สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

กรุงไทย เผย 9 เดือน ปี 68 กำไรโต 6.5%

 กรุงไทย เผย 9 เดือน ปี 68 กำไรโต 6.5%

กรุงไทย มองเศรษฐกิจโตแค่ระยะสั้น หลังเร่งส่งออกหมดแรง – ชี้หนี้ครัวเรือน–โครงสร้างอ่อนแอ กดศักยภาพระยะยาว พร้อมเผยผลงาน 9 เดือนแรกปี 68 มีกำไรสุทธิรวม 37,456 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.5%

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วง ครึ่งแรกของปี 2568 ขยายตัวได้ร้อยละ 3 จากแรงเร่งส่งออกสินค้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ก่อนการปรับขึ้นภาษีศุลกากรของรัฐบาลสหรัฐฯ มีผลในครึ่งหลังของปี ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมบางส่วนเร่งการผลิตและขนส่งล่วงหน้า

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มในช่วง 2–3 ไตรมาสข้างหน้า

คาดว่าจะเริ่มเห็นการ ชะลอตัวของเศรษฐกิจ เนื่องจากแรงหนุนจากการเร่งส่งออกหมดไป ขณะเดียวกันประเทศไทยยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังลึก ทั้งภาระ หนี้ครัวเรือนสูง เศรษฐกิจนอกระบบขนาดใหญ่ และข้อจำกัดด้าน ขีดความสามารถในการแข่งขันในโลกใหม่ รวมถึงข้อจำกัดเชิงนโยบายของภาครัฐ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ฉุดศักยภาพการเติบโตในระยะยาว

สำหรับมาตรการของภาครัฐภายใต้นโยบาย “Quick Big Win” ที่มุ่งเน้นการกระตุ้นระยะสั้นแต่ให้ผลยาว และกระจายตัวได้ทั่วถึง ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วย ประคับประคองเศรษฐกิจ ที่กำลังเผชิญแรงกดดัน พร้อมเสริมความเชื่อมั่นของภาคเอกชนและประชาชนให้กลับมาฟื้นตัวในระยะต่อไป

อย่างไรก็ตามธนาคารยังคงดำเนินธุรกิจด้วยความ ระมัดระวังและรอบคอบ ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่แน่นอน โดยมุ่งเน้นการบริหารคุณภาพสินทรัพย์ ควบคู่กับการ ช่วยเหลือลูกค้าทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่มีภาระหนี้สูงและรายได้ยังฟื้นไม่เต็มที่ ผ่านมาตรการต่าง ๆ เช่น โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” และ “สินเชื่อรวมหนี้ข้าราชการยั่งยืน” รวมถึงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติอย่างต่อเนื่อง

พร้อมกันนี้ ธนาคารยังคงให้การสนับสนุนสินเชื่อแก่ภาคธุรกิจที่ต้องการปรับตัวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก รวมถึงส่งเสริมกลุ่มธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพเติบโตสูง (New S-Curve) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและเสริมความยั่งยืนให้กับระบบเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/2568 ธนาคารมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารอยู่ที่ 14,620 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.1% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ได้แรงหนุนจากรายได้จากธุรกิจตลาดเงิน–ตลาดทุน และกำไรจากเงินลงทุนในตราสารหนี้และอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงรายได้ค่าธรรมเนียมที่เติบโต 3.7% จากธุรกิจ Wealth Management

ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลงตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยและการปรับลดดอกเบี้ยช่วยเหลือลูกค้า ส่งผลให้สินเชื่อรวมลดลง 3.9% จากสิ้นปี 2567 แต่สินเชื่อรายย่อยยังขยายตัวได้ดีกว่าเป้าหมาย โดยเฉพาะ สินเชื่อที่อยู่อาศัย

ด้านการบริหารต้นทุน ธนาคารสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมี Cost to Income Ratio ที่ร้อยละ 37.7 ลดลงจาก 41.8% สะท้อนประสิทธิภาพในการดำเนินงานและความเข้มแข็งทางการเงิน

ธนาคารยังสามารถรักษาคุณภาพสินทรัพย์ได้ดี โดยมี NPL Ratio อยู่ที่ 2.88% ลดลงจาก 2.99% ณ สิ้นปีที่ผ่านมา จากลูกหนี้รายใหญ่บางรายกลับมาเป็นหนี้ปกติ ขณะที่ Coverage Ratio สูงต่อเนื่องที่ 206.6% เพิ่มขึ้นจาก 188.6% รองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจได้อย่างมั่นคง ส่วน Credit Cost ลดลงเหลือ 1.09% จาก 1.29% ในปีก่อนหน้า

ส่วนผลงานดำเนินงานในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิรวม 37,456 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.5% จากปีก่อน แม้รายได้จากการดำเนินงานเติบโตเพียงเล็กน้อย (0.4%) แต่ค่าใช้จ่ายลดลง 4% จากการเพิ่มประสิทธิภาพภายในองค์กร และการบริหารทรัพย์สินรอการขายที่กลับสู่ภาวะปกติ ส่งผลให้ Cost to Income Ratio เฉลี่ยลดลงเหลือ 40.1% จาก 41.9%

ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 ธนาคารมี เงินกองทุนชั้นที่ 1 อยู่ที่ 19.78% และเงินกองทุนรวม 21.78% ของสินทรัพย์เสี่ยง สูงกว่าเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างมาก สะท้อนฐานะการเงินที่แข็งแกร่งรองรับความผันผวนได้ดี

samanyavee

https://bangkok-today.com

น่าสนใจสำครับคุณ