กกร.ปรับจีดีพีปี 69 โต 2.1-2.5% ส่งออกพุ่ง 16% เร่ง Reinvent ไทยรับโลกเปลี่ยน
คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าที่คาด จากแรงส่งของการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนที่เติบโตสูงกว่าประมาณการเดิม โดยปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกเป็น 12-16% จากเดิม 8-10%
และปรับประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เป็น 2.1-2.5% จากเดิม 1.6-2.0% อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก จึงจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่
โดย กกร. ระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กลับมาทวีความรุนแรง กำลังเพิ่มแรงกดดันต่อราคาพลังงานโลกและสร้างความผันผวนต่อตลาดการเงิน โดยช่วงต้นเดือน ก.ย. 2569 ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับขึ้นแตะระดับ 95 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล จากประมาณ 84 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรลในเดือน ก.ค. ขณะที่ปริมาณน้ำมันสำรองโลกลดลงต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน มาตรการจำกัดการส่งออกน้ำมันดีเซลทำให้เกิดภาวะน้ำมันสำเร็จรูปสะสมในคลังเพิ่มขึ้น จนผู้ประกอบการโรงกลั่นจำเป็นต้องลดกำลังการผลิต ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการกลั่นและปริมาณวัตถุดิบพลอยได้จากกระบวนการกลั่น อาทิ Naphtha, Benzene, Toluene และ Para-Xylene ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี พลาสติก ยาง เคมีภัณฑ์ ยานยนต์ และบรรจุภัณฑ์
กกร. จึงเสนอให้รัฐบาลเร่งพิจารณาผ่อนคลายให้สามารถส่งออกน้ำมันได้ตามกลไกการค้าเสรี พร้อมบริหารสถานการณ์ร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อรักษาสมดุลการผลิต ลดผลกระทบต่อภาคการกลั่น และประคองความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมไทย
สำหรับโครงสร้างเศรษฐกิจ กกร. ให้ความสำคัญกับการติดตามภาวะ K-shape Economy โดยศึกษาข้อมูลด้านการส่งออก การผลิต และงบการเงินภาคธุรกิจในมิติรายอุตสาหกรรม สัญชาติ และขนาดธุรกิจ พบว่า K ขาขึ้นกระจุกตัวอยู่ในกลุ่ม New Economy ที่ได้ประโยชน์จาก Digital และ AI เช่น คอมพิวเตอร์และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทจากจีน สหรัฐฯ และสิงคโปร์ ขณะที่ K ขาล่างเป็นธุรกิจที่เผชิญการแข่งขันจากสินค้าต่างประเทศอย่างหนัก อาทิ ยานยนต์ ปิโตรเลียม และวัสดุก่อสร้าง
ซึ่งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจ SMEs สัญชาติไทยใน 7 อุตสาหกรรมภายใต้ “Reinvent Thailand” มีการผลิตลดลงเฉลี่ย 8% ขณะที่กิจการต่างชาติลดลงถึง 19% โดยเฉพาะธุรกิจญี่ปุ่น สะท้อนว่าการพิจารณาเศรษฐกิจจากตัวเลขภาพรวมเพียงอย่างเดียวอาจไม่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง
ดังนั้นจึงจำเป็นต้องยกระดับข้อมูลใน 3 มิติ ได้แก่ ความครอบคลุม คุณภาพข้อมูล และความสามารถในการสะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง โดยเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายหน่วยงาน เช่น สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม สภาพัฒน์ฯ และสำนักงานประกันสังคม เพื่อสนับสนุนการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง
ขณะเดียวกัน แม้การส่งออกและการลงทุนจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ แต่แรงส่งต่อเศรษฐกิจในประเทศกลับลดลง โดยในอดีตการส่งออกเติบโตเฉลี่ยราว 14% และการลงทุน 10% เคยสอดคล้องกับจีดีพีที่ขยายตัวเฉลี่ย 6-7% แต่ปัจจุบันไทยสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศได้น้อยลงจากการพึ่งพา Import Content สูง ขณะที่การลงทุนระลอกใหม่สร้างการจ้างงานจำกัดเมื่อเทียบกับอดีต
กกร. เห็นว่าไทยยังต้องรักษาตำแหน่งในเรดาร์การลงทุนโลก พร้อมเร่งต่อยอดให้เกิดผลต่อเศรษฐกิจในประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจ Data Center ซึ่งการลงทุนทุก 100 MW มีมูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านบาท จำเป็นต้องสร้าง Ecosystem เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการลงทุน PCB โครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดและน้ำ การยกระดับอุตสาหกรรมสู่ Smart Manufacturing การพัฒนาบุคลากรร่วมกับสถาบันการศึกษา และการใช้ประโยชน์จากข้อมูลเพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่ เช่น Creative Economy
ด้วยเหตุนี้ กกร. จึงแต่งตั้งคณะทำงาน Data Center เพื่อร่วมผลักดันให้การลงทุนในธุรกิจดังกล่าวสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศไทย พร้อมเดินหน้าสร้าง Trust & Confidence และดึงดูดการลงทุนระลอกใหม่ ท่ามกลางการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ของห่วงโซ่อุปทานโลก
ทั้งนี้ กกร. และพันธมิตรเตรียมจัดงาน “The Bangkok Business Summit 2026: Reinvent Thailand, Resilient ASEAN” วันที่ 3 ก.ย. 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อเป็นเวทีผนึกกำลังภาครัฐ เอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ หารือแนวทางสร้าง New Growth Engines ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน ดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและพลังงาน ตลอดจนเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เพื่อให้การ Reinvent เศรษฐกิจไทยเกิดผลเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้ง Supply Chain, SMEs และเศรษฐกิจชุมชน
