สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

วิเคราะห์ปัญหา “พระเสพเมถุน–ยักยอกทรัพย์” ทำไมเกิดซ้ำไม่รู้จบ และจะแก้อย่างไร?

 วิเคราะห์ปัญหา “พระเสพเมถุน–ยักยอกทรัพย์” ทำไมเกิดซ้ำไม่รู้จบ และจะแก้อย่างไร?

กรณีล่าสุดของอดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งถูกจับกุมเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 ตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ในคดีเกี่ยวกับการเบียดบังเงินวัดและฟอกเงิน โดยมีรายงานความเสียหายกว่า 92 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังมีหลักฐานเกี่ยวกับการเสพเมถุนกับหญิงคนสนิทภายในกุฏิ ก่อนถูกนำไปลาสิกขาในวันเดียวกัน กรณีนี้สะท้อนปัญหาเก่าที่ยังวนกลับมาเกิดซ้ำในวงการสงฆ์ไทยอย่างเจ็บปวด

สิ่งที่น่าคิดคือ ปัญหาแบบนี้ไม่ได้เกิดจาก “พระรูปหนึ่งรูปใด” เท่านั้น แต่เกิดจากช่องโหว่เชิงระบบที่เปิดโอกาสให้พระบางรูปสามารถครอบครองทั้ง “อำนาจทางศาสนา” และ “อำนาจทางการเงิน” ไว้ในมือเดียว หากไม่มีระบบตรวจสอบที่แข็งแรง ความศรัทธาของประชาชนก็อาจกลายเป็นเกราะกำบังให้การกระทำผิดดำเนินต่อไปได้นาน

ปัญหาข้อแรก คือ “เงินวัด” ยังพึ่งพาความไว้ใจมากกว่าระบบบัญชี

วัดจำนวนไม่น้อยมีเงินบริจาค เงินทำบุญ รายได้จากวัตถุมงคล งานบุญ ที่ดิน หรือทรัพย์สินอื่นเป็นจำนวนมาก แต่ระบบบัญชี การเปิดเผยรายรับรายจ่าย และการตรวจสอบยังไม่เข้มแข็งเท่ากับองค์กรสาธารณะประเภทอื่น

เมื่อคนหนึ่งคนสามารถรับเงิน ตัดสินใจใช้เงิน และควบคุมเอกสารได้พร้อมกัน ความเสี่ยงจึงสูงมาก

ทางแก้ไม่ใช่เพียง “จับคนผิดให้ได้” แต่ต้องทำให้เงินวัด ตรวจสอบได้แบบ real-time หรืออย่างน้อยตรวจสอบย้อนหลังได้ง่าย เช่น บังคับใช้บัญชีเดียวของวัด ลดการรับเงินสด เปิดเผยรายรับรายจ่ายรายไตรมาส และให้มีคณะกรรมการการเงินที่ไม่ขึ้นกับเจ้าอาวาสเพียงคนเดียว

ปัญหาข้อที่สอง คือ ระบบตรวจสอบมักทำงาน “หลังเกิดเรื่อง”

หลายคดีเริ่มจากเรื่องร้องเรียน คลิปหลุด หรือความขัดแย้งภายใน ก่อนที่รัฐจะเข้าไปตรวจสอบ

นั่นแปลว่า ระบบยังเป็น Reactive มากกว่า Preventive

สิ่งที่ควรมีคือการตรวจสอบเชิงรุก เช่น ตรวจบัญชีวัดที่มีรายได้สูงเป็นประจำ ตรวจความผิดปกติของเงินโอนจำนวนมาก ตรวจทรัพย์สินที่เพิ่มผิดปกติ และมีระบบร้องเรียนที่ผู้แจ้งเบาะแสได้รับการคุ้มครองจริง

ปัญหาข้อที่สาม คือ “อำนาจทางธรรม” ถูกใช้ปิดปากการตั้งคำถาม

ในหลายชุมชน เจ้าอาวาสหรือพระผู้ใหญ่มีอิทธิพลทางสังคมสูงมาก จนคนในพื้นที่ไม่กล้าตั้งคำถามเรื่องเงิน ความสัมพันธ์ส่วนตัว หรือพฤติกรรมไม่เหมาะสม เพราะกลัวถูกมองว่า “ลบหลู่ศาสนา”

นี่คือจุดที่ต้องแยกให้ชัดว่า
การตรวจสอบพระ ไม่ใช่การทำลายศาสนา
ตรงกันข้าม การปล่อยให้คนใช้ผ้าเหลืองเป็นเกราะกำบังต่างหากที่ทำลายศรัทธา

สังคมต้องสร้างวัฒนธรรมใหม่ว่า พระสงฆ์ยิ่งมีตำแหน่งสูง ยิ่งต้องถูกตรวจสอบสูงตามไปด้วย

ปัญหาข้อที่สี่ คือ ความผิดทางวินัยสงฆ์กับความผิดทางอาญายังถูกมองแยกกันมากเกินไป

กรณีเสพเมถุนเป็นเรื่องร้ายแรงในทางพระธรรมวินัย ขณะที่การยักยอกเงินหรือฟอกเงินเป็นเรื่องอาญา

แต่ในทางปฏิบัติ ทั้งสองเรื่องมักเชื่อมกันผ่านโครงสร้างอำนาจและผลประโยชน์

ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีระบบทำงานร่วมกันระหว่างคณะสงฆ์ สำนักงานพระพุทธศาสนา ตำรวจ ปปป. ปปง. และผู้ตรวจสอบบัญชี ไม่ใช่รอให้แต่ละฝ่ายทำงานตามลำดับของตัวเอง

ปัญหาข้อที่ห้า คือ บทลงโทษทางสังคมอาจแรง แต่ระบบป้องกันกลับอ่อน

เวลาเกิดคดี สังคมมักโกรธและเรียกร้องให้ “สึก–ติดคุก–ยึดทรัพย์”

สิ่งเหล่านี้จำเป็นเมื่อมีความผิด แต่หากไม่มีมาตรการป้องกัน เหตุแบบเดิมก็จะเกิดกับวัดอื่นอีก

สิ่งที่สำคัญกว่าการลงโทษรายบุคคลคือ ลดโอกาสเกิดเหตุซ้ำ

แนวทางที่ควรทำจริงมีอย่างน้อย 6 เรื่อง:

  • บังคับทุกวัดใช้บัญชีธนาคารในนามวัด ไม่ใช้บัญชีส่วนตัว
  • รายรับรายจ่ายเกินเกณฑ์ต้องมีผู้อนุมัติอย่างน้อย 2 คน
  • วัดขนาดใหญ่ต้องตรวจสอบบัญชีโดยผู้สอบบัญชีภายนอก
  • เปิดเผยงบการเงินต่อสาธารณะ
  • ตั้งช่องทางร้องเรียนที่คุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส
  • พระผู้ดำรงตำแหน่งบริหารวัดต้องผ่านการอบรมด้านการเงิน กฎหมาย และธรรมาภิบาล

สิ่งที่น่าสนใจจากคดีล่าสุดคือ หลังการสืบสวน มีรายงานว่าอดีตเจ้าอาวาสถูกตรวจสอบพฤติกรรมทางการเงินเชิงลึก และมีการติดตามทรัพย์สินเพิ่มเติม ซึ่งตอกย้ำว่าปัญหาไม่ได้หยุดอยู่ที่เงินก้อนแรกที่ตรวจพบ แต่ต้องมองไปถึงเส้นทางเงินและทรัพย์สินทั้งหมดด้วย

ท้ายที่สุด ปัญหา “พระเสพเมถุน–ยักยอกทรัพย์” จะไม่มีวันจบ หากทุกครั้งเราแก้เพียงด้วยการ “จับ–สึก–ลงโทษ” แล้วจบข่าว

สิ่งที่ต้องเปลี่ยนคือโครงสร้าง

จากวัดที่บริหารด้วยความศรัทธาอย่างเดียว
ไปสู่วัดที่บริหารด้วย “ศรัทธา + ธรรมาภิบาล + การตรวจสอบ”

เพราะศาสนาจะมั่นคงไม่ได้ด้วยการปกปิดความผิด แต่มั่นคงได้ด้วยการทำให้คนที่อยู่ในผ้าเหลืองต้องรับผิดชอบต่อทั้งพระธรรมวินัยและกฎหมายบ้านเมืองอย่างโปร่งใส.

jumpon

น่าสนใจสำครับคุณ