ยุทธศาสตร์ 3 เส้า ‘ไทย–จีน–กัมพูชา’
ความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชาที่ปะทุขึ้นตั้งแต่กลางปี 2025 แม้จะมีการประกาศหยุดยิงภายใต้แรงกดดันจากประชาคมระหว่างประเทศ แต่สถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย ความตึงเครียดตามแนวชายแดนยังปรากฏอยู่ ความพยายามปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรงยังคงมีสัญญาณมาจากผู้นำพนมเปญ ขณะที่ฝ่ายไทยแม้จะเหนือกว่าทุกด้านแต่ได้พยายามไม่ตกหลุมพรางเขมรเจ้าเล่ห์ที่ต้องการลากไทยสู่เวทีโลก หรือลากนานาชาติเข้ามาเกี่ยวพัน
ย้อนกลับไปในจังหวะที่กองทัพไทยเปิดสงครามสั่งสอนกัมพูชา สหรัฐอเมริกาโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ยื่นมือเข้ามาขอเล่นบทพระเอก เรียกร้องให้ยุติสงครามทันทีโดยงัดเรื่องการเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐฯในช่วงเวลานั้นมาเป็นเงื่อนไข สุดท้ายก็เคลมว่าเป็นหนึ่งในผลงานสร้างสันติภาพที่โลกสมควรให้รางวัลทรัมป์
นอกจากผู้นำสหรัฐฯจะอวยตนเองแบบไม่อายโลก สื่ออเมริกาหลายสำนักยังเล่นงานสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งพยายามเข้ามาไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ว่าก่อนหน้าการปะทะเพียงไม่กี่สัปดาห์ จีนได้ส่งมอบอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนหนึ่งให้กับกัมพูชา นอกจากนี้ยังปรากฏภาพและข่าวว่าจีนได้มอบเรือรบฟรีเกต 2 ลำให้กัมพูชาเมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมานี้เอง เท่ากับจีนได้เสริมเขี้ยวเล็บทางทะเลแก่กัมพูชาที่อาจจะนำมาซึ่งภัยต่อความมั่นคงในอ่าวไทย
ไม่เพียงแค่นั้นสื่อยักษ์ใหญ่อย่างBBCของอังกฤษยังมีบทวิเคราะห์ถึงจุดยืนของจีนว่า “จะเลือกกัมพูชาเหนือไทยหรือไม่” เพราะเชื่อกันว่าที่ผ่านมานับตั้งแต่ปี 2012 ที่สี จิ้นผิง ขึ้นเป็นผู้นำจีนพร้อมๆกับนโยบายเส้นทางสายไหมยุคใหม่(BRI) จีนได้สร้างความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับกัมพูชาและรัฐบาลตระกูลฮุน ได้ทุ่มเทงบประมาณจำนวนมากในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแก่กัมพูชา ทั้งถนน สะพาน สนามบินเตโชที่เพิ่งเปิดใช้งาน ฐานทัพเรือเรียม โดยเฉพาะความร่วมมือทางด้านการทหารที่มีการร่วมซ้อมรบและสนับสนุนด้านอาวุธยุทโธปกรณ์
ฐานทัพเรือเรียมซึ่งตั้งอยู่ใกล้เมืองสีหนุวิลล์ กลายเป็นสัญลักษณ์ของการแทรกซึมเชิงยุทธศาสตร์ของจีนในภูมิภาค มีรายงานว่าจีนมีบทบาทสำคัญในการขยายท่าเรือแห่งนี้ให้สามารถรองรับเรือรบขนาดใหญ่ได้ ขณะที่รัฐบาลกัมพูชาอ้างว่าเป็นการพัฒนาทางเทคนิคทั่วไป แต่ภาพถ่ายดาวเทียมยืนยันว่ามีการก่อสร้างอาคารและท่าเทียบเรือขนาดใหญ่ที่ตรงตามสเปกของเรือรบจีนอย่างชัดเจน
นอกจากทุนจากรัฐบาลจีนที่เคยทุ่มให้กัมพูชาอย่างไม่อั้น กัมพูชายังได้รับทุนจากภาคเอกชนจีนทั้งสีขาว เทา และดำ ช่วยปลุกเศรษฐกิจกัมพูชาจากหลังเท้าเป็นหน้ามือ กรุงพนมเปญเกิดตึกสูงมากมาย เมืองชายแดนหลายแห่งที่เงียบเหงากลับคึกคักด้วยแสงสีจากบ่อน กาสิโน สถานบันเทิงยามราตรี การเปิดประตูรับทุนจากจียอย่างอ้าซ่านี้ยังความปลาบปลื้มต่อรัฐบาลปักกิ่งจนยกยอกัมพูชาว่าเป็น “เพื่อนที่ไว้วางใจได้” ในขณะที่ต่างชาติมองกัมพูชาว่าได้กลายเป็น “รัฐลูกข่าย” ของจีนไปแล้ว
เมื่อเปรียบเทียบกับไทยซึ่งมีความสัมพันธ์กับจีนมาแต่โบราณยาวนานและลึกซึ้งถึงขั้นกรีดเลือกเช็คDNAกันได้ จนจีนเรียกไทยว่า “ครอบครัวเดียวกัน” แต่ในมิติทางยุทธศาสตร์ ไทยถือเป็นพันธมิตรที่จีนต้องระมัดระวัง แม้จีนจะมีความร่วมมือทางเศรษฐกิจและโครงการขนาดใหญ่ เช่น รถไฟความเร็วสูงไทย–ลาว- จีน และการลงทุนใน EEC จนปัจจุบันจีนคือคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยและสินค้าจีนครองตลาดไทยเกือบจะเบ็ดเสร็จแล้ว แต่ไทยยังคงรักษาความสัมพันธ์กับสหรัฐ พันธมิตรตะวันตก พันธมิตรในตะวันออกกลาง และทั่วโลกไว้ได้อย่างสม่ำเสมอ แสดงจุดยืนการไม่เลือกข้างได้ดีเสมอมา
จุดนี้ทำให้จีนไม่สามารถคุมไทยได้ในแบบเดียวกับที่ทำกับกัมพูชา ปักกิ่งจึงเลือกใช้ยุทธศาสตร์ “สมดุลเชิงสัมพันธ์” คือไม่ปล่อยให้ไทยหลุดไปอยู่ในอิทธิพลของวอชิงตัน แต่ก็ไม่จำเป็นต้องผูกมัดแน่นหนาเกินไป นอกจากนีไทยยังมีความสำคัญในฐานะสะพานเชื่อมเข้าสู่อาเซียน
ยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯในยุคทรัมป์1.0 เคยทิ้งอาเซียน ปล่อยให้จีนขยายอิทธิพลอย่างเต็มที่โดยไม่มีคู่แข่งขัน กระทั่งยุคประธานาธิบดีโจ ไบเดน สหรัฐฯเริ่มกลับมาเรียกคืนอิทธิพลในพื้นที่ และมาถึงทรัมป์ยุค 2.0 กลับมาอีกครั้งอย่างเกรี้ยวกราดด้วยมาตรการภาษีการค้าอันเข้มข้นและการพยายามถ่วงดุลอำนาจจีนซึ่งอาจจะสายเกินไปสำหรับชาวอเมริกัน
ฝ่ายจีนเองย่อมมองเห็นสัญญาณมานานแล้วว่า “อาเซียน”จะกลับมาเป็นสมรภูมิการแข่งขัน ซึ่งจีนไม่อาจปล่อยมือ การเสริมบทบาทในกัมพูชาและการเข้ามามีส่วนในการลดความขัดแย้งไทย–กัมพูชา จึงอาจไม่ใช่แค่เรื่องผลประโยชน์ทวิภาคี แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ใหญ่ในการถ่วงดุลอเมริกา โดยเฉพาะเมื่อผู้นำกัมพูชาพลิกเกมในชั่วข้ามคืน จากที่เคยอิงแอบจีน หันไปเรียกร้องอเมริกามาช่วยยุติสงคราม และชาวกัมพูชาส่งเสียงเชียร์ “พ่อใหญ่ทรัมป์”ให้รับรางวัลโนเบลผู้สร้างสันติภาพโลก
จีนนั้นมีเป้าหมายแน่ชัดในการแข่งขันกับสหรัฐอเมริกาเพื่อชิงความเป็นผู้นำโลก แต่วิธีการมิใช่การใช้อำนาจทางทหารเพื่อข่มขู่ หรืออำนาจทางเศรษฐกิจเพื่อบีบบังคับ หรือใช้อาวุธเข้ารุกรานและยึดครองอย่างที่สหรัฐกระทำอย่างเคยชิน สไตล์ของจีนก็เหมือนในหนังกำลังภายในคือเลือกใช้วิธีที่ “นุ่มลึกแต่แหลมคม” จีนใช้การทูตและนโยบาย“อยู่ร่วมกันโดยสันติและพัฒนาเติบโตอย่างมั่งคั่งไปด้วยกัน” โดยให้การช่วยเหลือประเทศด้อยพัฒนา ร่วมมือร่วมลงทุนกับประเทศที่กำลังพัฒนา
จีนรู้ดีว่าการเผชิญหน้ากับสหรัฐฯโดยตรงในภูมิภาคนี้เป็นความเสี่ยงที่อาจกระทบการค้าและห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ดังนั้นปักกิ่งจึงเลือก “เล่นเกมยาว” ผ่านการสร้างอิทธิพลในประเทศขนาดเล็กก่อน เพื่อค่อยๆขยายวงอำนาจโดยไม่ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคาม การสร้างอิทธิพลเหนือกัมพูชาจึงเป็นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาวที่ให้ผลตอบแทนทั้งทางเศรษฐกิจ การเมืองและการทหาร
นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ยืนยันล่าสุดหลังเข้าพบนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศว่า จีนรักษาความเป็นกลางในปัญหาไทย-กัมพูชา และการยึดมั่นในนโยบายการไม่ส่งอาวุธให้คู่ขัดแย้ง โดยหลังจากการปะทะ จีนก็ไม่เคยสนับสนุนอาวุธให้ฝ่ายกัมพูชาเพื่อโจมตีไทย ทั้งนี้จีนหวังว่าไทยและกัมพูชาจะแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างสันติผ่านกลไกทวิภาคี โดยจีนพร้อมมีบทบาทที่สร้างสรรค์และสนับสนุนการดำเนินการของอาเซียนในเรื่องนี้
สำหรับเรือรบ 2 ลำที่จีนเพิ่งส่งมอบให้กัมพูชานั้น แหล่งข่าวสายทหารของไทยเปิดเผยว่าเป็นข้อตกลงเก่าที่จีนต่อมานานแล้วและเพิ่งส่งมอบให้ แต่ไม่มีผลต่อความมั่นคงในอ่าวไทย เพราะเทียบกับศักยภาพกองทัพเรือไทยไม่ได้ และอย่าลืมว่าไทยก็มี “เรือดำน้ำ”จากจีนนะ แต่จะมาเมื่อไร ใส่เครื่องยนต์อะไร ยังไม่รู้ !?!
******************
