ศุภาลัย ยันเดินหน้าตามแผน คงเป้าขาย 3 หมื่นล้าน
นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) (SPALI) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 นี้ แม้ภาวะเศรษฐกิจยังเผชิญความไม่แน่นอน แต่ยอดขายในไตรมาสแรกของบริษัทสามารถเติบโตได้เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ได้ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการพัฒนาโครงการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะต้นทุนงานถมดินและงานก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับการใช้เชื้อเพลิงเป็นหลัก
ทั้งนี้บริษัทประเมินว่าต้นทุนโครงการใหม่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 5-6% แต่จะพยายามส่งผ่านภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคเพียง 2-3% เพื่อไม่ให้กระทบต่อกำลังซื้อของลูกค้ามากเกินไป พร้อมทั้งปรับกลยุทธ์บริหารต้นทุนอย่างเข้มงวด โดยมุ่งเร่งระบายสต๊อกบ้านและคอนโดมิเนียมที่ก่อสร้างแล้วเสร็จและพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ เนื่องจากเป็นสินค้าที่ล็อกต้นทุนไว้ตั้งแต่ก่อนเกิดภาวะต้นทุนพุ่ง ทำให้ลูกค้าได้รับความคุ้มค่าจากราคาเดิม ขณะที่บริษัทสามารถเร่งรับรู้รายได้และบริหารกระแสเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ บริษัทจะเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนโครงการใหม่ โดยพิจารณาเปิดโครงการเฉพาะที่มีความจำเป็น ลดการลงทุนที่ไม่จำเป็นในระยะเริ่มต้น เช่น การลดจำนวนบ้านตัวอย่าง และชะลอการถมดินในโครงการที่ยังไม่มีแผนเปิดขายในระยะสั้น เพื่อรักษาสภาพคล่องและบริหารเงินทุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาด
สำหรับภาพรวมการแข่งขันในตลาดอสังหาริมทรัพย์ บริษัทมองว่า ปัจจุบันตลาดที่มีการแข่งขันรุนแรงที่สุดคือกลุ่มที่อยู่อาศัยระดับบน เนื่องจากผู้ประกอบการจำนวนมากหันมาจับตลาดดังกล่าว ขณะที่ตลาดระดับล่างยังเผชิญปัญหาการขอสินเชื่อไม่ผ่านจากสถาบันการเงิน ส่วนตลาดระดับกลางยังสามารถเติบโตได้ในระดับที่น่าพอใจ
ในด้านกำลังซื้อจากต่างประเทศ แม้จะมีกระแสว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจส่งผลให้มีนักลงทุนจากภูมิภาคดังกล่าวเข้ามาซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทยเพิ่มขึ้น แต่จากการประเมินของบริษัทพบว่า ส่วนใหญ่ยังเป็นการเช่าระยะสั้นมากกว่าการซื้อเพื่อถือครอง ขณะที่ลูกค้าชาวจีนยังคงเป็นกลุ่มผู้ซื้อหลักในตลาดคอนโดมิเนียมของไทย
นายไตรเตชะกล่าวเพิ่มเติมว่า พฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจนจากภาวะเศรษฐกิจที่กดดันรายได้และกำลังซื้อ โดยผู้บริโภคให้ความสำคัญกับเงินสดในกระเป๋ามากขึ้น จากเดิมที่นิยมรับของแถมหรือแพ็กเกจส่งเสริมการขาย ปัจจุบันกลับต้องการส่วนลดเงินสดเพื่อนำไปลดภาระการกู้ซื้อบ้านและเพิ่มโอกาสได้รับอนุมัติสินเชื่อ อีกทั้งยังพบว่าผู้ซื้อจำนวนไม่น้อยหันมาเลือกบ้านขนาดเล็กลง เพื่อให้สอดคล้องกับกำลังซื้อและวงเงินกู้ที่ได้รับ
ในส่วนของการลงทุน บริษัทจะเดินหน้าสะสมที่ดินอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งงบจัดซื้อที่ดินปีนี้ไว้ 8,000 ล้านบาท เนื่องจากมองว่าเป็นจังหวะที่ดี หลังการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกลับมาเต็มอัตรา ทำให้เจ้าของที่ดินขนาดใหญ่ในหลายทำเลเริ่มนำที่ดินออกมาจำหน่ายมากขึ้น ถือเป็นโอกาสในการเพิ่มแลนด์แบงก์เพื่อรองรับการพัฒนาโครงการในอนาคต
“อยากให้ภาครัฐพิจารณาขยายระยะเวลามาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง รวมถึงผ่อนคลายเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (LTV) เพื่อช่วยกระตุ้นกำลังซื้อและสนับสนุนภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีผลเชื่อมโยงต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในวงกว้าง”นายไตรเตชะ กล่าว
อย่างไรก็ตามแม้ต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยงทั้งจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่บริษัทยังคงเป้าหมายธุรกิจปีนี้ไว้ตามแผน โดยตั้งเป้ายอดขาย 30,000 ล้านบาท และเป้ายอดโอนกรรมสิทธิ์ 27,000 ล้านบาท ปัจจุบันบริษัทมียอดขายรอรับรู้รายได้ ประมาณ 14,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะทยอยรับรู้เป็นรายได้ภายในปีนี้เกือบครึ่งหนึ่ง สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของธุรกิจและการปรับกลยุทธ์ให้สอดรับกับภาวะตลาดที่ยังมีความท้าทายอย่างต่อเนื่อง
