สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

จากเทรดวอร์ สู่เทควอร์ จีน-อเมริกา สงครามไม่รู้จบ

 จากเทรดวอร์ สู่เทควอร์ จีน-อเมริกา สงครามไม่รู้จบ

          หากย้อนกลับไปในช่วงปี 2021 เมื่อประธานาธิบดีโจ ไบเดน เข้ารับตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ หลายฝ่ายคาดหวังว่านโยบายต่างประเทศของอเมริกาจะผ่อนคลายลงหลังผ่านยุคดุเดือดของโดนัลด์ ทรัมป์ 1.0   แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม ไบเดนเลือกที่จะสานต่อและยกระดับมาตรการ “สกัดกั้นจีน”ในมิติที่รอบด้านยิ่งกว่าเดิม 

          นั่นคือจุดเริ่มต้นจากการจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะ “ชิปประมวลผลขั้นก้าวหน้า”และซอฟต์แวร์ด้านปัญญาประดิษฐ์  เพราะสหรัฐฯ มองว่าจีนกำลังไล่กวดอย่างรวดเร็วในสนามเทคโนโลยีที่เป็นหัวใจของเศรษฐกิจและความมั่นคงในศตวรรษที่ 21

         ยิ่งเมื่อเห็นจีนประกาศเป้าหมายปี 2025  ก้าวสู่ผู้นำระดับโลกด้านงานวิจัย AI รวมถึงให้ AI เป็นกำลังหลักขับเคลื่อนการยกระดับอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศ   และเมื่อถึงปี 2030 จีนจะเป็นศูนย์กลางนวัตกรรม AI ของโลก  สหรัฐอเมริกาที่นิ่งนอนใจมานานจนจีนวิ่งไล่มายืนหายใจรดต้นคอจึงมิอาจนิ่งเฉยอีกต่อไป

          มาตรการของไบเดนไม่ได้จำกัดอยู่ที่การห้ามบริษัทอเมริกันส่งออกเทคโนโลยีให้จีนเท่านั้น แต่ยังโน้มน้าวพันธมิตร เช่น ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ เกาหลีใต้ และไต้หวัน ให้เข้าร่วมการกีดกัน เพื่อปิดประตูไม่ให้จีนสามารถเข้าถึงเครื่องจักรผลิตชิปหรือองค์ความรู้สำคัญในการพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์ได้ 

          การสร้าง “กำแพงเทคโนโลยี” เช่นนี้ทำให้จีนต้องเผชิญกับแรงกดดันมหาศาล ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของจีน อาทิ หัวเว่ย และ SMIC ต้องเร่งคิดค้นนวัตกรรมด้วยตัวเองเพื่อลดการพึ่งพาตะวันตก ซึ่งนั่นก็เป็นตัวเร่งให้จีนยิ่งลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง

          ทว่า เมื่อก้าวเข้าสู่ยุคของโดนัลด์ ทรัมป์ 2.0 สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีนหรือ เทรดวอร์(Trade War)ที่ยังคุกรุ่นและลามไปทั่วโลก  ทรัมป์กลับเติมเชื้อโหมไฟให้รุนแรงกว่าเดิมด้วยสงครามเทคโนโลยีหรือ เทควอร์(Tech War) 

          ในมุมมองของทรัมป์เห็นว่าการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีนเพียงอย่างเดียวไม่สามารถหยุดยั้งการผงาดขึ้นของรัฐบาลปักกิ่งได้  เขาจึงงัดมาตรการใหม่ที่เข้มข้น เช่น การประกาศจะเก็บภาษีนำเข้าชิปจากต่างประเทศสูงถึง 100%  การเพิ่มบัญชีดำบริษัทเทคโนโลยีจีน และการบังคับให้บริษัทสหรัฐฯ ต้องถอนตัวจากห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวพันกับจีนทั้งหมด  

          อย่างไรก็ตาม คำถามใหญ่ที่สหรัฐฯ ต้องเผชิญคือ จีนจะยอมตกอยู่ในสถานะเสียเปรียบจริงหรือไม่ เพราะในขณะที่อเมริกาอาจมีข้อได้เปรียบด้านเทคโนโลยีขั้นสูง จีนเองก็มีไม้เด็ดที่สามารถใช้เป็นอาวุธตอบโต้ได้เช่นกัน สิ่งนั้นคือ “แร่หายาก” (Rare Earth Elements) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ชิปแบตเตอรี่ รถยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ขั้นสูง ซึ่งจีนถือครองกำลังการผลิตแร่หายากมากกว่า 60% ของโลก และยังมีบทบาทสูงในห่วงโซ่การแปรรูป 

          ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนเริ่มส่งสัญญาณชัดเจนว่า พร้อมจะใช้แร่หายากเป็นเครื่องต่อรอง โดยมีการออกมาตรการควบคุมการผลิตและการส่งออกอย่างเข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะกับประเทศที่มีท่าทีเป็นปฏิปักษ์ต่อจีน การที่ปักกิ่งใช้แร่หายากเป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์เช่นนี้ ทำให้สหรัฐฯ และพันธมิตรตระหนักว่า หากจีนเลือกจะ“ปิดวาล์ว”เมื่อไร อุตสาหกรรมเทคโนโลยีของตะวันตกจะหยุดชะงักทันที 

          อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตุว่าการตอบโต้ของจีนไม่ได้อยู่ในรูปแบบการขึ้นภาษีหรือการคว่ำบาตรอย่างที่สหรัฐฯทำ  แต่เป็นการใช้จุดยุทธศาสตร์ในห่วงโซ่การผลิตโลกมาเป็นเงื่อนไขทางเศรษฐกิจการเมือง

          เมื่อทั้งสองฝ่ายต่างมีไพ่ในมือ สงครามระหว่างจีนและสหรัฐฯ จึงไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลาย ตรงกันข้ามกลับขยายวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี หรือแม้กระทั่งความมั่นคง เพราะการครอบครองเทคโนโลยีขั้นสูงไม่ใช่เพียงเรื่องของการค้าการลงทุน  แต่ยังเกี่ยวข้องกับการทหารและความมั่นคงแห่งชาติ 

          ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการพัฒนา AI ที่สามารถใช้ในระบบอาวุธไร้คนขับ หรือการประมวลผลข้อมูลข่าวกรองมหาศาล  หากฝ่ายใดสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำในสนามนี้ได้ ย่อมหมายถึงการกำหนดกฎเกณฑ์ใหม่ของโลก

          ในอีกด้านหนึ่ง ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อระหว่างสองมหาอำนาจกำลังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจโลก ประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน เช่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น หรือแม้แต่ประเทศในกลุ่มอาเซียน ต่างเผชิญแรงกดดันให้เลือกข้าง เพราะหากยังพึ่งพาตลาดจีนมากเกินไปก็เสี่ยงจะถูกมาตรการจากสหรัฐฯเล่นงาน แต่หากเลือกอยู่ข้างสหรัฐฯก็อาจสูญเสียตลาดที่ใหญ่ที่สุดของโลกอย่างจีนไป สถานการณ์นี้ทำให้หลายประเทศกระอักกระอ่วน  ต้องดำเนินนโยบายไม่เลือกข้างรักษาสมดุลระหว่างสองขั้วอำนาจ

          สิ่งที่น่าจับตาคือแม้สหรัฐฯ จะเร่งลงทุนสร้างอุตสาหกรรมชิปภายในประเทศ โดยออกกฎหมาย CHIPS Act ทุ่มงบมหาศาลเพื่อดึงดูดการลงทุน แต่ในทางปฏิบัติยังคงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะลดการพึ่งพาจีนได้  ขณะเดียวกันจีนเองก็เร่งเดินหน้าโครงการ “Made in China 2025” และแผนพัฒนา AI 2030  เพื่อรับมือกับการปิดล้อมของสหรัฐฯ พึ่งพาตนเองมากขึ้นและแข็งแกร่งขึ้นแท่นแทนที่สหรัฐฯในที่สุด

          ท่ามกลางความตึงเครียดเช่นนี้ คำถามที่หลายคนสงสัยคือ สงครามระหว่างจีนและอเมริกาจะสิ้นสุดลงเมื่อใด  คำตอบที่เป็นไปได้มากที่สุดอาจไม่ใช่การหันกลับมาจับมือกันอย่างสมัยก่อน แต่คือการเผชิญหน้าต่อเนื่องในระยะยาว  เพราะทั้งสองต่างมีเหตุผลเชิงยุทธศาสตร์ที่ไม่สามารถประนีประนอมได้ง่ายๆ สหรัฐฯ ไม่อาจยอมปล่อยให้จีนขึ้นมาเป็นมหาอำนาจเบอร์หนึ่งแทนที่ ส่วนจีนก็ไม่อาจยอมถอยกลับไปสู่สถานะประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องอยู่ภายใต้การครอบงำของตะวันตกอีกต่อไป

          “เทควอร์”จึงเป็นภาพสะท้อนของสงครามเย็นรูปแบบใหม่ที่ไม่ได้ต่อสู้ด้วยอาวุธร้ายแรง  แต่สู้กันด้วยความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และอิทธิพลทางเศรษฐกิจ  ผลลัพธ์ที่ตามมาคือโลกทั้งใบจะถูกแบ่งออกเป็นสองค่ายอย่างชัดเจนมากขึ้น แล้วประเทศขนาดกลางหรือขนาดเล็กจะต้องเผชิญแรงกดดันมหาศาลในการกำหนดจุดยืนท่ามกลางการแข่งขันอันร้อนแรงของสองยักษ์ใหญ่

          การแย่งชิงความเป็นผู้นำและการแข่งขันของสองมหาอำนาจได้ก้าวเข้าสู่สงครามที่ยืดเยื้อ ซับซ้อนและหลากมิติยิ่งกว่าเดิม  เช่นสงครามทางการเงินที่มีความพยายามด้อยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ  สงครามทางวัฒนธรรมที่มีสกัดกั้น “สถาบันขงจื่อ”และอิทธิพลของภาษาจีน  สงครามข้อมูลข่าวสารที่แต่ละฝ่ายปล่อยข่าวทั้งจริงและปลอมโจมตีกันตลอดเวลา   สงครามอวกาศซึ่งปัจจุบันสหรัฐฯมิใช่ผู้ครองอวกาศประเทศเดียวเพราะมีจีนมาแข่งสร้างสถานีอวกาศ ปล่อยดาวเทียมสร้างโครงข่ายในวงโคจรรอบโลก  และสงครามภูมิรัฐศาสตร์ที่ต่างพยายามขยายอิทธิพลไปทุกภูมิภาคของโลก

           เมื่อยักษ์ชนยักษ์  ใหญ่ชนใหญ่  มองฝ่ายตรงข้ามคือภัยของความมั่นคง  โลกทั้งใบต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับสงครามที่ไม่รู้จบ

**********************

samanyavee

https://bangkok-today.com

น่าสนใจสำครับคุณ