สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

“บ้านจัดสรร” เร่งเครื่อง Green Estate ชงรัฐแก้หนี้ดันคนเข้าถึงสินเชื่อ

 “บ้านจัดสรร” เร่งเครื่อง Green Estate ชงรัฐแก้หนี้ดันคนเข้าถึงสินเชื่อ

สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรประกาศขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ไทยสู่ยุค “Green Estate” สอดรับนโยบายเศรษฐกิจสีเขียวของประเทศ พร้อมเร่งผลักดันผู้ประกอบการทุกขนาดเข้าถึงเทคโนโลยีก่อสร้างสีเขียวและแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำจากสถาบันการเงินระดับโลก ขณะเดียวกันเสนอภาครัฐเร่งแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและปรับปรุงกฎหมาย เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย

นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผยว่า สมาคมได้กำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไปสู่ Green Construction และ Green Development โดยประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานวิจัย ภาคเอกชน และสถาบันการเงิน เริ่มตั้งแต่การพัฒนาวัสดุก่อสร้างสีเขียวโดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ก่อนส่งต่อให้ภาคเอกชนนำไปพัฒนาสู่เชิงพาณิชย์ และเชื่อมโยงกับแหล่งเงินทุนด้าน Green Finance

ทั้งนี้ ในเดือนตุลาคม สมาคมเตรียมหารือร่วมกับธนาคารโลก เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่บรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (IFC) และธนาคารแห่งประเทศไทยมีแนวทางสนับสนุนสินเชื่อ Green Project Finance ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ โดยอยู่ระหว่างจัดทำมาตรฐานขั้นต่ำเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายกลางและรายเล็กสามารถเข้าถึงแหล่งทุนดังกล่าวได้มากขึ้น

“แม้รัฐบาลจะต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% เพื่อช่วยกระตุ้นตลาด แต่ปัจจัยสำคัญที่ยังเป็นอุปสรรคคือภาระหนี้ครัวเรือนและการเข้าถึงสินเชื่อของผู้ซื้อบ้าน ซึ่งส่งผลให้ยอดปฏิเสธสินเชื่อปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง”นายสุนทร กล่าว

สำหรับผลสำรวจของสมาคมในช่วงครึ่งแรกปี 2569 พบว่า อัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่อาศัย อยู่ที่ 44.9% เพิ่มขึ้นจาก 39.8% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยอัตราปฏิเสธเพิ่มขึ้นเกือบทุกระดับราคา โดยเฉพาะบ้านราคา 3-7 ล้านบาท และมากกว่า 7 ล้านบาท ขณะที่บ้านราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทยังคงมีอัตราการปฏิเสธในระดับสูง สะท้อนว่าปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อกำลังกระทบผู้ซื้อบ้านทุกกลุ่ม

ซึ่งปัจจุบันยังมีประชาชนจำนวนมากที่มีรายได้ประจำและต้องการซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัยจริง แต่ไม่ผ่านเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อ ทำให้ต้องเลื่อนการตัดสินใจซื้อ หรือสูญเสียโอกาสในการมีบ้านเป็นของตนเอง

ทั้งนี้สมาคมจึงเสนอให้ภาครัฐเร่งดำเนินมาตรการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อ โดยเสนอให้จัดตั้งกลไกค้ำประกันสินเชื่อที่อยู่อาศัยผ่านบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อแบ่งเบาความเสี่ยงของสถาบันการเงิน พร้อมผลักดันแนวคิด Consolidated Debt หรือการรวมหนี้ดอกเบี้ยสูง เช่น หนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อรถยนต์ เข้าไว้ในสินเชื่อที่อยู่อาศัย เพื่อลดภาระดอกเบี้ยและค่างวดรายเดือน รวมถึงเปิดทางให้ธนาคารกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามระดับความเสี่ยงของผู้กู้ แทนการปฏิเสธสินเชื่อทั้งหมด

นอกจากนี้สมาคมยังผลักดันการแก้ไขกฎหมายสำคัญ 2 ประเด็น ได้แก่ การปรับลดขนาดที่ดินขั้นต่ำสำหรับการพัฒนาโครงการ เพื่อให้สามารถพัฒนาที่อยู่อาศัยระดับราคา 3-5 ล้านบาทในเขตกรุงเทพมหานครได้ต่อเนื่อง และการขยายระยะเวลาการเช่าที่ดินของชาวต่างชาติจาก 30 ปี เป็น 60 ปี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน และส่งเสริมการลงทุนภายใต้ระบบภาษีที่โปร่งใส

ด้านการยกระดับอุตสาหกรรม สมาคมสนับสนุนการนำระบบ Electronic Filing มาใช้ในการยื่นขออนุญาตจัดสรรที่ดิน เพื่อลดขั้นตอนการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ พร้อมผลักดันโครงการ “บ้านเบอร์ 5″ ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ซึ่งช่วยลดอุณหภูมิภายในบ้านได้ 1-1.5 องศาเซลเซียส และลดค่าไฟฟ้าราว 12-15% ต่อเดือน รวมทั้งศึกษาความเป็นไปได้ของระบบกักเก็บพลังงาน ภายในโครงการที่อยู่อาศัย เพื่อรองรับการใช้พลังงานสะอาดในอนาคต

อย่างไรก็ตามภาคอสังหาริมทรัพย์มีความเชื่อมโยงกับธุรกิจกว่า 40 อุตสาหกรรม ตั้งแต่วัสดุก่อสร้าง ผู้รับเหมา เฟอร์นิเจอร์ ธุรกิจตกแต่งบ้าน ไปจนถึงภาคการเงิน หากสามารถผลักดันมาตรการที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อและสนับสนุนการพัฒนาโครงการสีเขียวได้ จะช่วยกระตุ้นการลงทุน รักษาการจ้างงาน และเสริมความแข็งแกร่งให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งยังเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย

samanyavee

https://bangkok-today.com

น่าสนใจสำครับคุณ