สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

กกร. ขยับเป้าจีดีพี ปี 69 โต 1.6-2.%

 กกร. ขยับเป้าจีดีพี ปี 69 โต 1.6-2.%

กกร. ขยับเป้าจีดีพีปีนี้โต 1.6-2.0% รับอานิสงส์ส่งออกสินค้าเทคโนโลยีทะยานรับกระแส AI โลก พร้อมมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เติมเงินหมุนเวียน 1.7 แสนล้าน แต่ยังกังวลภาวะ K-shape รุนแรง ด้านพลังงานยันสำรองน้ำมันใช้ได้ 109 วัน พร้อมหั่นสัดส่วนนำเข้าตะวันออกกลางสู้ศึกภูมิรัฐศาสตร์

ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจโลก โดยระบุว่า ความมั่นคงทางพลังงานยังคงเป็นปัจจัยกดดันหลัก เนื่องจากปัญหาความไม่สงบในตะวันออกกลางและช่องแคบฮอร์มุซยังไร้ทางออก ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการทั่วโลกมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงและอาจปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกในระยะข้างหน้า

โดยกกร. ระบุว่าปัจจุบันเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญภาวะ K-shape อย่างชัดเจน แม้ตัวเลขการส่งออก 4 เดือนแรกจะเติบโตถึง 18.9% โดยเฉพาะกลุ่ม สินค้าเทคโนโลยีที่เติบโตสูงถึง 48.4% ตามเมกะเทรนด์ AI และ Data Center ของโลก แต่ปรากฏการณ์นี้กลับไม่ได้ส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจในภาพรวมมากนัก เนื่องจากเป็นการใช้วัตถุดิบนำเข้าเป็นส่วนใหญ่

ในขณะที่ภาคการผลิตและส่งออกสินค้าอื่นยังทรงตัว ผู้ประกอบการไทยกว่า 300 บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ สะท้อนว่ากำลังเผชิญวิกฤตต้นทุนพุ่งแต่รายได้ลดลง ส่งผลให้ กกร. มีความกังวลต่อแรงกดดันในกลุ่ม “K ขาล่าง” ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และกำลังซื้อในประเทศยังชะลอตัวจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม กกร. ได้ตัดสินใจ ปรับเพิ่มคาดการณ์จีดีพีไทยปีนี้เป็นขยายตัว 1.6%-2.0% จากเดิม 1.2%-1.6% และปรับเป้าส่งออกขยายตัวที่ 8%-10% โดยมีแรงหนุนสำคัญจากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่จะอัดฉีดเม็ดเงินราว 1.7 แสนล้านบาทเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ กกร. เสนอให้ใช้โอกาสนี้เร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภายใต้แนวทาง Reinvent Thailand มุ่งเป้า 7 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อยกระดับสู่การเป็น Regional Hub ทั้งด้านการผลิต การบริการ และการเงิน พร้อมทั้งผลักดันการใช้ Local Content ในอุตสาหกรรม Smart Electronics เพื่อให้เงินลงทุนจากต่างชาติไหลลงสู่ผู้ประกอบการและแรงงานไทยอย่างแท้จริง

สำหรับสถานการณ์พลังงาน กกร. ยืนยันว่าไทยยังมีความมั่นคง โดยมีสำรองน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปเพียงพอใช้ได้ถึง 109 วัน ที่สำคัญคือกลุ่มโรงกลั่นได้ปรับกลยุทธ์บริหารความเสี่ยง ลดการพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางลงจาก 55% เหลือเพียง 27% โดยหันไปนำเข้าจากแหล่งอื่นแทนเพื่อสร้างความยืดหยุ่น

นอกจากนี้ ภาคเอกชนยังตั้งตารอการประกาศใช้ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2026) ภายในเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการบริหารต้นทุนค่าไฟฟ้าและเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมในระยะยาว

ทั้งนี้ในระยะข้างหน้า ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุมระดับนานาชาติหลายรายการ อาทิ ABAC 2026, Gastech 2026 และการประชุม IMF-World Bank ซึ่ง กกร. มองว่าเป็นโอกาสทองในการโชว์ศักยภาพและสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนทั่วโลก โดยร่วมมือกับธนาคารโลกในการจัดทำรายงาน “Building Thailand’s Future Today” เพื่อสื่อสารภาพลักษณ์เชิงบวกของประเทศ

นอกจากนี้ กกร. ยังได้ร่วมกับสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ลงนาม MOU สานต่อโครงการ CEO Econmass Awards 2026 เป็นปีที่ 4 เพื่อเชิดชูเกียรติผู้นำองค์กรธุรกิจที่เป็นต้นแบบความสำเร็จ ตั้งแต่ระดับวิสาหกิจขนาดเล็กไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาภาคธุรกิจไทยให้แข็งแกร่งอย่างยั่งยืน

samanyavee

https://bangkok-today.com

น่าสนใจสำครับคุณ