สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

คดีแอร์สาวเขย่า “การบินไทย” เร่งรื้อระบบตรวจ

 คดีแอร์สาวเขย่า “การบินไทย” เร่งรื้อระบบตรวจ

ฉีกหน้าบินไทย! แอร์สาวหิ้วเฮโรอีน แลกค่าจ้าง 8,800 ดับอนาคตคาออสซี่ สั่งรื้อใหญ่รูรั่วสนามบิน–เลิกให้เกียรติลูกเรือ

กลายเป็นข่าวฉาวสนั่นรันเวย์และสั่นคลอนภาพลักษณ์ “สายการบินแห่งชาติ” อย่างหนัก เมื่อพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหญิงวัย 26 ปี ของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ถูกเจ้าหน้าที่กองกำลังพิทักษ์ชายแดนออสเตรเลีย (ABF) รวบตัวได้คาหนังสังที่ท่าอากาศยานเมลเบิร์น 

พร้อมของกลางเฮโรอีนน้ำหนักกว่า 1 กิโลกรัม เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่ดับอนาคตของหญิงสาวรายนี้ แต่ยังเป็นการประจาน “รูรั่ว” มหึมาของมาตรการรักษาความปลอดภัยในสนามบินไทยที่ถูกตั้งคำถามว่า ปล่อยให้ยาเสพติดมูลค่ามหาศาลหลุดรอดสายตาไปได้อย่างไร

 

เปิดโปงขบวนการ “โรส” อวตารจ้างหิ้วแลกเศษเงิน

เบื้องลึกเบื้องหลังของการตกเป็นผู้ต้องหาในต่างแดนครั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ร่วมกับตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย (AFP) ขยายผลจนพบว่า “แอร์สาว” รายนี้รับงานผ่านกลุ่มรับหิ้วสินค้าในสื่อสังคมออนไลน์ โดยได้รับการติดต่อจากบัญชีอวตารชื่อ “โรส” ที่โพสต์หาคนเดินทางไปออสเตรเลียเพื่อฝากส่งสินค้าโอทอปและสินค้าไทย

จากการสืบสวนพบว่ามีการตกลงค่าจ้างกันที่เพียง 8,800 บาท เท่านั้น หลักฐานเด็ดจากกล้องวงจรปิดที่คอนโดมิเนียมย่านบางนา เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 เผยภาพไรเดอร์นำกล่องพัสดุมาส่งให้ก่อนที่เธอจะนำติดตัวขึ้นเครื่องบินในวันที่ 25 มิถุนายน โดยยาเสพติดถูกซุกซ่อนอย่างแนบเนียนในซับในกระเป๋าผ้าจำนวน 12 ใบ มูลค่าในตลาดมืดสูงถึง 500,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือกว่า 10 ล้านบาทไทย ปัจจุบันเธอถูกแจ้ง 2 ข้อหาหนัก นำเข้าและครอบครองยาเสพติดเพื่อการค้า ซึ่งมีโทษสูงสุดถึง จำคุก 25 ปี และศาลออสเตรเลียไม่อนุญาตให้ประกันตัว

เบื้องหลังน้ำตาแม่…สังเวยหนี้ กยศ. และค่างวดรถ

เมื่อเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ลงพื้นที่ตรวจสอบบ้านพักที่จังหวัดพะเยา กลับพบภาพความจริงที่น่าสลดใจ ครอบครัวของผู้ต้องหามีฐานะยากจน ประกอบอาชีพทำไร่ทำนา มารดาเปิดเผยทั้งน้ำตาว่าลูกสาวเป็นเสาหลักของบ้าน ส่งเงินให้เดือนละ 10,000 บาท เพื่อนำไปผ่อนค่างวดรถยนต์ 8,000 บาท นอกจากนี้ยังมีภาระหนี้สินจาก กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่ต้องชำระ

ภาพลักษณ์ของอาชีพแอร์โฮสเตสที่ดูหรูหรา แต่อาจซ่อนไว้ด้วยภาระหนี้สินและความกดดันทางการเงิน กลายเป็นจุดอ่อนให้ขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติเข้าถึงตัวได้ง่าย เลขาธิการ ป.ป.ส. ระบุว่า ขบวนการนี้เลือกใช้ลูกเรือเป็นผู้ลำเลียงเพราะเชื่อว่าจะมีขั้นตอนการตรวจคัดกรองที่ผ่อนปรนกว่าผู้โดยสารทั่วไป

“พิพัฒน์” ควันออกหู สั่งยกเครื่องมาตรการเลิก “ให้เกียรติ” จนหละหลวม

ทางด้านฝ่ายนโยบาย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าที่ผ่านมามาตรการตรวจค้นลูกเรือมีความ “หละหลวม” เนื่องจากเป็นการทำงานที่ให้เกียรติซึ่งกันและกัน โดยเจ้าหน้าที่สนามบินจะเน้นตรวจหาเพียงวัตถุระเบิดตามมาตรฐาน EDS (Explosive Detection System) แต่ไม่ได้เข้มงวดเรื่องยาเสพติดกับกลุ่มนักบินและลูกเรือเท่าที่ควร

งานนี้ รมว.คมนาคม สั่งการด่วนให้ AOT และ CAAT “ยกเครื่อง“ มาตรการใหม่ทั้งหมด โดยกำชับว่าต่อไปนี้ลูกเรือทุกคนต้องถูกตรวจค้นเข้มงวด “เทียบเท่าผู้โดยสารทั่วไป” และเตรียมนำเทคโนโลยีสแกนสมัยใหม่รวมถึงสุนัขดมกลิ่นมาใช้ตรวจสอบลูกเรือก่อนขึ้นเครื่องทุกเที่ยวบิน เพื่ออุดช่องโหว่ไม่ให้ประเทศไทยถูกใช้เป็น “ฮับทางผ่าน” ของยาเสพติดอีกต่อไป

บินไทยเต้น! ขีดเส้น 7 วันสอบวินัย–ไล่ออกทันทีหากผิดจริง

ฟากฝั่งการบินไทย นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานบอร์ดฯ สั่งรื้อระเบียบตรวจสอบลูกเรือใหม่ทั้งหมดเพื่อฟื้นความเชื่อมั่น โดยยอมรับว่าเหตุการณ์นี้ทำลายภาพลักษณ์สายการบินแห่งชาติอย่างรุนแรง ด้าน นายชาย เอี่ยมศิริ ดีดีการบินไทย สั่งตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงและวินัยให้เสร็จภายใน 7 วัน พร้อมสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที และยืนยันว่าหากมีความผิดจริงจะดำเนินการ “เลิกจ้าง“ ขั้นเด็ดขาด

ทั้งนี้ ในคู่มือการกำกับดูแลกิจการที่ดีของบริษัทฯ ระบุชัดเจนถึงจริยธรรมและจรรยาบรรณที่พนักงานต้องยึดถือความซื่อสัตย์สุจริต แต่เหตุการณ์นี้กลับสวนทางกับหลักการที่วางไว้ ทำให้บริษัทต้องเร่งพิสูจน์ว่าพนักงานรายนี้ “จงใจ” หรือ “ถูกหลอก” กันแน่

อุทาหรณ์ “รับหิ้ว” ราคาที่ต้องจ่ายอาจเป็นทั้งชีวิต

กรณีนี้เป็นบทเรียนราคาแพงไม่เพียงแต่สำหรับพนักงานสายการบิน แต่รวมถึงประชาชนทั่วไปที่หลงเชื่อรับงาน “หิ้วของ” ผ่านโซเชียลเพียงเพื่อแลกกับเงินไม่กี่พันบาท เจ้าหน้าที่เตือนว่าในหลายประเทศโดยเฉพาะออสเตรเลีย กฎหมายยาเสพติดมีความรุนแรงมาก และการอ้างว่า “ไม่รู้” ไม่สามารถใช้เป็นข้อแก้ตัวในชั้นศาลได้

หลังจากนี้คนไทยที่จะเดินทางเข้าออสเตรเลียอาจต้องเผชิญกับขั้นตอนการตรวจที่ยุ่งยากและเข้มงวดขึ้น ซึ่งเป็นผลกระทบลูกโซ่จากความประมาทและเห็นแก่ตัวเพียงไม่กี่กรณี ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันล้อมคอกก่อนที่วัวจะหายไปมากกว่านี้ และกอบกู้ศักดิ์ศรีของพาสปอร์ตไทยบนเวทีโลกให้กลับมาอีกครั้ง

columnist

น่าสนใจสำครับคุณ