สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

ผื่นหนา แดง คัน แยกอย่างไรว่าเป็น “สะเก็ดเงิน” หรือ “ผื่นแพ้ธรรมดา”?

 ผื่นหนา แดง คัน แยกอย่างไรว่าเป็น “สะเก็ดเงิน” หรือ “ผื่นแพ้ธรรมดา”?

หลายคนเคยเจอกับปัญหาผิวขึ้นผื่น คัน แดง จนมีคนทักว่าอาจเป็นสะเก็ดเงิน ทั้งที่ตัวเองยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าสะเก็ดเงินหน้าตาจริงๆ เป็นแบบไหน แตกต่างจากผื่นแพ้ธรรมดาอย่างไร แล้วต้องรักษายังไงถึงจะหาย บทความนี้จะชวนคุณมาดูจุดสังเกตที่ช่วยแยกทั้งสองอาการนี้ออกจากกัน เพื่อให้คุณเข้าใจกับอาการที่เป็นอยู่และดูแลได้ถูกทางมากขึ้นค่ะ

 

 ลักษณะของสะเก็ดเงินที่พบได้บ่อย

 

 ผื่นหนาเป็นเกล็ดสีขาว-เงิน ลอกง่าย

ลักษณะเด่นที่สุดของโรคสะเก็ดเงินคือแผ่นผิวหนังจะหนาขึ้น หรือที่เรียกว่า Plaque ซึ่งมีเกล็ดสีขาว-เงินซ้อนทับกันอยู่หลายชั้น สัมผัสแล้วรู้สึกสากและลอกได้ง่าย เพราะเป็นผลจากการที่เซลล์ผิวหนังผลัดเร็วผิดปกติจนดันขึ้นมาสะสมบนผิวชั้นนอก ทำให้เกิดชั้นเกล็ดหนาแบบที่เห็น จุดนี้ถือเป็นสัญญาณแรกๆ ที่หลายคนเริ่มสงสัยว่าตัวเองอาจเป็นสะเก็ดเงินค่ะ

 

 มีขอบชัดและเป็นวง

อีกหนึ่งจุดที่สังเกตได้ง่ายคือขอบข้างๆ ผื่นที่ค่อนข้างชัดเจน ไม่ฟุ้ง ไม่กระจายแบบผื่นแพ้ ลักษณะเป็นวงหรือเป็นแผ่นแยกกันชัดเจน บางรายจะเห็นเป็นปื้นแดงมีเกล็ดทับอยู่ด้านบน หากลองสังเกตเทียบกับผื่นแพ้ทั่วไปจะพบว่าผื่นแพ้มักดูเลือนๆ ไม่เป็นขอบแข็งแบบนี้ค่ะ

 

 พบได้บริเวณศอก เข่า หนังศีรษะ หลัง

สะเก็ดเงินมักขึ้นตามจุดที่มีแรงเสียดสีหรือเกิดการเสียดสีกับเสื้อผ้า เช่น ศอก เข่า และบริเวณหลัง ส่วนบนหนังศีรษะก็เป็นตำแหน่งยอดฮิตเพราะผิวบริเวณนี้มีการผลัดเซลล์เร็วอยู่แล้ว เหมือนรังแคที่หนาและลอกเป็นแผ่นมากกว่าเดิม ถ้ามีผื่นลักษณะนี้ในหลายจุดพร้อมกันก็บ่งบอกถึงภาวะสะเก็ดเงินมากกว่าผื่นชนิดอื่น

 

 อาจมีอาการร่วม เช่น เล็บหนาเป็นหลุม ข้อติด ข้ออักเสบ

นอกจากผื่นบนผิวหนังแล้ว ผู้ป่วยบางรายยังมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น เล็บหนาเป็นหลุม ผิวเล็บไม่เรียบ หรือมีรอยแยก ซึ่งเป็นสัญญาณของ Nail psoriasis หรือโรคสะเก็ดเงินที่เล็บ รวมถึงอาจมีอาการปวดข้อ ข้อบวม หรือข้อติดตอนเช้า ซึ่งสัมพันธ์กับภาวะ Psoriatic arthritis ที่อาการที่ผื่นแพ้ธรรมดาไม่มี

 ลักษณะของผื่นแพ้ธรรมดาที่ต่างจากสะเก็ดเงิน

 

 ผื่นแดง คัน แต่ไม่เป็นแผ่นหนา

ผื่นแพ้มีอาการเริ่มต้นที่สังเกตได้คือ ผิวแดงระเรื่อ คันและระคายเคือง ลักษณะผื่นจะค่อนข้างเรียบ ไม่หนา ไม่เป็นเกล็ดสีขาว-เงิน และไม่มีชั้นขุยหลายๆ เลเยอร์ซ้อนกัน หากสัมผัสจะรู้สึกนุ่มหรือบวมเล็กน้อยไม่สากและหนาโรคสะเก็ดเงิน

 

 เกิดขึ้นเร็วหลังสัมผัสสิ่งกระตุ้น เช่น ฝุ่น สารเคมี อาหาร

ผื่นแพ้ธรรมดามักมีตัวกระตุ้น เช่น เปลี่ยนสบู่ใหม่ ลองสกินแคร์ยี่ห้อใหม่ ใส่เสื้อที่ซักด้วยน้ำยาที่ระคายเคืองผิว หรือเผลอกินอาหารที่แพ้ รวมไปถึงการสัมผัสฝุ่น ขนสัตว์ หรืออากาศเย็นก็เป็นปัจจัยได้ทั้งนั้น

 

 สามารถหายได้เมื่อหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้หรือกินยาแก้แพ้

ข้อดีของผื่นแพ้ธรรมดาคือตอบสนองเร็วต่อการรักษา หากหยุดใช้สิ่งที่แพ้หรือเลี่ยงสิ่งกระตุ้นผื่นก็ยุบลงได้ภายใน 1-3 วัน และดีจะขึ้นมากหลังรับประทานยาแก้แพ้หรือทายากลุ่มสเตียรอยด์อ่อนๆ ต่างจากผื่นสะเก็ดเงินที่เป็นอาการเรื้อรัง ไม่ค่อยหายขาดจากการงดสิ่งกระตุ้น และต้องใช้แนวทางการรักษาที่เฉพาะมากกว่า

 

 จุดสังเกตที่ช่วยแยกสะเก็ดเงินออกจากผื่นแพ้

 

 ความหนาของผื่นบนผิวหนัง

ผื่นสะเก็ดเงินมีความหนาที่เห็นได้ชัดเพราะเซลล์ผิวแบ่งตัวเร็วกว่าปกติ จึงเกิดเป็นแผ่นหนาหรือเป็นปื้นๆ ลักษณะเป็นเกล็ดสีขาว-เงินซ้อนกันเป็นชั้น ในขณะที่ผื่นแพ้จะมีแค่อาการคัน แดง บวมเล็กน้อย แต่ไม่ค่อยมีความหนาให้สัมผัสได้ค่ะ

 

 ลักษณะของผื่นที่เป็น Plaque ชัดเจน

ผื่นสะเก็ดเงินมักขึ้นเป็นปื้นชัดเจน มีขอบแน่น ไม่ฟุ้ง และเห็นเป็นแผ่นแยกจากบริเวณผิวปกติ บางจุดเป็นวงกลม บางจุดเป็นปื้นขนาดใหญ่ ตรงนี้ต่างจากผื่นแพ้ที่มักกระจายเป็นปื้นแดงแบบไม่เป็นรูปทรงชัดเจน และหายไปได้รวดเร็วเมื่อหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น

 

 ระยะเวลาของอาการ

หนึ่งในความต่างที่ชัดมากคือระยะเวลาที่เป็น ผื่นสะเก็ดเงินอาจคงอยู่หลายสัปดาห์ หลายเดือน หรือเป็นซ้ำๆ ตลอดปี ในขณะที่ผื่นแพ้มักจะเกิดขึ้นพร้อมสิ่งกระตุ้น เช่น สารเคมี ฝุ่น น้ำหอม อาหาร และจะยุบลงภายในไม่กี่วันเมื่อหลีกเลี่ยงสาเหตุนั้นๆ

 

 อาการร่วม

นอกจากผื่นบนผิวหนังแล้ว ผู้ที่เป็นสะเก็ดเงินบางรายจะมีอาการร่วมที่บ่งชี้ค่อนข้างชัด เช่น เล็บหนาเป็นหลุม เล็บแยกจากเนื้อเล็บ ปวดข้อ บวมข้อ หรือข้อติดตอนเช้า อาการเหล่านี้พบได้เฉพาะในผู้ที่เป็นสะเก็ดเงิน ไม่ใช่ในผื่นแพ้ธรรมดา จึงเป็นอีกหนึ่งจุดช่วยแยกได้ดีมากค่ะ

 

 วิธีกำจัดอาการสะเก็ดเงินด้วยหัตถการทางการแพทย์

ปัจจุบันมีหัตถการทางการแพทย์ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรักษาสะเก็ดเงินอย่างต่อเนื่อง ช่วยลดอาการอักเสบ อาการคัน และทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้นเล็กน้อย เพราะสะเก็ดเงินเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมโรคได้ด้วย 3 หัตถการดังนี้

 การฉายแสง UVB (Phototherapy) ลดการแบ่งตัวของเซลล์ผิวอย่างตรงจุด

 

การฉายแสง UVB แบบช่วงคลื่นแคบ เป็นเทคนิคที่วงการแพทย์ใช้กันมายาวนานและยังคงได้ผลดี แสง UVB จะช่วยชะลอการแบ่งตัวของเซลล์ผิวที่ผิดปกติในผู้ป่วยสะเก็ดเงิน ทำให้สะเก็ดลดลงอย่างชัดเจน เหมาะมากกับผู้ที่มีผื่นกระจายหลายตำแหน่ง แต่ยังต้องการหลีกเลี่ยงการใช้ยากินเพราะอาจมีผลต่อระบบอื่นๆ ของร่างกาย ข้อดีของวิธีนี้คือไม่เจ็บ และสามารถทำเป็นคอร์สได้อย่างต่อเนื่อง

 

 การใช้ Biologic Therapy ยาเฉพาะ ลดการอักเสบจากภูมิคุ้มกันลึกถึงต้นตอ

สำหรับผู้ที่เป็นสะเก็ดเงินระดับปานกลางถึงรุนแรง ยากลุ่มไบโอโลจิก (Biologics) ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีรักษา เพราะตัวยาจะออกฤทธิ์กับโปรตีนในระบบภูมิคุ้มกันที่ทำให้ผิวเกิดการอักเสบ ไม่ได้กดภูมิคุ้มกันทั้งระบบแบบยารุ่นเก่า ผลลัพธ์จึงมีความแม่นยำมากขึ้น เหมาะกับคนที่ผ่านการรักษามาหลายรูปแบบแต่อาการยังไม่ดีขึ้นหรือกระทบคุณภาพชีวิตพอสมควร

 

 การทายาร่วมกับทรีตเมนต์เฉพาะจุด

การรักษาสะเก็ดเงินจะได้ผลดีขึ้นเมื่อทายาร่วมกับการทำทรีตเมนต์เฉพาะตำแหน่ง เช่น การใช้ยาทาสเตียรอยด์ร่วมกับสารลอกผิว หรือมอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่ช่วยลดการระคายเคือง โดยเฉพาะผื่นที่อยู่ตามข้อศอก หัวเข่า หรือหนังศีรษะ ช่วยเร่งให้ผื่นนุ่มลง ลดความแดง และทำให้ยาซึมสู่ผิวได้ดีกว่าเดิม

 

 สังเกตให้เป็น ช่วยให้รักษาได้ถูกทาง

การแยกอาการระหว่างสะเก็ดเงินและผื่นแพ้ตั้งแต่แรกเริ่มเป็นสิ่งสำคัญ เพราะยิ่งรู้เร็วก็ยิ่งลดโอกาสที่ผื่นจะลุกลามและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่ไม่จำเป็นได้ หากเริ่มมีผื่นหนา สีแดงชัด คันเรื้อรัง หรือขึ้นซ้ำจุดเดิมเป็นประจำ ควรให้แพทย์ผิวหนังประเมินเพื่อวินิจฉัยอย่างถูกต้องและเหมาะสม การรักษาที่ตรงต้นเหตุไม่ว่าจะเป็นการดูแลผิว การใช้ยา หรือหัตถการ ล้วนเป็นวิธีที่ช่วยให้อาการดีขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน

 

columnist

น่าสนใจสำครับคุณ