์สันดาป แต่ความผันผวนของราคาน้ำมันและต้นทุนการดำเนินงาน ทำให้ผู้ประกอบการเริ่มพิจารณา EV มากขึ้น โดยจุดขายสำคัญอยู่ที่ต้นทุนพลังงานและความสามารถในการทำงานต่อเนื่อง

บริษัทระบุว่า เครื่องจักรบางรุ่นสามารถทำงานได้ประมาณ 16 ชั่วโมง และใช้เวลาชาร์จประมาณ 1 ชั่วโมง ซึ่งสามารถจัดการให้สอดคล้องกับช่วงพักหรือการเปลี่ยนกะได้ ขณะที่บริษัทประเมินว่าการประหยัดต้นทุนการใช้งานอาจทำให้คืนทุนได้ภายในประมาณ 2–3 ปี ทั้งนี้ ระยะเวลาคืนทุนจริงย่อมขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้งาน ชั่วโมงทำงาน ราคาพลังงาน และต้นทุนของผู้ประกอบการแต่ละราย

ด้านเทคโนโลยีแบตเตอรี่ XCMG ระบุว่ามีความร่วมมือในการพัฒนากับ BYD พร้อมการรับประกันแบตเตอรี่ตามเงื่อนไขของบริษัท เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าเครื่องจักรพลังงานไฟฟ้า

ใช้ CBA Expo 2026 เปิดเกมการตลาดปลายปี

ในด้านกลยุทธ์การตลาด XCMG มองว่าช่วงไตรมาส 3 ซึ่งตรงกับฤดูฝนของประเทศไทย ความต้องการซื้อเครื่องจักรบางประเภทอาจชะลอตัว บริษัทจึงใช้ช่วงเวลาดังกล่าวเน้นกิจกรรมสร้างประสบการณ์และความเชื่อมั่นในแบรนด์ ทั้งการเชิญลูกค้าเยี่ยมชมโรงงาน การเข้าร่วมงานแสดงสินค้า และการนำผลิตภัณฑ์ใหม่มาให้ผู้ประกอบการได้สัมผัสจริง

หนึ่งในเวทีสำคัญคือ CBA Expo 2026 ระหว่างวันที่ 23–25 กันยายน 2569 ณ ไบเทค บางนา ซึ่ง XCMG เตรียมนำเครื่องจักรรุ่นใหม่มาจัดแสดง อาทิ รถตักไฟฟ้ารุ่นใหม่ รถขุด G Series รถบรรทุกหนักพลังงานไฟฟ้า รถยกไฟฟ้า และแพลตฟอร์มการทำงานบนที่สูงพลังงานไฟฟ้า

ภายในงานจะมีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค ธุรกิจ และสินเชื่อให้คำปรึกษา พร้อมการสาธิตผลิตภัณฑ์และกิจกรรมส่งเสริมการขาย โดยบริษัทเปิดพื้นที่ให้ลูกค้าและพันธมิตรจากไทยและอาเซียนเข้ามาพูดคุยเพื่อต่อยอดความร่วมมือทางธุรกิจ สามารถเยี่ยมชมได้ที่ บูธ I01 ภายในอาคารและพื้นที่จัดแสดงภายนอกอาคาร

ตลาดเปลี่ยนจาก “ชื่อแบรนด์” สู่การแข่งขันด้วยเทคโนโลยี

XCMG มองว่าโครงสร้างการแข่งขันของตลาดเครื่องจักรกลหนักในประเทศไทยกำลังเปลี่ยนแปลง จากอดีตที่แบรนด์ยุโรปและญี่ปุ่นได้เปรียบด้านความเชื่อมั่นและประวัติการทำตลาดมายาวนาน สู่การแข่งขันด้านเทคโนโลยี ต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน และพลังงานสะอาดมากขึ้น

บริษัทระบุว่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาได้ลงทุนพัฒนาเทคโนโลยี EV อย่างต่อเนื่อง และประเมินว่าปัจจุบันสามารถครองส่วนแบ่งตลาดในไทยได้ประมาณ 40% ในกลุ่มตลาดที่บริษัทอ้างอิง ขณะที่รถตักไฟฟ้าได้รับการตอบรับจากลูกค้ารายใหญ่ในอุตสาหกรรมเกษตร ข้าว และปูนซีเมนต์

ฐานลูกค้าของ XCMG Thailand ปัจจุบัน บริษัทระบุว่าประมาณ 20% เป็นผู้รับเหมาที่เกี่ยวข้องกับโครงการภาครัฐ รวมถึงระบบราง ปูนซีเมนต์และเหมืองแร่ ส่วนอีกประมาณ 80% อยู่ในภาคเอกชน ทั้งธุรกิจก่อสร้างและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

จากปัจจัยด้านนโยบายส่งเสริมการลงทุนของไทย ประกอบกับความต้องการเครื่องจักรรุ่นใหม่ที่ประหยัดพลังงาน XCMG จึงเตรียมขยายทั้งสาขาและเครือข่ายดีลเลอร์ พร้อมเปิดเผยว่าอยู่ระหว่าง ศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งโรงงานผลิตเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมก่อสร้างในประเทศไทย

หากแผนดังกล่าวเดินหน้า จะถือเป็นอีกก้าวสำคัญของยุทธศาสตร์ XCMG ในการยกระดับประเทศไทยจากตลาดจำหน่ายเครื่องจักร สู่หนึ่งในฐานการดำเนินธุรกิจระยะยาว เพื่อรองรับทั้งตลาดไทยและโอกาสการเติบโตของอุตสาหกรรมก่อสร้างในภูมิภาคอาเซียน.

jumpon

น่าสนใจสำครับคุณ