สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

“กล่องดำเปิดนาทีระทึก! รถไฟเบรกฉุกเฉินก่อนชนรถเมล์แค่ 100 เมตร ปมคนขับไร้ใบอนุญาต-พบสารเสพติด สั่งสอบวินัยถึงต้นตอ”

 “กล่องดำเปิดนาทีระทึก! รถไฟเบรกฉุกเฉินก่อนชนรถเมล์แค่ 100 เมตร ปมคนขับไร้ใบอนุญาต-พบสารเสพติด สั่งสอบวินัยถึงต้นตอ”

อธิบดีกรมการขนส่งทางรางเผยข้อมูลจากกล่องดำ รถไฟลดความเร็วไม่ทันก่อนพุ่งชนรถเมล์กลางจุดตัดอโศก-ดินแดง พร้อมสั่งใช้มาตรการ “Zero Tolerance” ตรวจสารเสพติดพนักงานระบบรางทั่วประเทศ ด้านสภาทนายความส่งทีมช่วยเหลือผู้เสียหายเต็มที่

เหตุสะเทือนขวัญกรณีรถไฟพุ่งชนรถโดยสารประจำทางสาย 206 บริเวณจุดตัดทางรถไฟมักกะสัน ถนนอโศก-ดินแดง เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก ยังคงถูกจับตาอย่างใกล้ชิด ล่าสุด วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ดร.พิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง เปิดเผยข้อมูลสำคัญจาก “กล่องดำ” ของรถไฟ ระบุว่า พนักงานขับใช้เบรกฉุกเฉินในระยะเพียงประมาณ 100 เมตรก่อนถึงจุดชน ทำให้ไม่สามารถหยุดขบวนรถได้ทัน

กล่องดำชี้ชัด เบรกกะทันหันแต่หยุดไม่ทัน

ดร.พิเชฐ เปิดเผยผ่านรายการโทรทัศน์ว่า ข้อมูลจากระบบบันทึกความเร็ว หรือกล่องดำ พบว่า ก่อนถึงจุดเกิดเหตุ รถไฟใช้ความเร็วประมาณ 34 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และลดลงเหลือ 28 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หลังมีการใช้เบรกฉุกเฉินในระยะประชิดเพียง 100 เมตร ซึ่งถือว่าไม่เพียงพอต่อการหยุดรถไฟได้ทันเวลา

พร้อมย้ำว่า หากระบบความปลอดภัยทำงานครบทุกชั้น รถไฟไม่ควรเข้าสู่จุดตัดในลักษณะดังกล่าว โดยเฉพาะกรณีที่ไม้กั้นยังไม่สามารถปิดลงได้ เพราะตามหลักการ หากไม้กั้นไม่ลง ระบบสัญญาณต้องไม่อนุญาตให้รถไฟผ่านเข้าสู่พื้นที่เด็ดขาด

ปมร้อน! พบสารเสพติด-คนขับยังไม่มีใบอนุญาต

อีกประเด็นที่สร้างความตกใจ คือ ผลตรวจปัสสาวะของพนักงานขับรถไฟขบวนดังกล่าว พบสารเสพติดในร่างกาย ขณะเดียวกันยังตรวจสอบพบว่า พนักงานขับยังไม่ได้รับ “ใบอนุญาตผู้ประจำหน้าที่” จากกรมการขนส่งทางรางอย่างถูกต้อง

กรมการขนส่งทางรางจึงมีคำสั่งให้พักงานทันที พร้อมตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง รวมถึงขยายผลตรวจสอบไปยังผู้บังคับบัญชาและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ว่าปล่อยให้บุคคลซึ่งมีสารเสพติดเข้าปฏิบัติหน้าที่ขับรถไฟได้อย่างไร

สั่งคุมเข้มทั่วประเทศ ใช้มาตรการ “ศูนย์เท่านั้น”

ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว กรมการขนส่งทางรางมีคำสั่งด่วนให้การรถไฟแห่งประเทศไทย ตรวจคัดกรองสารเสพติดและแอลกอฮอล์กับพนักงานขับรถไฟ เจ้าหน้าที่ควบคุมการเดินรถ รวมถึงพนักงานภาคพื้นดินที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยทุกผลัดการทำงาน ภายใต้นโยบาย “Zero Tolerance” หรือ “ต้องเป็นศูนย์เท่านั้น”

โดยอธิบดีกรมการขนส่งทางรางย้ำว่า ความปลอดภัยของประชาชนต้องมาก่อน และเหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความหละหลวมของระบบหลายระดับ

จุดตัดอโศก-ดินแดง ยังเสี่ยงหนัก รถติด-จอดทับเส้นเหลืองซ้ำซาก

ดร.พิเชฐ ระบุเพิ่มเติมว่า จุดตัดดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในจุดอันตรายที่สุดของกรุงเทพฯ แม้จะมีเส้นเหลืองห้ามจอด แต่ยังพบรถยนต์จอดคร่อมพื้นที่ตลอดเวลา

เขาขอความร่วมมือประชาชนไม่ฝ่าเส้นเหลือง เพราะหากไม่มีรถติดค้างอยู่บนราง รถไฟก็จะไม่สามารถพุ่งเข้าชนได้ พร้อมเสนอให้เพิ่มบทลงโทษผู้ฝ่าฝืน ติดตั้งกล้องวงจรปิด และเชื่อมระบบสัญญาณจราจรเข้ากับระบบรถไฟโดยตรง

แผนระยะยาว ดันอุโมงค์ลอดทางรถไฟ แก้ปัญหาถาวร

สำหรับแนวทางแก้ไขระยะยาว กรมการขนส่งทางรางเสนอให้ก่อสร้างทางแยกต่างระดับหรืออุโมงค์ลอดทางรถไฟในพื้นที่เสี่ยงทั่วกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีประมาณ 20 จุด โดยโครงการบางส่วนได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีมาตั้งแต่ปี 2559 แต่ยังไม่ได้ดำเนินการจริง

ขณะที่ระยะกลาง เตรียมนำเทคโนโลยีเข้ามาเสริมระบบความปลอดภัย เช่น หากไม้กั้นไม่ลง ล้อรถไฟจะไม่สามารถเคลื่อนตัวได้ เพื่อลดความผิดพลาดจากมนุษย์

สภาทนายความชี้ รถเมล์มีส่วนผิด แต่ระบบรางก็ต้องรับผิดชอบ

ด้าน ดร.ธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความ ให้ความเห็นว่า จากภาพวงจรปิด รถเมล์มีส่วนประมาทจากการจอดค้างบนรางรถไฟ ซึ่งเข้าข่ายผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก มาตรา 63 อย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม เขามองว่าฝ่ายรถไฟเองก็ต้องรับผิดชอบเช่นกัน เพราะหากมีการแจ้งเตือนหรือชะลอความเร็วตามหลักความปลอดภัย เหตุสูญเสียอาจไม่เกิดขึ้น

นายกสภาทนายความยังระบุว่า สภาทนายความได้ส่งทีมกฎหมายเข้าเยี่ยมผู้บาดเจ็บและดูพื้นที่เกิดเหตุแล้ว พร้อมช่วยเจรจาค่าเสียหายกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งการรถไฟแห่งประเทศไทยและ ขสมก. รวมถึงพร้อมดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญา หากผู้เสียหายไม่ได้รับความเป็นธรรม

โศกนาฏกรรมที่สะท้อน “ความผิดพลาดหลายชั้น”

เหตุรถไฟชนรถเมล์ครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นอุบัติเหตุใหญ่กลางเมืองหลวง แต่ยังสะท้อนปัญหาเชิงระบบ ทั้งเรื่องวินัยจราจร การกำกับดูแลบุคลากร ความพร้อมของระบบความปลอดภัย และความล่าช้าในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

ขณะที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้เหตุสูญเสียครั้งนี้ เป็น “บทเรียนครั้งสุดท้าย” ก่อนที่จะมีผู้บริสุทธิ์ต้องสูญเสียชีวิตซ้ำอีกในอนาคต

ที่มาข้อมูล-ภาพ : กรรมกรข่าว/เรื่องเล่าเช้านี้/ไทยโพสต์/สำนักงานเขตราชเทวี/อินเทอร์เน็ต

jumpon

น่าสนใจสำครับคุณ