‘นพ.ศรัณย์ วรรณจำรัส’ อุตสาหกรรมความงามไทย ยังแข็งแกร่งสุดในโลก
ในมุมมองของสายตา ชาวต่างประเทศ ประเทศไทย อาจเรียกได้ว่า เป็นประเทศที่ไม่เพียงมุ่งเน้นการให้ความสำคัญ ในประเด็นความเท่าเทียม และความหลากหลายทางเพศเท่านั้น แต่ยังถือได้ว่า มีความก้าวหน้าอย่างมาก ในเรื่องของการแพทย์ เพื่อสุขภาพ และ ความงามเช่นกัน โดยมองเห็นได้จาก การเกิดขึ้นของสถาบันความงาม รวมถึง บทความและงานวิจัย ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล จึงอาจถือได้ว่า ประเทศไทย เป็นหนึ่งในประเทศที่มีอุตสาหกรรมด้านสุขภาพ และความงามที่เข้มแข็งที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ธุรกิจเบอร์ต้น ของเมืองไทย
นายแพทย์ศรัณย์ วรรณจำรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลวรรณสิริ เปิดเผยกับ “บางกอกทูเดย์” ว่า ธุรกิจความงามของประเทศไทย ในวันนี้ เรียกว่า เป็นเบอร์ต้นๆ ที่สามารถกทำรายได้เข้าประเทศได้ค่อนข้างมาก “ซึ่งหากจัดอันดับ หรือ เซกเมนต์ของธุรกิจ ผมมองว่า เป็น 1 ใน 5 ของธุรกิจเบอร์ต้นๆ ที่ทำเงินเข้าประเทศมากที่สุด และตอนที่เราเริ่มทำโรงพยาบาล วรรณสิริ เราได้มีการทำรีเสิร์ช แล้วพบว่า ธุรกิจควางาม ถือเป็นธุรกิจที่น่าลงทุนมากที่สุดอยู่ใน 1 ใน 5 ธุรกิจ ซึ่งเราจะเห็นว่า ตอนนี้ มีคนเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมความงามเยอะ มากขึ้น รองมาจากธุรกิจพลังงาน ธุรกิจการเงิน และ ธุรกิจยา”
ส่วนวันนี้ เทรนด์ของธุรกิจเชิงสุขภาพ และ ความงาม มีการเปลี่ยนไปจากอดีต อย่างไรบ้างนั้น ซีอีโอ โรงพยาบาลวรรณสิริ กล่าวว่า ด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจ ที่ขะลอตัวในวันนี้ อาจทำให้ธุรกิจความงามหดตัวลงนิดหน่อย “แต่ผมก็มองว่า อย่างไรก็ตาม ท้ายสุดแล้ว คนก็ยังมองว่า ธุรกิจความงามยังเป็นปัจจัยสำคัญอยู่ดี แม้ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจ จะบีบบังคับให้ทุกคนต้องประหยัดก็ตาม แต่ก็เชื่อว่า หลายคน ก็อาจต้องเจียดเงินส่วนหนึ่ง เพื่อมาใช้ดูแลความงามของตัวเอง ดังนั้น ผมก็ยังมองเห็นความสำคัญของธุรกิจนี้อยู่ และผมเองก็ยังถือว่า เป็นธุรกิจที่น่าสนใจในอันดับต้นๆ ของธุรกิจที่น่าลงทุน ซึ่งเราจะเห็นว่าในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา มีผู้เล่นหลายคน ลงมาเล่นในตลาดเชิงสุขภาพ และความงาม กันเยอะขึ้น”
จากการเข้ามาของนักลงทุน ดังกล่าว ทำให้ นพ.ศรัณย์ กล่าวเสริมด้วยว่า “นั่น จึงวทำให้ตลาดเชิงสุขภาพ และความงามในประเทศไทย วันนี้ มีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งเรื่องของ การผ่าตัดด้านความงาม ที่มีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามา หรือ จะเป็นเรื่องของ ความงามที่เกี่ยวข้องกับ ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง หรือ เครื่องแต่งหน้า เป็นต้น”
กลุ่มเป้าหมาย และแรงผลักดัน
อย่างที่เกริ่นไปข้างต้น ถึงประเด็น “ความเท่าเทียม” และ “ความหลากหลายทางเพศ” หรือ LGBTQ+ นั้น ปัจจุบัน ถือเป็นกลุ่มที่เข้ามารับบริการ ทางด้านความงาม ค่อนข้างมา ซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตขึ้น ของอุตสาหกรรมความงาม หรือไม่ ? ในเรื่องนี้ นพ.ศรัณย์ มองว่า ในการทำธุรกิจ สิ่งแรกที่จะต้องมองคือ เรื่องของโอกาส “เราเห็นว่า ประเทศไทย มีชื่อเสียงทางด้าน การผ่าตัดเปลี่ยนเพศ และเรายังเห็นว่า โลกนี้ แม้แต่ในภาพยนตร์ หรือ ซีรีส์ บางเรื่อง ยังพูดเกี่ยวกับ ประเทศไทย ว่าเป็น แคปิตอล ของทรานเจนเดอร์ นั่นก็เปรียบเสมือน ซอล์ฟพาวเวอร์ อย่างหนึ่ง ที่ทุกคนทั่ว โลกรู้ ว่า หากต้องการเข้ารับบริการทางด้านนี้ ก็ต้องมาที่ประเทศไทย”
แต่บางครั้ง คนที่มา เขาก็ไม่รู้ว่า มาที่ประเทศไทย แล้ว จะต้องไปหาใคร หรือ ไปที่ไหน นี่จึงเป็นโอกาสที่เราเสนอตัวเข้ามาเป็นหนึ่งในทางเลือก ให้กับผู้ที่สนใจ ซึ่งเรายังมีบริการที่ครบวงจร ไม่ว่า จะเป็นการทำศัลยกรรมหน้าตา การให้ฮอร์โมน รวมถึงการให้ความรู้ในเรื่องของการศัลยกรรม ที่หลากหลายมาก” นพ.ศรัณย์ ยังอธิบายด้วยว่า ต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่า ชาวต่างชาติ จำนวนไม่น้อย เขาไม่ได้มีความรู้ เหมือนกับคนไทย โดยเฉพาะ เรื่องของการผ่าตัดแปลงเพศ “ที่ผ่านมา เราจะเห็นว่า คนกลุ่ม LGBTQ+ ในเมืองไทย จะมีตั้งแต่กลุ่มเด็ก ไปจนถึงผู้ใหญ่ ซึ่งก็จะมีการสอนกันว่า ต้องแต่งหน้ากันแบบนั้น แบบนี้ หรือ มีการกินฮอร์โมน แบบนี้ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี และเราก็จะเห็นว่า กลุ่มคนข้ามเพศ ของไทย จำนวนไม่น้อย มีรูปร่างภายนอก ที่ใกล้เคียงกับผู้หญิง หรือ อาจเรียกว่า เหมือนผู้หญิงเลยก็ว่าได้”
“ไทย” ฮับอุตสาหกรรมความงาม
“หรือในกรณี กลุ่มผู้ชายข้ามเพศ ก็จะมีลักษณ์เหมือนกับผู้ชาย เพราะพวกเขา มีการให้ความรู้กันมาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าส่วนหนึ่งจะไม่ถูกต้องก็ตาม แต่หากเป็นคนต่างประเทศ เขาก็จะไม่ได้เป็นเหมือนคนไทย เพราะส่วนหนึ่งมาจาก การยอมรับของชาวต่างชาติ ในแต่ละประเทศ น้อยกว่า ในเมืองไทย บางประเทศเขาก็ไม่ยอมรับในเรื่องนี้เลยเหมือนกัน ทำให้ เกิดการปิดกั้นองค์ความรู้ในเรื่องนี้ไปเลย ทำให้ เขาต้องหาว่า หากเขาต้องการทำศัลยกรรม เขาต้องไปที่ไหน และเข้าต้องทำอย่างไร บางครั้ง เขาอาจต้องรวบรวมเงินสักก้อน เพื่อมาเปลี่ยนแปลงเพศของตัวเอง ที่บ้านเรา” นพ.ศรัณย์ เล่าอีกว่า
“เมื่อเขามาถึงเมืองไทย บางคน ความรู้ในเรื่องเหล่านี้ ก็ไม่มี ขณะที่หน้าตาเอง ก็อาจจะยังไม่ใช่ เรียกว่า ยังไม่มีการเตรียมพร้อมอัไรเลย แต่มาเพราะจุดประสงค์เดียวคือ การทำศัลยกรรม ดังนั้น เราซึ่งเป็นผู้เล่นในอุตสาหกรรมนี้ เราจึงพยายามที่จะ ให้ความรู้ที่ถูกต้องกับคนกลุ่มนี้ก่อน เพื่อให้เกิดแอตติจูดที่ถูกต้อง รวมถึงมีการเตรียมความพร้อมในหลายๆ ด้านอย่างดีที่สุด สำหรับการเข้ารับบริการ”
กลยุทธ์การตลาดปีนี้
สำหรับกลยุทธ์ ในการทำการตลาด ในอุตสาหกรรมความงาม และสุขภาพ ในปีนี้ ของ โรงพยาบาลวรรณสิริ ทางด้าน นพ.ศรัณย์ บอกว่า ปีนี้ยังคงเป็นการเน้นเรื่องของ การทำศัลยกรรม “เพราะเราคิดว่า เป็นสิ่งที่สร้างชื่อเสียงให้กับโรงพยาบาลของเรา และประเทสไทยด้วย รวมถึง ยังเป็นสิ่งที่ลูกค้า หรือ คนไข้จำนวนไม่น้อย มีความต้องการอยู่มาก ในเวลาเดียวกัน เราก็ยังมีบริการในเรื่องของศัลกรรมแบบครบวงจร อีกด้วย ทั้งการดูแลเรื่องรูปร่าง และใบหน้า ขณะที่เรายังมีเรื่องของนวัตกรรม การผ่าตัดชั้นสูง หรือการผ่าตัดด้วยวิธีการส่องกล้อง ที่ช่วยลดระยะเวลาการผ่าตัด และยังช่วยให้บาดเจ็บน้อยแต่ฟื้นตัวไว”
“รวมถึง เรายังจะเน้นไปที่เครื่องมือ ซึ่งออกแบบมาเฉพาะสำหรับคนไข้ที่ต้องผ่าตัดศัลยกรรม ตลอดจน ยังมีการนำเรื่องของ เครื่องมือเวชศาสตร์ชะลอวัย มาตรวจวัดในคนไข้แต่ละคน ว่าร่างกายของพวกเขา ขาด หรือ ต้องเสริมวิตามิน อะไรบ้าง เพื่อเติมในส่วนที่ขาดหายไป เป็นการป้องกันการเกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค ไม่ใช่เท่นั้น ทางโรงพยาบาล ยังเน้นไปที่การใช้นวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือ ในการทำทรีทเมนต์ ให้กับคนไข้ของเรา”
กระนั้นก็ตาม การจะกระโดดเข้ามาเป็นผู้เล่น ในอุตสาหกรรมความงาม และสุขภาพ วันนี้ แม้จะดูว่า ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ถือว่าไม่ง่าย เพราะต้องการเป็นผู้เล่นที่ดีได้นั้น จะต้องเข้าใจ และรู้ลึกในความต้องการของผู้เข้าบริการ ประกอบกับ จะต้องใช้ฝีมือ และผู้เชี่ยวชาญ ที่มีความรู้จริง ในเรื่องนี้ ถึงจะประสบความสำเร็จ ทั้งการสร้างชื่อให้กับประเทศ พร้อมๆ กับการดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศ ต่อไป
*****************
