โรงเรียนนานาชาติในไทยแตะ 257 แห่ง มุมมองผู้บริหารจาก 3 ประเทศต่อสิ่งที่ผู้ปกครองควรมองหาในโรงเรียน
ข้อมูลสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ระบุว่าปี 2562 ประเทศไทยมีโรงเรียนนานาชาติ 207 แห่ง ห้าปีต่อมาเพิ่มเป็น 249 แห่ง และศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าปี 2568 จะขยับขึ้นเป็น 257 แห่ง เพิ่มขึ้นห้าสิบแห่งในห้าปี นั่นหมายความว่า วันนี้ผู้ปกครองมีทางเลือกมากกว่าที่เคย ในขณะเดียวกัน การตัดสินใจก็ซับซ้อนขึ้นตามไปด้วย เพราะเมื่อหลายโรงเรียนนำเสนอทั้งหลักสูตรนานาชาติและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย สิ่งที่สร้างความแตกต่างอย่างแท้จริงอาจไม่ได้อยู่ในสิ่งที่เห็นในวันเยี่ยมชม แต่อยู่ในรายละเอียดที่ลึกกว่านั้น
โรงเรียนใหม่กำลังกระจายออกนอกกรุงเทพฯ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่าระหว่างปี 2564 ถึง 2568 จำนวนโรงเรียนนานาชาติในภูมิภาคนอกกรุงเทพฯ เติบโตเฉลี่ยปีละ 9.1% ขณะที่จำนวนในกรุงเทพฯ ค่อนข้างคงที่ โดยเฉลี่ยลดลงปีละ 1.7%
เหตุผลตรงไปตรงมา พื้นที่ในเมืองหลวงมีจำกัดและการแข่งขันสูง โรงเรียนที่เปิดใหม่จึงมองไปที่เชียงใหม่ ระยอง และภูเก็ต ตามครัวเรือนรายได้สูงที่กระจายตัวออกจากกรุงเทพฯ
| ปี | จำนวนโรงเรียนนานาชาติ | มูลค่าธุรกิจ |
| 2562 | 207 แห่ง | ไม่มีข้อมูล |
| 2567 | 249 แห่ง | 85,000 ล้านบาท |
| 2568 | 257 แห่ง | 95,000 ล้านบาท |
ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน และศูนย์วิจัยกสิกรไทย
สำหรับกรุงเทพฯ การที่จำนวนโรงเรียนค่อนข้างนิ่งไม่ได้แปลว่าตลาดหยุด โตแต่แปลว่าโรงเรียนที่เข้ามาใหม่ต้องมีเหตุผลที่ชัดกว่าเดิมว่าเข้ามาทำอะไร ปี 2568 มีโรงเรียนนานาชาติเปิดใหม่ทั่วประเทศ 8 แห่ง น้อยกว่าปีก่อนหน้า สะท้อนว่าผู้ประกอบการเลือกลงทุนอย่างมีเป้าหมายมากขึ้น
สิ่งที่คนเคยบริหารโรงเรียนมาแล้ว 3 ประเทศมองเห็น
เมื่อผู้ปกครองมีตัวเลือกกว่าสองร้อยแห่ง คำถามจึงเปลี่ยนจาก “มีโรงเรียนไหนบ้าง” เป็น “แต่ละแห่งต่างกันตรงไหน” และคนที่ตอบคำถามนี้ได้ชัดมักเป็นคนที่เคยทำงานมาแล้วมากกว่าหนึ่งประเทศ
Cecilia Ng อยู่ในแวดวงการศึกษามากว่าสี่ทศวรรษ เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนประถมในสิงคโปร์ถึงสามแห่ง คือ Lianhua Primary School, Montfort Junior School และ Juying Primary School และเคยบริหารโรงเรียนนานาชาติมาแล้วสามแห่งในสามประเทศ คือสิงคโปร์ พนมเปญ และกรุงเทพฯ เธอได้รับเหรียญ Public Service Medal (Bronze) จากรัฐบาลสิงคโปร์
ความต่างของทั้งสามตลาดคือสิ่งที่ประสบการณ์แบบนี้มองเห็นได้ก่อน สิงคโปร์เป็นระบบที่มีมาตรฐานครูกำหนดจากส่วนกลาง พนมเปญเป็นตลาดที่กำลังสร้างฐานครูประจำขึ้นมาใหม่ ส่วนกรุงเทพฯ เป็นตลาดที่โตเต็มที่แล้ว โจทย์จึงไม่ใช่การหานักเรียน แต่เป็นการอธิบายให้ผู้ปกครองเห็นว่าโรงเรียนวางมาตรฐานของตัวเองไว้อย่างไร
ปัจจุบันเธอเป็นหนึ่งในคณะที่ปรึกษาของโรงเรียนนานาชาติ Singapore Global International School ที่เตรียมเปิดบนถนนศรีนครินทร์ในเดือนสิงหาคม 2570 ร่วมกับอดีตผู้บริหารสถานศึกษาจากสิงคโปร์อีกสามท่าน
ในโลกที่เปลี่ยนเร็ว บทบาทของครูยิ่งสำคัญ
อาคารเรียนสร้างเสร็จได้ในเวลาไม่กี่ปี แต่ทีมครูที่สอนได้ตามมาตรฐานเดียวกันทั้งโรงเรียนใช้เวลาสะสมนานกว่านั้น และเป็นส่วนที่ผู้ปกครองสัมผัสได้จริงในห้องเรียนมากกว่าสิ่งอำนวยความสะดวก
คำถามที่ใช้ได้จริงในวันเยี่ยมชมจึงไม่ใช่เรื่องขนาดสระว่ายน้ำ แต่เป็นเรื่องว่าโรงเรียนคัดครูอย่างไร ฝึกครูต่อเนื่องอย่างไร และใครเป็นผู้กำกับมาตรฐานวิชาการ
แนวทางหนึ่งที่เห็นในกลุ่มโรงเรียนแนวสิงคโปร์คือการผูกการฝึกและรับรองครูไว้กับสถาบันในสิงคโปร์โดยตรง กรณีของ SGIS คือการให้ Principals Academy Inc (PAI) กำกับมาตรฐานวิชาการและการฝึกครู PAI ก่อตั้งโดย Academy of Principals (Singapore) ร่วมกับคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจสิงคโปร์ (EDB) เปิดตัวเมื่อปี 2547 โดยนายธาร์มาน ชานมูการัตนัม (Tharman Shanmugaratnam) รัฐมนตรีศึกษาธิการสิงคโปร์ในขณะนั้น ปัจจุบันเป็นประธานาธิบดีสิงคโปร์
ทิศทางตลาดในปี 2569 ถึง 2570
LH BANKประเมินว่าจากนี้ผู้ประกอบการจะเลือกทำเลที่มีกำลังซื้อชัดเจนมากขึ้น เช่น ย่านธุรกิจในกรุงเทพฯ พื้นที่ EEC ภูเก็ต และเชียงใหม่ พร้อมกับการร่วมทุนระหว่างผู้ประกอบการที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ฝั่งกำลังซื้อยังหนุนตลาดต่อเนื่อง คนไทยที่มีสินทรัพย์เกินหนึ่งล้านดอลลาร์สหรัฐคาดว่าจะเพิ่มเป็นราว 162,000 คนในปี 2569 และกลุ่มผู้เชี่ยวชาญต่างชาติที่เข้ามาทำงานในไทยก็ยังขยายตัว ทั้งสองกลุ่มคือฐานผู้ปกครองหลักของโรงเรียนนานาชาติ
สำหรับผู้ปกครอง การมีตัวเลือกมากขึ้นย่อมเปิดโอกาสให้เลือกสิ่งที่เหมาะกับลูกมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ก็ทำให้การเปรียบเทียบต้องละเอียดและมองให้ลึกกว่าเดิม เพราะในวันที่ไปเยี่ยมชมโรงเรียน คำถามที่มีคุณค่าที่สุดอาจไม่ใช่สิ่งที่ตอบได้ง่ายที่สุด แต่คือคำถามว่า “โรงเรียนมีวิธีดูแลและพัฒนาคุณภาพการสอนอย่างไร?”
