สงครามการค้ารอบใหม่ จีน-อเมริกา กับภาษี 100%
หลังจากให้ท้ายอิสราเอลมานาน สหรัฐอเมริกาพ่อค้าสงคราม โดยโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ทำตัวเป็นผู้คืนสันติภาพสู่ตะวันออกกลาง แสดงบทบาทเป็นแกนนำยุติสงครามกาซาที่อิสราเอลถล่มกลุ่มฮามาสมายาวนานกว่า 2 ปี คร่าชีวิตชาวปาเลสไตน์ทุกเพศทุกวัยไปกว่า 68,000 คน พร้อมกับความย่อยยับของบ้านเมืองที่คงต้องใช้เวลาอีกนับสิบปีในการฟื้นฟู
แต่เสียงปรบมือคงมีเพียงชั่วข้ามคืน เพราะทรัมป์ไม่ยอมปล่อยให้โลกมีความสุขนับตั้งแต่ขึ้นรับตำแหน่ง และเป้าหมายใหญ่สุดที่ไม่อาจปล่อยว่างคือการปะทะทุกรูปแบบกับ “สาธารณรัฐประชาชนจีน” มหาอำนาจอันดับ 2 ของโลกที่ถือเป็นภัยคุกคามของสหรัฐฯเป็นปรปักษ์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งทรัมป์ได้แสดงให้เห็นถึงจุดยืนดังกล่าวตั้งแต่สมัยรับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรกช่วงปี 2017-2021 จนมาสมัยสองในปี 2025 ทรัมป์ก็เคยขู่จะเก็บภาษีสินค้าจีนอย่างมหาโหดถึง 245%
แม้สองฝ่ายได้มีการเจรจาลดเพดานภาษีลงเหลือ 10-30% แต่อยู่ดีๆผู้นำสหรัฐฯก็เกิดอาการสติแตกฉับพลัน ประกาศจะขึ้นภาษีนำเข้าจากจีนอีก 100% ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2025 โดยให้เหตุผลว่าจีนยังคงดำเนินนโยบายบิดเบือนทางการค้า และใช้ทรัพยากรยุทธศาสตร์เป็นเครื่องมือกดดันโลกตะวันตก
คำประกาศของทรัมป์แม้จะยังไม่ถึงเวลา แม้จะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ก็ศักดิ์สิทธิ์พอที่สร้างความสั่นสะเทือนต่อตลาดโลกว่าสงครามการค้ารอบใหม่จะรุนแรงกว่าเดิม ตลาดหุ้น คลาดคริปโต ถูกเทจนแดงเดือด ดอลลาร์อ่อนค่า พันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐฯถูกเมิน สวนทางกับราคา “ทองคำ”ที่พุ่งสร้างสถิติใหม่ทุกวันในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยในโลกปัจจุบัน
ทรัมป์อ้างว่าจีนกำลัง “บิดเบือนกลไกตลาดโลก” ด้วยการควบคุมการส่งออกแร่หายาก (Rare Earths) ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ชิปคอมพิวเตอร์ มอเตอร์ไฟฟ้า ระบบขับเคลื่อนของจรวด และอุปกรณ์ทางทหาร
จีนถือเป็นผู้ผลิตและผู้แปรรูปรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีส่วนแบ่งในตลาดมากกว่า 60–70% ของปริมาณแร่หายากทั่วโลก การที่จีนประกาศเข้มงวดการส่งออกตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา ถูกตีความว่าเป็นการ “ใช้ทรัพยากรเป็นอาวุธ” เพื่อกดดันสหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากจีนในการผลิตเทคโนโลยีล้ำสมัย
อีกปัจจัยหนึ่งที่เพิ่มเชื้อไฟคือ การที่รัฐบาลทรัมป์มีแนวคิดจะ ห้ามสายการบินจีนบินผ่านน่านฟ้ารัสเซีย ในเส้นทางไปยังสหรัฐฯ โดยให้เหตุผลด้าน “ความมั่นคงทางการบิน” และเพื่อไม่ให้รัสเซียได้รับรายได้จากค่าธรรมเนียมการใช้เส้นทาง ซึ่งจะเป็นการบังคับให้สายการบินจีนต้องบินอ้อมผ่านยุโรปหรือตะวันออกกลาง ทำให้ต้นทุนเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นราว 15–20% ต่อเที่ยว และใช้เวลาเดินทางนานขึ้นกว่า 2 ชั่วโมง
การขู่ขึ้นภาษีรอบใหม่นี้ จึงถูกมองว่าเป็นการเปิดฉาก “สงครามการค้า 2.0” ที่เชื่อมโยงทั้งเรื่องเทคโนโลยี ความมั่นคง และภูมิรัฐศาสตร์เข้าด้วยกัน เพราะสหรัฐฯมองว่าจีนเริ่มพยายามสร้างห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีของตนเอง เช่น การผลิตชิปในประเทศ และการขยายตลาด BRICS เพื่อทดแทนตลาดตะวันตก อันเป็นการท้าทายระเบียบโลก(เก่า)ที่สหรัฐฯ เป็นผู้กำหนด
สิ่งที่ทำให้ตลาดโลกตื่นตระหนกคือ เส้นตาย 1 พฤศจิกายน ซึ่งเปรียบเสมือนระเบิดเวลาที่กำลังนับถอยหลัง แม้ก่อนหน้านั้นสหรัฐฯเคยออกข่าวว่าทรัมป์จะพบกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีนในการประชุมเวทีความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก(APEC)ที่ประเทศเกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม-1 พฤศจิกายน 2025 แต่หลังสุดทรัมป์ตวัดลิ้นว่ายังไม่มีเหตุผลที่จะคุยกับผู้นำจีน
ฝั่งจีนตอบกลับอย่างแข็งกร้าว กระทรวงพาณิชย์จีนแถลงว่า “จีนจะไม่ยอมให้ถูกข่มขู่ด้วยมาตรการทางการค้า” และพร้อมดำเนินมาตรการตอบโต้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ เช่นการเลิกซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯซึ่งสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเกษตรกรอเมริกัน หรือการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมท่าเรือจากเรือที่ขนสินค้ามาจากสหรัฐฯ
อย่างที่รู้กันดีว่าสงครามการค้าระหว่างสองมหาอำนาจมิได้จำกัดวงเพียงอเมริกากับจีน แต่ยังขยายไปถึงภาคเศรษฐกิจจริงทั่วโลก ราคาสินค้าเทคโนโลยีเริ่มปรับขึ้นจากความกังวลเรื่องวัตถุดิบหายาก ขณะที่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในยุโรปและญี่ปุ่นเริ่มสำรองสต็อกวัตถุดิบล่วงหน้าเพื่อลดความเสี่ยง ดัชนีราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับโลหะหายากปรับขึ้นกว่า 12% ภายในสัปดาห์เดียว
นอกจากนี้ สงครามการค้ารอบใหม่ยังอาจทำให้เกิดการ “แยกขั้วทางเทคโนโลยี” อย่างถาวร ระหว่างระบบเทคโนโลยีของจีนกับสหรัฐฯ เช่น ระบบ 5G มาตรฐานซอฟต์แวร์ หรือแม้แต่โครงสร้างเงินดิจิทัล ทั้งสองประเทศต่างพยายามสร้างระบบเทคโนโลยีของตนเองโดยไม่ต้องพึ่งอีกฝ่าย ซึ่งจะเปลี่ยนภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกไปในระยะยาว เพราะประเทศที่เคยได้ประโยชน์จากการเชื่อมต่อระหว่างสองขั้วอาจต้องเลือกข้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นมิตรกับทั้งสองฝ่ายค้าขายกับทั้งสองประเทศ ปี 2024 ไทยส่งสินค้าไปสหรัฐฯมากกว่านำเข้า มียอดการค้าเกินดุลถึง 1.2 ล้านล้านบาท ต่างกับการค้ากับจีนที่ไทยนำเข้าอย่างมหาศาลมากกว่าส่งออก มียอดขาดดุลจีนสูงถึง 1.6 ล้านล้านบาท ไม่รวมกับที่ขาดดุลการค้าไต้หวัน(ซึ่งถือเป็นมณฑลของจีน)อีกกว่า 5 แสนล้านบาท
นักวิชาการหลายสำนักมองตรงกันว่าหากจีน–อเมริการะเบิดศึกการค้ารอบใหม่ สินค้าจีนที่ส่งไปสหรัฐฯไม่ได้จะถูกเทมาฝั่งเอเชีย และอาเซียนมากขึ้น การลดราคา ดั๊มพ์ราคา จะยิ่งทำให้สินค้าจีนทะลักเข้าไทย มีการประเมินว่าภายในสิ้นปี 2025 ไทยจะขาดดุลการค้าจีนถึง 2 ล้านล้านบาท ซึ่งจนบัดนี้ก็ยังไม่เห็นว่าหน่วยราชการไทย รัฐบาลไทย จะอนาทรร้อนใจออกมาตรการใดมาหยุดยั้งสถานการณ์ดังกล่าว
ไม่ว่าทรัมป์จะได้จับมือหรือเจาจากับสีหรือไม่ในเวทีAPEC ไม่ว่าอัตราภาษี 100% จะเป็นแค่คำขู่อย่างที่ทรีมป์เคยขู่โลกทั้งใบมาก่อนหน้า แต่ความจริงข้อหนึ่งที่โลกยุคปัจจุบันไม่อาจปฏิเสธคือการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ แม้สองขั้วอำนาจยักษ์จะขัดแย้งกันอย่างรุนแรง แต่เส้นทางการค้า การลงทุน และเทคโนโลยียังพันกันแน่นหนาเกินกว่าจะตัดขาดโดยสิ้นเชิง
สิ่งที่โลกต้องจับตาจากนี้คือสหรัฐกับจีนจะเลือกเดินเกมอย่างไร ระหว่างการแข่งขันที่มีกรอบ หรือ การเผชิญหน้าที่ไร้ข้อจำกัด เพราะผลลัพธ์ของมันจะไม่เพียงเปลี่ยนสมดุลเศรษฐกิจโลก แต่ยังอาจกำหนดทิศทางของศตวรรษนี้เลยทีเดียว
*************************
