ORN มั่นใจครึ่งปีหลังโตแรง ลุยเปิด 4 โครงการ
อรสิริน โฮลดิ้ง ชี้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังเผชิญแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนและการเข้มงวดสินเชื่อของธนาคาร แต่ยังเห็นโอกาสโตจากตลาดบ้านมือสอง รายได้ประจำ และกำลังซื้อจากลูกค้าต่างชาติ พร้อมประเมินครึ่งปีหลัง 69 ผลงานยังแกร่ง ลุยเปิดโครงการใหม่รวม 4 โครงการ มูลค่ากว่า 3,158 ล้านบาท ขณะที่ยอดขายรอโอน แตะ 4,261 ล้านบาท หนุนรายได้ในช่วงที่เหลือของปี
นายปรีดิกร บูรณุปกรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อรสิริน โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ ORN เปิดเผยว่า แนวโน้มผลประกอบการในช่วงครึ่งหลังของปีคาดว่าจะเติบโตได้ดีกว่าครึ่งปีแรก จากการทยอยโอนกรรมสิทธิ์โครงการสำคัญ ได้แก่ HABITAT MAHIDOL, ARISE VIBE PHUKET และ ARISE HILL ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากทั้งลูกค้าชาวไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะลูกค้าจากเมียนมา จีน และรัสเซีย ที่มีกำลังซื้อสูงและวางเงินดาวน์ในสัดส่วน 30-50% สะท้อนความเชื่อมั่นต่อแบรนด์อรสิริน
นอกจากนี้ บริษัทเตรียมเปิดตัวโครงการใหม่อีก 4 โครงการ มูลค่ารวม 3,158 ล้านบาท ประกอบด้วยโครงการคอนโดมิเนียม 3 โครงการ ได้แก่ เดอะ เน็กซ์ เจ็ดยอด 4, THE ASTRA SAMUI และ ARISE BUSINESS PARK รวมถึงโครงการแนวราบ บีลีฟ วงแหวน-สันกำแพง 2 ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันสำคัญต่อยอดขายและรายได้ในอนาคต
สำหรับผลการดำเนินงานในช่วง 6 เดือนแรกของปีเป็นไปตามเป้าหมาย โดยมียอดขายสุทธิ (Net Presale) 2,207 ล้านบาท และมียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) 4,261 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 32% และโครงการแนวสูง 68% ซึ่งจะทยอยรับรู้เป็นรายได้ตั้งแต่ครึ่งปีหลังเป็นต้นไป ทำให้บริษัทมั่นใจว่าจะสามารถผลักดันผลประกอบการให้เติบโตตามแผนที่วางไว้
ด้านนายอรรคเดช อุดมศิริธำรง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อรสิริน โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ ORN กล่าวว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังเผชิญความท้าทายจากหลายปัจจัย แม้ตัวเลขการโอนกรรมสิทธิ์ในไตรมาสแรกจะปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่เป็นการฟื้นตัวจากฐานที่ต่ำ หลังตลาดหดตัวอย่างรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา
ปัจจัยกดดันสำคัญยังคงเป็นต้นทุนก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อและผลกระทบของสงคราม รวมถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง แม้สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีจะลดลงมาอยู่ที่ 85.9% แต่เป็นผลจากการขยายตัวของเศรษฐกิจและการตัดหนี้เสียออกจากระบบ มากกว่าการชำระหนี้จริง ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์เพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ทำให้อัตราการปฏิเสธสินเชื่อในบางกลุ่มสูงถึง 40-70% กระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค
ขณะเดียวกัน รายได้ของประชาชนที่เติบโตเฉลี่ยเพียงราว 5% ต่อปี ยังไม่ทันกับราคาที่ดินและต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายลดการเปิดตัวโครงการใหม่ลงกว่า 50-60% และยอมลดอัตรากำไรขั้นต้นเพื่อเร่งระบายสต็อกที่มีอยู่
อย่างไรก็ตาม ORN มองเห็นโอกาสจากตลาดบ้านมือสองที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเกือบ 70% ของตลาดรวม โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงใหม่ที่บ้านมือสองมีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 75% ของตลาด เนื่องจากมีทำเลที่ดีและราคาคุ้มค่ากว่าบ้านใหม่
ทั้งนี้บริษัทจึงขยายธุรกิจบริหารทรัพย์มือสองภายใต้แนวคิด “Buy-Renovate-Sell” โดยเข้าซื้อทรัพย์สินในทำเลศักยภาพ นำมาปรับปรุงใหม่ทั้งหลังและจำหน่ายต่อ ซึ่งช่วยสร้างอัตรากำไรขั้นต้นได้ถึงประมาณ 50% สูงกว่าการพัฒนาโครงการใหม่ อีกทั้งยังใช้ระยะเวลาหมุนเวียนเงินลงทุนสั้นกว่า
นอกจากนี้บริษัทยังเดินหน้ากระจายแหล่งรายได้ด้วยการเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำ ให้แตะ 20% ของรายได้รวม หรือประมาณ 400 ล้านบาทต่อปี โดยให้ความสำคัญกับธุรกิจโรงเรียนนานาชาติ ซึ่งมีศักยภาพในการสร้างรายได้ระยะยาวจากนักเรียนที่ศึกษาอย่างต่อเนื่องหลายปี
ปัจจุบัน ORN ดำเนินธุรกิจโรงเรียนนานาชาติ Ambassador Bilingual School และ Mill Hill International School Thailand ซึ่งมีจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดย Mill Hill มีนักเรียนเพิ่มจาก 81 คนในปีแรก เป็น 176 คนในปัจจุบัน แบ่งเป็นนักเรียนไทยประมาณ 40% และนักเรียนต่างชาติ 60% จากจีน เกาหลี เมียนมา และยุโรป คาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้เพิ่มขึ้นตั้งแต่ปลายไตรมาส 3 ของปีนี้ และมีศักยภาพสร้างรายได้มากกว่า 100 ล้านบาทต่อปี
“ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดเชียงใหม่ ภูเก็ต และสมุย ยังคงมีศักยภาพจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว การขยายตัวของกลุ่มผู้พำนักระยะยาว นักลงทุนต่างชาติ และครอบครัวของนักเรียนโรงเรียนนานาชาติ ซึ่งล้วนเป็นฐานลูกค้าหลักของบริษัท”นายอรรคเดช กล่าว
สำหรับโครงการในจังหวัดภูเก็ต ได้รับการตอบรับจากลูกค้าต่างชาติอย่างต่อเนื่อง โดยโครงการคอนโดมิเนียมในย่านบางเทา-เชิงทะเล มียอดขายล่วงหน้าแล้วกว่า 78% ขณะที่ลูกค้าต่างชาติส่วนใหญ่ยินยอมวางเงินดาวน์สูงถึง 50% ของราคาขาย ช่วยเพิ่มสภาพคล่องและลดภาระต้นทุนทางการเงินของบริษัท
ส่วนเกาะสมุยถือเป็นตลาดที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว จากการเพิ่มขึ้นของการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แม้ภาครัฐจะเข้มงวดในการตรวจสอบการถือครองอสังหาริมทรัพย์ผ่านนอมินี แต่กลับเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ชาวต่างชาติหันมาซื้อคอนโดมิเนียมภายใต้กรอบกฎหมายมากขึ้น
ในด้านการสร้างรายได้ประจำ บริษัทเริ่มรับรู้รายได้จากโครงการคอมมูนิตี้มอลล์ THE BACKYARD ซึ่งมีพื้นที่ให้เช่ารวม 3,026 ตารางเมตร และมีผู้เช่าแล้วประมาณ 81% พร้อมศึกษาการลงทุนในโครงการลักษณะเดียวกันเพิ่มเติมในทำเลที่มีศักยภาพ ขณะเดียวกัน บริษัทมีแผนจัดหาทรัพย์มือสองเพิ่มเติมประมาณ 10 ยูนิต มูลค่ารวมราว 20 ล้านบาท เพื่อนำมารีโนเวทและจำหน่าย รองรับความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้น
“เรายังคงเดินหน้าพัฒนาโครงการภายใต้แนวคิดการอยู่อาศัยที่ยั่งยืน โดยเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายแรกของภาคเหนือที่ได้รับมาตรฐาน EDGE Champion พร้อมนำสินเชื่อสีเขียว มาใช้บริหารต้นทุนทางการเงิน เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ท่ามกลางภาวะตลาดที่ยังมีความท้าทายจากกำลังซื้อและการเข้มงวดด้านสินเชื่อของสถาบันการเงิน”นายอรรคเดช กล่าวทิ้งท้าย
