ปตท. แกร่ง! ฝ่าพายุตะวันออกกลาง กำไร Q1 ทะลุ 2.5 หมื่นล้าน
บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT โชว์ฟอร์มแกร่งในไตรมาสแรกของปี 2569 ด้วยกำไรสุทธิกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท เติบโต 10.4% แม้ต้องเผชิญปัจจัยลบจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง
นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. เปิดเผยตัวเลขผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 1 ปี 2569 โดยระบุว่า ปตท. มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 25,738 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 2,423 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 10.4 ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานโลก แต่ ปตท. สามารถรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยเครือข่ายธุรกิจการค้าระหว่างประเทศที่มีสำนักงานอยู่ทั่วโลก ทำให้สามารถปรับเปลี่ยนการจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นมาทดแทนได้อย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ ผลกำไรที่เติบโตยังเป็นอานิสงส์จากการลงทุนล่วงหน้ากว่า 111,000 ล้านบาท ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา เพื่อยกระดับโรงกลั่นในกลุ่มให้มีความเสถียร (Reliability) และมีความยืดหยุ่น ในการรองรับน้ำมันดิบที่หลากหลาย ส่งผลให้ในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายนที่ผ่านมา โรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. สามารถเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิตมากกว่า 100% เพื่อสร้างความมั่นใจว่าประเทศจะมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอ
ในแง่ของการบริหารจัดการความมั่นคง ปตท. ได้จัดตั้งศูนย์บริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ หรือ PTT Incident Command System (PTT ICS) เพื่อเฝ้าระวังและบริหารห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีการปรับแผนจัดหา Spot LNG จากแหล่งนอกตะวันออกกลางตามนโยบายภาครัฐ และเลื่อนการซ่อมบำรุงโรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่ 6 เพื่อให้ทุกหน่วยเดินเครื่องได้เต็มสูบสำหรับผลิตก๊าซฯ ส่งให้โรงไฟฟ้าและผลิตก๊าซหุงต้ม (LPG) ตอบสนองความต้องการในประเทศเป็นหลัก
ทางด้านการเงิน ปตท. ได้เตรียมพร้อมอย่างหนักด้วยการจัดเตรียมสภาพคล่องสูงถึง 230,000 ล้านบาท เพื่อรองรับความผันผวนของราคาน้ำมันโลก โดยเงินจำนวนนี้แบ่งเป็นหลักประกันจัดซื้อน้ำมันดิบ (Margin Call) 63,000 ล้านบาท, เงินทุนหมุนเวียนจัดหาน้ำมันและก๊าซฯ 137,000 ล้านบาท และอีก 35,000 ล้านบาท สำหรับเงินค้างชำระจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง แม้การสำรองสภาพคล่องนี้จะทำให้บริษัทมีต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นกว่า 600 ล้านบาทต่อเดือน แต่ถือเป็นพันธกิจหลักในการรักษาเสถียรภาพพลังงานของชาติ
สำหรับทิศทางธุรกิจในอนาคต ปตท. ยังคงให้ความสำคัญกับธุรกิจ Hydrocarbon ซึ่งเป็นธุรกิจหลัก โดยให้ ปตท.สผ. เร่งสำรวจและผลิตทั้งในและต่างประเทศ ขณะที่ธุรกิจ LNG ได้วางเป้าหมายก้าวสู่การเป็น “Global LNG Player” โดยตั้งเป้าพอร์ตโฟลิโอไว้ที่ 10 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2573 และทะยานสู่ 15 ล้านตันต่อปี ในปี 2578
ในส่วนของธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ปตท. มุ่งเน้นยุทธศาสตร์ “P&R Portfolio Reshape” โดยสนับสนุนความร่วมมือระหว่างบริษัท GC และ SCGC ในธุรกิจโอเลฟินส์ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยสู่การเป็น National Champion แม้ว่าปัจจุบันการหาพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในบางดีลอาจมีความล่าช้าไปบ้างเนื่องจากความผันผวนของสถานการณ์โลก แต่ ปตท. ยืนยันว่าการเจรจากับพันธมิตรระดับโลกยังคงดำเนินอยู่ด้วยความรอบคอบ
นอกจากมิติด้านกำไร ปตท. ยังรุกหนักในด้านสิ่งแวดล้อมผ่านโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ในอ่าวไทย ซึ่งนำร่องโดย ปตท.สผ. ที่แหล่งก๊าซอาทิตย์ โดยคาดว่าจะเริ่มกักเก็บได้จริงในปี 2571 พร้อมกันนี้ยังทำยอดปลูกป่าใหม่สะสมในช่วงปี 2566-2569 ได้มากกว่า 146,000 ไร่ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero
นายคงกระพันยังเผยถึงความสำเร็จของโครงการ “Profit Enhancement Initiatives” หรือการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ซึ่งส่งผลให้กำไรในไตรมาสแรกเพิ่มขึ้นโดยรวมกว่า 3,000 ล้านบาท ผ่านโครงการสำคัญอย่าง MissionX และการใช้ระบบ AXIS ที่นำเครื่องมือดิจิทัลและ AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน รวมถึงการเชื่อมโยงเครือข่าย Supply Chain และการตลาดทั้งในและต่างประเทศผ่านโครงการ P1 และ D1
ในด้านความรับผิดชอบต่อสังคม ปตท. ได้สนับสนุนงบประมาณกว่า 13,000 ล้านบาท เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพด้านพลังงานให้กับประชาชน และช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางในสังคมให้มีรายชีพที่ยั่งยืน ส่วนในด้านผู้ถือหุ้น ที่ประชุมได้อนุมัติจ่ายเงินปันผลในอัตรา 2.30 บาทต่อหุ้น ซึ่งรวมถึงเงินปันผลพิเศษอีก 0.20 บาทต่อหุ้น เป็นครั้งแรก
ทั้งนี้ ปตท. ยังคงได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับที่แข็งแกร่ง (BBB+) เทียบเท่าระดับประเทศ สะท้อนถึงฐานะทางการเงินที่มั่นคงและพร้อมสำหรับการขยายธุรกิจตามกลยุทธ์ในระยะยาวต่อไป
