จีน 2026 กับ 3 พลังเศรษฐกิจใหม่
สาธารณรัฐประชาชนจีนในปัจจุบันคือมหาอำนาจอันดับสองของโลกที่มีศักยภาพไม่ห่างจากเบอร์หนึ่งอย่างสหรัฐอเมริกาที่ทำตัวเป็นผู้นำโลกมานาน แต่ด้วยความหลงตัวเองและเอาแต่กินบุญเก่า ภาพของสหรัฐฯจึงไม่เพียงจะหยุดนิ่งแต่อาจจะดูถดถอยจากความขัดแย้งในสังคมและจำนวนคนไร้บ้านนับล้านคน ในขณะที่จีนที่แม้อาจจะสะดุดและชะงักงันไปบ้างแต่ก็ยังมีจุดแข็งหลายด้านที่จะเดินหน้าต่ออย่างมั่นคง
ดร.วิรุฬห์ พิชัยวงศ์ภักดี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางไทย–จีน กล่าวถึงภาพรวมจีนในรอบปี 2025 ว่าเศรษฐกิจโดยรวมยังเผชิญกับความท้าทาย อาทิ ด้านอสังหาริมทรัพย์ยังไม่สามารถกลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งเหมือนเดิม การส่งออกยังไม่แน่นอนเนื่องจากเจอมาตรการกีดกันทางการค้าจากสหรัฐฯและพรรคพวกตะวันตก ดังนั้นในปีหน้ารัฐบาลจีนจึงยังต้องกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งเมื่อมองด้านโครงสร้างด้านประชากร ค่านิยม และกระแสโลกแล้ว จีนมี 3 กลุ่มพลังทางเศรษฐกิจใหม่ที่จะช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจในปี 2026
กลุ่มแรก กลุ่มพลังผู้สูงอายุ(Silver Economy) ปัจจุบันมีคนจีนอายุเกิน 60 ปีอยู่ประมาณ 310 ล้านคน หรือประมาณ 22% ของจำนวนประชากรจีน 1,410 ล้านคน ถือว่าจีนเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์มานานแล้ว ซึ่งหากเป็นสมัยก่อนถือว่าสังคมต้องแบกภาระในการดูแลคนกลุ่มนี้ แต่รัฐบาลจีนในยุคปัจจุบันถือว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีและต้องยกระดับคุณภาพชีวิตแก่ผู้สูงวัย มีผลให้คนสูงวัยจำนวนไม่น้อยที่มียังสุขภาพที่ดี สามารถดูแลตัวเอง สามารถทำงานสร้างรายได้ หรือเมื่อเกษียณแล้วก็ยังมีเงินบำนาญ กลายเป็นกลุ่มผู้มีพลังทางเศรษฐกิจที่ภาคธุรกิจให้ความสนใจ
มีการประเมินมูลค่าตลาดของกลุ่มผู้สูงวัยในจีนสูงถึง 15 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 67 ล้านล้านบาท) ในปี 2025 และคาดว่าจะเติบโตถึง 3 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 94.5 ล้านล้านบาท) ในปี 2030 เพราะสามารถสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและธุรกิจได้มากมาย
ยกตัวอย่างเช่นธุรกิจสถานดูแลผู้สูงอายุหรือบ้านพักคนชรา ซึ่งมีหลากหลายระดับ หากเป็นผู้สูงอายุยากจนหรือผู้มีรายได้น้อยก็อาจเป็นของภาครัฐ แต่สำหรับผู้มีรายได้ปานกลางหรือสูงก็สามารถจะเลือกใช้บริการภาคเอกชนที่อาจจะพัฒนาในรูปอพาร์ทเม้นท์ หมู่บ้านผู้สูงวัย หรือศูนย์การแพทย์ที่เน้นดูแลผู้สูงวัย ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย ศูนย์บริการติดตามและตรวจสุขภาพจากระยะไกล จนถึงบริการฉุกเฉินSOSสำหรับสมาชิกผู้สูงวัย เป็นต้น
ในด้านสินค้าและบริการ นอกจากผ้าอ้อมผู้ใหญ่ อาหารเสริม อาหารสำหรับผู้สูงวัย เครื่องช่วยฟัง เครื่องช่วยมอง อุปกรณ์ในห้องน้ำ เสื้อผ้า การประกันสุขภาพ ปัจจุบันยังมีการจัดท่องเที่ยวสำหรับกลุ่มผู้สูงวัย บริการจัดกิจกรรมสังสรรค์บันเทิง การตั้งกลุ่มดนตรี ศิลปะ หัตถกรรม รวมไปถึงการศึกษาใช้คอมพิวเตอร์ การใช้โซเชียลมีเดียสำหรับการสร้างงานต่างๆ จนปัจจุบันมีผู้สูงวัยจำนวนไม่น้อยที่เป็นผู้ผลิตคอนเทน์ เป็นอินฟลูเอนเซอร์ ไม่ใช่เพียงนักช็อปออนไลน์ที่เจ้าของสินค้าพึงพอใจ
กลุ่มที่สอง กลุ่มผู้หญิง (She Economy) นโยบายกำหนดให้ครอบครัวจีนมีลูกเพียงคนเดียวในอดีตมีผลให้โครงสร้างประชากรบิดเบี้ยวจนปัจจุบันมีเพศชายมากกว่าเพศหญิง โดยปัจจุบันจีนมีประชากรหญิงจำนวน 690 ล้านคน หรือประมาณ 48.76% ของประชากรรวม ซึ่งในจำนวนนี้เป็นหญิงอายุ 20-60ปี ประมาณ 400 ล้านคน ซึ่งนับเป็นพลังที่มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจอย่างสูง มีการสำรวจพบว่าการใช้จ่ายของผู้หญิงจีนมีสัดส่วนสูงถึง 41% ของจีดีพี
ผู้หญิงในสังคมจีนในอดีตที่ผู้ชายเป็นใหญ่นั้นอาจมีบทบาทเป็นเพียงแม่บ้านและแม่ครัว แต่หลังการปฏิวัติและการกำเนิดจีนใหม่ทำให้ผู้หญิงมีความเท่าเทียมด้านการศึกษา มีอาชีพการงานกว้างขวางขึ้น ยิ่งเมื่อจีนเปิดประเทศเห็นโลกกว้าง เกิดการค้าออนไลน์ ทำให้ผู้หญิงจีนมีโอกาสทำงาน ทำธุรกิจ สร้างรายได้ของตัวเอง มีอิสระทางด้านการเงิน
จากการสำรวจทั่วโลกพบว่า จีนเพียงแห่งเดียวมีเศรษฐีนีที่สร้างฐานะด้วยตัวเองคิดเป็น 2 ใน 3 ของทั่วโลก นำหน้าสหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร
ในทางสังคมแม้ครอบครัวจีนยังให้ความสำคัญกับการสืบทอดวงศ์ตระกูล ต้องการให้ลูกหลานแต่งงานมีครอบครัว แต่หญิงจีนยุคใหม่เลือกจะเป็นโสด หรือเลือกจะมีคู่ครองโดยไม่ต้องการมีลูกเพื่อลดภาระและค่าใช้จ่ายที่จะตามมา เพราะพวกเธอไม่ต้องการเดินตามรอยผู้หญิงยุคเก่าที่มาบ่นเสียใจภายหลังกับการแต่งงานและการมีลูก หญิงจีนยุคใหม่พอใจที่จะแสวงหาความสุขแก่ตัวเองโดยไม่ต้องการผู้ชายหรือครอบครัวเพื่อมาเติมเต็มความสุข
มีข้อสังเกตว่าผู้หญิงจีนที่เป็นโสดหรือไม่ต้องการมีลูก จะนิยมเลี้ยงสุนัขหรือแมวแทนการเลี้ยงลูก พวกเธอยินดีจ่ายเงินเพื่อซื้ออาหารดีๆ เสื้อผ้า ของเล่น ของใช้ แม้แต่เครื่องประดับราคาแพงให้ “ลูกสี่ขา”ของเธอ และยามเจ็บป่วยก็พร้อมจะจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่แสนแพงแบบไม่ต่อรอง
สถานฟิตเนสส่วนใหญ่พบว่ามีสมาชิกเป็นหญิงมากกว่าชาย พวกเธอยินดีจ่ายเงินเพื่อเข้าคอร์สฝึกอบรมเสริมความรู้ความสามารถในหลายๆด้าน หรือมักวางแผนท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อการพักผ่อนและเปิดโลกทัศน์ใหม่ นอกจากนี้หญิงจีนยังพอใจที่จะจ่ายเงินซื้อเครื่องประดับและสินค้าแบรนด์เนมเพื่อแสดงถึงความสำเร็จในชีวิตหรือเพื่อแลกกับความยอมรับในสังคม
กลุ่มที่สาม กลุ่มรักษ์โลก(Green Economy) จีนก้าวสู่ความเป็นมหาอำนาจโลกได้อย่างรวดเร็วก็เพราะความเอาจริงเอาจังในการดำเนินนโยบายต่างๆอย่างมีเป้าหมายและต่อเนื่อง เช่นการแก้ปัญหาความยากจนและความอดอยากได้สำเร็จในชั่วระยะเวลาแค่ 4 ทศวรรษ ดังนั้นเมื่อรัฐบาลจีนประกาศจะฟื้นฟูระบบนิเวศ จะสร้างเศรษฐกิจสีเขียว จะพัฒนาประเทศด้วยการไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม จะลดเลิกการใช้ถ่ายหิน จะใช้พลังงานสะอาด จะเลิกผลิตรถยนต์สันดาปหันมาผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ จะลดปริมาณคาร์บอนให้เหลือศูนย์ จะปรับปรุงระบบอุตสาหกรรมให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ฯลฯ จึงเป็นเรื่องที่โลกเชื่อว่าคนจีนทั้งประเทศจะขานรับอย่างพร้อมใจซึ่งนั่นหมายถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคครั้งใหญ่บนแผ่นดินใหญ่
ยกตัวอย่างง่ายๆคือ การเปลี่ยนแปลงการเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมีซึ่งจะมีผลดีต่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ และช่วยให้ผู้บริโภคได้ทานพืชผักปลอดสาร การใช้บรรจุภัณฑ์ยั่งยืนที่สามารถย่อยสลายได้ง่าย หรือสามารถรีไซเคิลกลับไปใช้ใหม่ได้ หรือการใช้พลังงานสะอาดอย่างโซลาเซลส์ การสนับสนุนการผลิตและใช้รถยนต์ไฟฟ้า(EV) ซึ่งทำให้รถEVจีนเติบโตอย่างก้าวกระโดด ขยายฐานการผลิตไปทั่วโลกและสามารถแย่งชิงตลาดจากค่ายรถญี่ปุ่น อเมริกา และยุโรป จนเกิดการกีดกันทางการค้า
กระแสการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจะเป็นอีกหนึ่งพลังทางเศรษฐกิจที่ก่อให้เกิดนวัตกรรมในการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีสะอาด พลังงานทดแทน เกิดโอกาสทางธุรกิจที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค
*********************
