อากาศร้อนจัด เสี่ยง “ฮีทสโตรก” ภาวะฉุกเฉินที่ไม่ควรมองข้าม
ในช่วงที่อุณหภูมิสูงหรือสภาพอากาศร้อนจัด โดยเฉพาะในภูมิอากาศเขตร้อนอย่างประเทศไทย ภาวะเจ็บป่วยจากความร้อน (Heat-related illness) สามารถเกิดขึ้นได้ง่าย หนึ่งในภาวะที่มีความรุนแรงที่สุดคือ ฮีทสโตรก (Heatstroke) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า โรคลมแดด ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที
นพ. วีระพล บ่อหิรัญรัตน์ อายุรแพทย์เวชบำบัดวิกฤต โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า ภาวะนี้เกิดขึ้นเมื่อระบบควบคุมอุณหภูมิของร่างกายไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ส่งผลให้ อุณหภูมิแกนกลางของร่างกาย (core body temperature) สูงเกิน 40 องศาเซลเซียส และอาจส่งผลกระทบต่อระบบสำคัญของร่างกาย เช่น ระบบประสาท ระบบไหลเวียนโลหิต และอวัยวะสำคัญหลายระบบ หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้
ฮีทสโตรก (Heatstroke) คืออะไร
ฮีทสโตรก (Heatstroke) เป็นภาวะที่เกิดจากการที่ร่างกายได้รับความร้อนสะสมมากเกินไป จนระบบควบคุมอุณหภูมิภายในร่างกายล้มเหลว (thermoregulatory failure) ส่งผลให้อุณหภูมิร่างกายเพิ่มสูงอย่างรวดเร็ว
ภาวะดังกล่าวอาจเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย เช่น
- การอยู่กลางแดดเป็นเวลานาน
- การทำกิจกรรมหรือออกกำลังกายหนักในสภาพอากาศร้อน
- สภาพอากาศที่มีทั้งอุณหภูมิสูงและความชื้นสูง
- ภาวะขาดน้ำ
เมื่ออุณหภูมิในร่างกายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ร่างกายจะไม่สามารถระบายความร้อนผ่านเหงื่อหรือการไหลเวียนเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดความผิดปกติของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย
อาการของฮีทสโตรกที่ควรสังเกต
อาการของฮีทสโตรกมักเริ่มจากอาการของความเครียดจากความร้อน (heat stress) ก่อน และอาจรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว อาการที่พบได้ ได้แก่
- อุณหภูมิร่างกายสูงผิดปกติ
- ไม่มีเหงื่อออกแม้อยู่ในสภาพอากาศร้อน
- กระหายน้ำอย่างมาก
- ปวดศีรษะ หรือเวียนศีรษะ
- หน้ามืด หรือรู้สึกอ่อนแรงผิดปกติ
- คลื่นไส้ อาเจียน
- หัวใจเต้นเร็ว
- หายใจเร็วหรือหอบ
- ผิวหนังแดงหรือร้อน
- กระสับกระส่าย สับสน หรือซึมลง
ในบางกรณี หากภาวะรุนแรงขึ้น อาจเกิด
- อาการชัก
- หมดสติ
- ภาวะหัวใจหยุดเต้น
เนื่องจากฮีทสโตรกสามารถดำเนินโรคได้อย่างรวดเร็ว การรับรู้สัญญาณเตือนและได้รับการประเมินทางการแพทย์อย่างเหมาะสมจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
การปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อสงสัยภาวะฮีทสโตรก
หากพบผู้ที่มีอาการสงสัยภาวะฮีทสโตรก ควรดำเนินการช่วยเหลือเบื้องต้นเพื่อช่วยลดอุณหภูมิร่างกาย พร้อมทั้งรีบนำส่งโรงพยาบาล
แนวทางการช่วยเหลือเบื้องต้น ได้แก่
- เคลื่อนย้ายผู้มีอาการไปยังบริเวณที่ร่มหรือมีอากาศถ่ายเท
- ให้ผู้ป่วยนอนราบ และยกขาเล็กน้อยเพื่อช่วยการไหลเวียนเลือด
- คลายเสื้อผ้าให้หลวมเพื่อลดการกักเก็บความร้อน
- ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตัว โดยเฉพาะบริเวณคอ รักแร้ และศีรษะ
- ใช้พัดลมหรืออุปกรณ์ช่วยระบายความร้อน
- หากผู้ป่วยรู้สึกตัวดี อาจให้จิบน้ำเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
หลังจากการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ควร รีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด เพื่อให้แพทย์ประเมินอาการและให้การดูแลตามความเหมาะสม
กลุ่มบุคคลที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดฮีทสโตรก
แม้ว่าภาวะฮีทสโตรกสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่มีบางกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงกว่าปกติ ได้แก่
- ผู้สูงอายุ
- เด็กเล็ก
- นักกีฬา หรือผู้ที่ออกกำลังกายกลางแจ้ง
- ผู้ที่ทำงานกลางแจ้งหรือในสภาพแวดล้อมที่ร้อน
- ผู้ที่พักผ่อนไม่เพียงพอ
- ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
- ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น
- โรคหัวใจ
- โรคความดันโลหิตสูง
- โรคเบาหวาน
- โรคอ้วน
ในทางคลินิก แพทย์มักพิจารณาปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ร่วมกับอาการทางร่างกายและสภาพแวดล้อม เพื่อประเมินความรุนแรงของภาวะที่เกิดขึ้น
แนวทางการป้องกันฮีทสโตรกในชีวิตประจำวัน
แม้ว่าภาวะฮีทสโตรกจะเป็นภาวะที่มีความรุนแรง แต่ในหลายกรณีสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ได้แก่
หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงอากาศร้อนจัด
ควรหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในช่วงกลางวันที่มีอุณหภูมิสูง หากจำเป็นต้องทำกิจกรรม ควรเลือกช่วงเวลาเช้าตรู่หรือช่วงเย็น
ดื่มน้ำอย่างเพียงพอ
การดื่มน้ำอย่างเหมาะสมช่วยลดความเสี่ยงภาวะขาดน้ำ โดยเฉพาะในผู้ที่ทำงานใช้แรงหรือออกกำลังกาย อาจต้องเพิ่มปริมาณน้ำตามความเหมาะสมของกิจกรรม
หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ
เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีน เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กาแฟ หรือเครื่องดื่มกระตุ้น อาจเพิ่มการขับปัสสาวะและทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมากขึ้น
เลือกสวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี
เสื้อผ้าที่มีเนื้อผ้าเบาบาง ระบายอากาศได้ดี และไม่รัดแน่น สามารถช่วยให้ร่างกายระบายความร้อนได้ดีขึ้น
ป้องกันร่างกายจากแสงแดด
การสวมหมวก แว่นกันแดด หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันแสงแดด สามารถช่วยลดการรับความร้อนจากแสงแดดโดยตรง
