สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

“คลัง” เร่งปั้นไทยสู่ศูนย์กลางลงทุน ดันเศรษฐกิจโตเกิน 3%

 “คลัง” เร่งปั้นไทยสู่ศูนย์กลางลงทุน ดันเศรษฐกิจโตเกิน 3%

‘คลัง’ ชี้โลกยุคใหม่ต้องยึด ‘Resilience First’ เร่งปั้นไทยสู่ศูนย์กลางลงทุน ดันเศรษฐกิจโตเกิน 3%

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่โลกเศรษฐกิจยุคใหม่ที่กฎกติกาเดิมใช้ไม่ได้อีกต่อไป ท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้แนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจเปลี่ยนจากการแสวงหาประสิทธิภาพสูงสุดและต้นทุนต่ำที่สุด ไปสู่การสร้าง “ความยืดหยุ่น” เพื่อรองรับความเสี่ยงในระยะยาว ขณะที่รัฐบาลเดินหน้าวางยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยกรอบ “3S Framework” พร้อมตั้งเป้าดันเศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตเฉลี่ยมากกว่า 3% ภายใน 4 ปี

ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาภายในงาน CFO Annual Conference on Capital Markets 2026 ว่า โลกในปัจจุบันเปลี่ยนผ่านจากยุค Efficiency First ซึ่งให้ความสำคัญกับการผลิตที่มีต้นทุนต่ำและมีประสิทธิภาพสูงสุด ไปสู่ยุค Resilience First ที่ภาคธุรกิจและรัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง ความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน และความสามารถในการรับมือกับวิกฤตที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ประเทศต่าง ๆ ต้องทบทวนยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ เพราะโลกไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยการแข่งขันด้านต้นทุนเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ต้องคำนึงถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พลังงาน เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์ควบคู่กัน

สำหรับประเทศไทย รัฐบาลใช้กรอบแนวคิด 3S Framework ได้แก่ Security หรือความมั่นคง, Stability หรือเสถียรภาพ และ S-Curve หรือการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ เพื่อเป็นแนวทางกำหนดนโยบายในระยะต่อไป

ในด้าน Security หรือความมั่นคง ดร.สันติธารยอมรับว่า จุดอ่อนสำคัญของไทยคือความมั่นคงด้านพลังงาน เนื่องจากประเทศไทยยังต้องนำเข้าพลังงานสุทธิในสัดส่วนเกือบ 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ซึ่งถือว่าสูงที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค ส่งผลให้เมื่อราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น ไทยจะได้รับผลกระทบโดยตรงทั้งด้านต้นทุนการผลิต เงินเฟ้อ และดุลการค้า

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางจุดอ่อนดังกล่าว ไทยกลับมีข้อได้เปรียบสำคัญจากการเป็นประเทศที่สามารถรักษาความสัมพันธ์กับทุกฝ่ายในเวทีโลก จนได้รับการยอมรับในฐานะ Trusted Connector Economy หรือประเทศที่สามารถเชื่อมโยงและสร้างความร่วมมือกับทุกขั้วอำนาจได้

สถานะดังกล่าวทำให้ประเทศไทยกลายเป็นจุดหมายของการกระจายความเสี่ยงด้านการลงทุนของบริษัทข้ามชาติ สะท้อนจากคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศในช่วงครึ่งปีแรกที่มีมูลค่าประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 30-40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

“นักลงทุนไม่ได้เลือกประเทศไทยเพราะเรามีต้นทุนต่ำที่สุด แต่เลือกเพราะไทยเป็นพื้นที่ที่มีเสถียรภาพและสามารถดำเนินธุรกิจได้ท่ามกลางความขัดแย้งของโลก” ดร.สันติธารกล่าว

สำหรับมิติของ Stability หรือเสถียรภาพนั้น เขาระบุว่า แม้ภายในประเทศจะมีความกังวลเกี่ยวกับฐานะการคลังและหนี้สาธารณะ แต่เมื่อเปรียบเทียบตามมาตรฐานสากล ไทยยังถือว่ามีฐานะมหภาคที่แข็งแกร่ง ปัจจุบันประเทศไทยมีเงินสำรองระหว่างประเทศมากกว่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่หนี้ต่างประเทศอยู่ในระดับต่ำ ส่วนหนี้สาธารณะ หากคำนวณตามนิยามสากลโดยไม่รวมหนี้ของรัฐวิสาหกิจ จะอยู่ที่ประมาณ 60% ของ GDP ซึ่งยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้

อย่างไรก็ตาม เสถียรภาพเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากขาดการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยยอมรับว่าภาพลักษณ์ของเศรษฐกิจไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติ คือประเทศที่มีเสถียรภาพแต่ขาดความน่าสนใจด้านการเติบโต เนื่องจากยังไม่มีอุตสาหกรรมใหม่เข้ามาเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ

ขณะเดียวกัน ไทยยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างจากการเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งส่งผลให้ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงประมาณ 1% ต่อปี จึงจำเป็นต้องเร่งสร้าง S-Curve ใหม่ ผ่านการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งปัญญาประดิษฐ์ (AI) เศรษฐกิจสีเขียว เทคโนโลยีสุขภาพ และอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง

ทั้งนี้รัฐบาลจึงกำหนดยุทธศาสตร์ดำเนินงานควบคู่กัน 3 ด้าน ประกอบด้วย Stabilize Today หรือการประคองเศรษฐกิจในระยะสั้น โดยให้ความช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีแบบเฉพาะเจาะจง เพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ พร้อมหลีกเลี่ยงมาตรการอุดหนุนราคาพลังงานแบบทั่วถึงที่อาจกระทบต่อวินัยการคลังในระยะยาว

ด้าน Build Tomorrow จะเร่งเปลี่ยนผ่านประเทศสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ผ่านการพัฒนาพลังงานสะอาด ตั้งเป้าผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพลังงานแสงอาทิตย์ของภูมิภาค พัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านภาคโลจิสติกส์สู่รถยนต์ไฟฟ้า และใช้มาตรการ BOI Fast Track เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนและดึงเทคโนโลยีใหม่เข้าสู่ประเทศ

ส่วนยุทธศาสตร์ Stay Discipline Always จะเน้นการรักษาวินัยการคลัง ควบคู่กับการยกระดับความโปร่งใสในการบริหารงบประมาณ เปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ พร้อมสร้างรายได้ของประเทศจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ มากกว่าการเพิ่มภาระภาษี เพราะหากเศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ก็จะลดลงตามกลไกเศรษฐกิจ

สำหรับความท้าทายสำคัญของรัฐบาลในช่วงต่อจากนี้คือการผลักดันนโยบายให้เกิดผลจริง ไม่ใช่เพียงการประกาศวิสัยทัศน์ โดยตั้งเป้าผลักดันการลงทุนของประเทศให้กลับมาอยู่ในระดับประมาณ 30% ของ GDP และขับเคลื่อน 7 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ภายใต้แนวคิด Reinvent Thailand ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน

“การบริหารเศรษฐกิจในโลกยุคใหม่ต้องสร้างสมดุลระหว่างการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การลงทุนเพื่ออนาคต และการรักษาวินัยทางการคลัง หากทำได้ ประเทศไทยจะไม่เพียงเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพ แต่จะเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” ดร.สันติธาร กล่าวทิ้งท้าย

samanyavee

https://bangkok-today.com

น่าสนใจสำครับคุณ