สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

กิตติพงษ์ วีระเตชะ ‘มงเปลี่ยนโลก’ กลยุทธ์ “ศรัทธา แลก ศรัทธา”

 กิตติพงษ์ วีระเตชะ ‘มงเปลี่ยนโลก’ กลยุทธ์ “ศรัทธา แลก ศรัทธา”

ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ บริษัท ทรู คอร์ปอเรขชั่น จำกัด (มหาชน) หลังผนึกกำลังครั้งสำคัญกับ องค์กรมิส เวิลด์ เวทีการประกวดระดับโลก ที่สร้างคุณค่าให้กับมนุษย์มายาวนานกว่า 7 ทศวรรษ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสำคัญ ในการเป็น World Class Quality Person และ World Class Leading Brand ที่จะร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในระดับสังคมและเวทีโลก ภายใต้ภารกิจ “มงเปลี่ยนโลก” ผ่านสาวงามอย่าง “โอปอล-สุชาดา ช่วงศรี” ในฐานะ First World Ambassador ของทรู คอร์ปอเรชั่น และ ยังเป็น Miss World 2025 คนแรกของประเทศไทย ในรอบ 72 ปี ที่จะมาสร้างแรงบันดาลใจ พร้อมๆ กับการดึงพลังของเทคโนโลยี เพื่อสร้างโลกให้ดีขึ้น

ปณิธาน สร้างการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐาน

โอลิเวอร์- กิตติพงษ์ วีระเตชะ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์ และการสื่อสาร (Chief Brand and Media Officer – CBMO) บริษัท ทรู คอร์ปอเรขชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หากมองในแง่มุมของการแข่งขันทางธุรกิจ วันนี้ ทรู ฯ ได้มีการปรับเปลี่ยนไปจากเดิม “ผมว่าอันดับแรกเลยคงต้องมองไปที่ปณิธานของกลุ่มทรู ฯ วันนี้จะเห็นได้ว่า กลุ่มทรูฯ ของเรา ไม่เหมือนเดิมแล้ว สิ่งที่เราทำ เป็นการทำในแง่ของการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็น เอไอ ระบบดิจิทัลทั้งหลาย หรือแม้กระทั่งองค์ประกอบธุรกิจใหม่ ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น”

“วันนี้ ทรูฯ ได้เข้าไปอยู่ในเวทีโลกในหลาย ๆ หมวดหมู่ โดยหมวดหมู่ที่เราค่อนข้างภูมิใจแล้วก็เป็นรายเดียว รวมถึงเป็นองค์กรที่ผลักดันเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง ก็คือเรื่องของการเป็นองค์กรที่มีความยั่งยืนที่สุดในโลกอันดับ 1 ในกลุ่มอุตสาหกรรมโทรคมนาคมจากการจัดดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (DJSI) ต่อเนื่องและยาวนานเข้าสู่ปีที่ 8 และไม่เพียงจะเทียบแค่องค์กรในประเทศไทย แต่ยังเป็นการประชันกับองค์กรระดับโลกอีกด้วย พอเราเห็นโอปอล ซึ่งเป็นคนไทย ที่คว้าตำแหน่ง มิสเวิลด์ คนแรกในรอบ 72 ปีในประวัติศาสตร์ไทย เราก็คิดว่านี่เป็นโอกาสที่ดี ที่จะนำมาเชื่อมต่อกันด้วยคอนเซ็ปต์ ที่พูดถึงเรื่องของ World Class Quality Person กับ World Class Leading Brand” ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกระดับสังคม และเวทีโลก ผ่านภารกิจ “มงเปลี่ยนโลก” ในงานแถลงข่าวครั้งล่าสุด

ไม่ตีความคุ้มค่า เป็นตัวเงิน

หากพูดถึงเรื่องของภาพลักษณ์ ในการดึงองค์กรระดับโลก อย่าง MISS WORLD ที่ดึง “โอปอล-สุชาดา ช่วงศรี” มาเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ มีความคุ้มค่ามากแค่ไหน ในประเด็นนี้ คุณโอลิเวอร์ บอกว่า ในเรื่องของความคุ้มค่า ทาง ทรู ฯ ไม่ได้ตีความคุ้มค่า เป็นตัวเงิน “แต่ผมมองว่า ที่ผ่านมา เราได้เฝ้าดูความคิดเห็น และความรู้สึกของผู้คนในสังคม จนเห็นว่า วันนี้โลกของเรากำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนหลายด้าน ทั้งเรื่องของ ภูมิรัฐศาสตร์รวมไปถึง ความกำกวมในทิศทางเศรษฐกิจ หรือแม้กระทั่งการเกิดขึ้นของนวัตกรรมรูปแบบใหม่ ที่มี เอไอ มาเป็นตัวเร่ง ซึ่งทำให้เราอยากเห็นการปลุกจิตสำนึกให้กับทุกคนว่า อย่าลืมมิติของความเป็นมนุษย์”

คุณโอลิมเวอร์ กล่าวด้วยว่า “วันนี้เราพยายามที่จะเชื่อมต่อ เอไอ ให้เข้ามาใกล้กับความเป็นมนุษย์ และให้เอไอ เข้าใจในมนุษย์มากขึ้นก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่ เอไอ ไม่มีเลยก็คือ ความรู้สึก และด้วยสาเหตุนี้เอง เราก็เลยอยากให้ โอปอล เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทรูฯ เพราะผมมองว่า โอปอล จะช่วยเราได้มาก โดยเฉพาะ การสร้างการเชื่อมต่อที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนทำให้เกิดมิติการผลักดันเรื่องความเข้าใจลูกค้า ความเข้าใจมนุษย์ ความเข้าใจระบบสังคม หรือแม้กระทั่งการสร้างค่านิยมใหม่ๆ ซึ่งในส่วนนี้ ผมคิดว่า มีความสำคัญมาก โดยเฉพาะ การสร้างความเข้มแข็งของสังคม จนถึงการปลุกค่านิยมใหม่ ด้วยการเอาแรงบันดาลใจองโอปอล์ มาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งเรา ไม่ได้มองว่า เป็นแอคทีฟเมนท์ ในแง่ของการที่คนไทยมีมงแรก แต่เราเชื่อว่า มง สามารถส่งต่อกันได้ แล้วจะดีไหมถ้าเกิดทุกคนมีมงของตัวเอง ซึ่งที่ผ่านมา จะมีคนกลุ่มหนึ่ง ไม่ได้ดูนางงาม เป็นแค่ การเอ็นเตอร์เทรนเมนท์ แต่เขาดูนางงาม แล้วนำมาประยุกต์ใช้กับชีวิตตัวเอง หรือ เด็กบางคนดูนางงาม แล้วก็อยากให้ตัวเองเรียนภาษาอังกฤษเก่งขึ้น ซึ่งแนวคิดนี้ ก็เป็นหนึ่งในปณิธานของทรูฯ ที่เราได้ผลักดันเรื่องของ การปลูกปัญญา ให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ มาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว

เกมที่ไม่เหมือนเดิม

ใครที่กำลังคิดว่า ทรูฯ กำลังใช้คนดังมาเป็นพรีเซนเตอร์ หรือไม่ ในประเด็นนี้ คุณโอลิเวอร์ ตอบอย่างหนักแน่น และชัดเจนว่า “เราไม่อยากเล่น พรีเซนเตอร์เกม แล้ว วันนี้ เราเลือกขายยุทธศาสตร์แบรนด์แมน มากกส่า การใช้ยุทธศาสตร์สร้างแบรนด์ เพราะเราต้องการให้ตัวของเราเป็นสัญญาณที่มีความหมาย เป็นสัญญาณที่มอบความสุขให้กับทุกคน และเป็นสัญญาณที่รับใช้ประเทศ หรือแม้แต่การเป็นสัญญาณของคนไทย ที่ปกป้องคนไทย และจะเห็นได้ว่า คนที่เข้ามาช่วยเราก็จะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ธรรมดา เราเลือกคนที่มีวิธีคิดที่แมตช์กับเรา และเราไม่ได้เลือกคนจากความดำดัง เราเลือกคนจากคุณค่า ทัศนคติ มากกว่า”

“ผมมองว่า เกมวันนี้ ไม่เหมือนเดิม ที่ใครมีพรีเซนเตอร์มากกว่า จะชนะ แต่เราคิดว่า คนสมัยนี้ โดยเฉพาะเด็กจนใหม่ มีความเรียลมากขึ้น และเขาก็รู่ว่า จะเลือกแบรนด์จากอะไร ผมมองว่าเด็กรุ่นใหม่เขาจะเข้าหาแบรนด์ที่มีความน่าเชื่อถือ และทุกครั้งที่เราออกไปทำตลาด ก็จะไปเจอกลุ่มคนเหล่านี้โดยตรง ดังนั้น เราจึงไม่มีเรื่องของกลยุทธ์พรีเซนเตอร์ ว่าจะใช้ใครไปชนกับใคร แต่เราจะใช้วิธีประเมินผลตามวัตถุประสงค์ในแต่ละช่วงมากกว่า แล้วเอามาจัดเรียงใหม่ ยิ่งวันนี้การตลาดมีการปรับเปลี่ยนตามความรู้สึก และลูกค้าของเรากว่า 50 ล้านคน ก็ส่งสัญญาณมาให้เราตลอด ทำให้เราได้รับรู้ความรู้สึกของลูกค้าที่หลากหลายมาก”

อยากเห็นแรงบันดาลใจใหม่

ในส่วนของความหวัง จากแคมเปญ “มงเปลี่ยนโลก” ครั้งล่าสุด ทางคุณโอลิเวอร์ บอกว่า แคมเปญ ที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ได้วางเป้าหมายเชิง New Matrix Impact ว่าจะต้องได้กี่เปอร์เซ็นต์ “แต่เราอยากเห็น Positive Voice และอยากเห็นแรงบันดาลใจใหม่ๆ เราทำเพื่อให้เกิด Positive Cost หรือ ต้นทุนที่เป็นเชิงบวก และผมก็ยังคิดว่าแบรนด์ในโลกอนาคต จำเป็นต้องผลักดันเรื่องนี้ ให้มากขึ้น และต้องมากกว่า การผลักดันในแง่ของ ความสำเร็จเชิงพาณิชย์ ขณะเดียวกัน เราก็ต้องเคียงข้างลูกค้าของเรา ยิ่งวันนี้ เราเป็นแบรนด์คนไทยมากขึ้นสิ่งที่เราต้องทำคือ เรื่องของการสร้างความมั่นใจให้กัลลูกค้า รวมถึง ต้องรู้ด้วยว่า ลูกค้าของเราวันนั้มีแรงบันดาลใจ ด้านใด และสิ่งไหน ที่เราต้องทำเพื่อให้ลูกค้าสบายใจมากขึ้นด้วย”

อย่างไรก็ดี จากการพูดคุยกับ CBMO ชอง ทรู คอร์ปอเรชั่น ทำให้ เราต้องหวนกลับมาทบทวน ความคิดในตัวเองใหม่อีกครั้งกับการสร้างแรงบันดาลใจ ดีๆ ให้เกิดขึ้นกับทุกคน ที่มาพร้อมขับเคลื่อนสังคม ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก ที่จะนำมาซึ่งความสุข อีกด้วย

 

*************************

 

samanyavee

https://bangkok-today.com

น่าสนใจสำครับคุณ