สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

เจรจาภาษีทรัมป์ แสงสว่างทางรอด หรือไปตายวันหน้า!

 เจรจาภาษีทรัมป์  แสงสว่างทางรอด  หรือไปตายวันหน้า!

         เส้นตายครั้งสุดท้าย(แต่อาจจะไม่ท้ายสุด)ที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ขีดเส้นกับนานาประเทศในการเจรจา “ภาษีตอบโต้” ทางด้านการค้าคือวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ซึ่งการพลิกนโยบายการค้าของมหาอำนาจที่เอาแต่ได้เนื่องจากต้องการให้ “อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง” ทำเอาชาวโลกปั่นป่วน  รวมทั้งประเทศไทยเราเองที่ได้รับจดหมายขู่กรรโชกว่าจะเจออัตราภาษี 36% หากไม่เสนอ “สิ่งที่ข้าต้องการ”

          ก่อนหน้านี้หลายประเทศได้เจรจาภาษีกับสหรัฐฯไปได้แล้ว เช่น สหราชอาณาจักรชาติที่ใกล้ชิดสนิทสนม   ประเทศจีน(มีข้อตกลงเบื้องต้นสหรัฐเก็บภาษี 30% จีนเก็บ10% แต่ยังมีรายละเอียดที่ต้องเจรจาเพิ่มโดยทรัมป์กำหนดเส้นตายใหม่วันที่ 12 สิงหาคม)   ประเทศญี่ปุ่นที่ทรัมป์โม้ว่าสามารถบรรลุข้อตกลงครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์โดยสหรัฐฯลดภาษีให้จากที่ขู่เอาไว้ 25% เหลือ 15% แลกกับญี่ปุ่นจะลงทุน 5.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯในอเมริกา  และการยอมเปิดตลาดให้แก่รถยนต์ รถบรรทุก ข้าว สินค้าเกษตรบางประเภท ฯลฯจากอเมริกา

          ในภูมิภาคอาเซียน ประเทศเวียดนามซึ่งอดีตเคยทำสงครามกันยาวนานแต่ปัจจุบันสหรัฐฯคือตลาดใหญ่ของเวียดนามที่รีบเข้าไปเจรจาแต่หัววันและยอมตกลงภาษีตอบโต้ 20% จากที่ถูกขู่ไว้ 46% ยอมให้เก็บภาษีสินค้าข้ามประเทศที่ 40% แลกกับเปิดให้สินค้าสหรัฐฯ 0%   ประเทศอินโดนีเซียเจรจาแล้วได้ลดภาษีจาก 32% เหลือ 19%  เท่ากับประเทศฟิลิปปินส์ซึ่งประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ลงทุนบินไปพบทรัมป์ที่ ทำเนียบขาว  แต่พ่อใหญ่ทรัมป์ลดภาษีให้จาก 20% เหลือ 19%  และกับต้องเพิ่มการนำเข้าผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองและข้าวสาลี รวมถึงยาจากสหรัฐฯ และความร่วมมือทางทหารซึ่งคงไม่ถูกใจรัฐบาลปักกิ่งแน่

          ทรัมป์ประกาศใช้แผนภาษีตอบโต้กับทุกประเทศคู่ค้าแบบไม่เลือกหน้าโดยอ้างว่าเป็นการแก้ปัญหาขาดดุลการค้ากับสหรัฐฯที่หลายประเทศค้ากับสหรัฐฯแบบไม่เป็นธรรม   โดยดูออกว่าเป็นกลยุทธ์สร้างแรงกดดันเพื่อความได้เปรียบในการเจรจา  เป็นวิธีเรียกการลงทุนกลับสู่สหรัฐฯ  แต่ลึกๆแล้วคือเป้าหมายสำคัญของสหรัฐฯในการสกัดกั้นการเติบโตของจีนในด้านการค้าที่วันนี้สินค้าจีนใช้ทั้งวิธีการทุ่มตลาดและการสวมสิทธิ์ผ่านประเทศที่สาม  โดยสหรัฐฯเห็นว่าจีนไปตั้งโรงงานเอาไว้ทั่วทุกภูมิภาค  มีทั้งการผลิตสินค้าจริงแล้วส่งออก  และแอบนำเข้าสินค้าจากจีนไปเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ ปลอมแปลงเอกสาร แล้วส่งเข้าไปตีตลาดให้สหรัฐฯ

          ในภูมิภาคอาเซียนมีข้อตกลงการค้าเสรี “FTA อาเซียน-จีน” ตั้งแต่ปี 2004 และใช้ครบทั้ง 10 ประเทศสมาชิกในปี 2015  นอกจากนี้ประเทศสมาชิกอย่างไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ต่างก็มีข้อตกลง FTAกับจีนโดยตรงอีก  หากนับรวมกับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจที่จีนรุกเข้ามาลงทุนในภูมิภาคนี้อย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสหรัฐฯแล้ว  สินค้าจีนที่ผลิตและส่งออกจากอาเซียนไปยังสหรัฐฯจึงมีปริมาณและมูลค่าไม่น้อย  ด้านหนึ่งรัฐบาลวอชิงตันพยายามกีดกั้นแต่อีกด้านจีนย่อมไม่ยอมเสียผลประโยชน์

          กับประเทศไทยนอกจากสายสัมพันธ์ที่เรียกว่า “ครอบครัวเดียวกัน” แล้ว  จีนมีความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งกับไทยผ่านโครงสร้างพื้นฐานระบบราง การลงทุนในพลังงาน  อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า(EV) โซลาร์เซลล์  เขตอุตสาหกรรมEEC  การลงทุนด้านดิจิทัล  อสังหาริมทรัพย์  การท่องเที่ยว ฯลฯซึ่งแน่นอนว่าเป็นที่จับตาของสหรัฐฯ

          6เดือนแรกปี 2025 จีนส่งออกทั่วโลกเป็นมูลค่ารวม 1.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ เกินดุลการค้าทั่วโลกรวม 5.9 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ   ส่งไปสหรัฐฯลดลง 16%  ส่งมาอาเซียนเพิ่มขึ้น 17%

          ปี 2024 ไทยเกินดุลการค้าสหรัฐฯประมาณ 45,000 ล้านเหรียญฯ (ประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท)  6 เดือนแรกปี 2025 ไทยเกินดุล 22,700 ล้านเหรียญสหรัฐ

          การขู่ขึ้นภาษีนำเข้าของไทยในอัตรา 36%  ด้วยข้ออ้างการควบคุมขาดดุลและแก้ปัญหาการค้าที่ไม่เป็นธรรม  แต่เห็นชัดว่าเป็นยุทธศาสตร์เพื่อจำกัดการขยายตัวของสินค้าจีนผ่านอาเซียน ด้วยการใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจ จนกว่าสหรัฐฯจะเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคมากขึ้น  ในทางกลับกันจีนก็ไม่ได้นิ่งเฉย มีมาตรการตอบโต้เชิงเศรษฐกิจและการทูตอย่างพร้อมหน้า

          สำหรับไทย การปรับท่าทีเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาวนั้นสำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาภาษี การพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศ และเสริมบทบาทในเวทีอาเซียน เป็นเครื่องมือสำคัญในการคงสถานะสมดุล และเตรียมพร้อมรับแรงกระแทกจากทั้งสองมหาอำนาจ

          รัฐบาลไทยจะยื่นข้อเสนอ เช่น เพิ่มการนำเข้าพลังงาน โครงการซื้อเครื่องบินและชิ้นส่วน  ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง  เนื้อวัว  เปิดตลาดและลดมาตรการกีดกันทางการค้า  ควบคุมการผ่านสินค้าจากประเทศที่สาม  ส่งเสริมการลงทุนของไทยในสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าน่าจะได้รับการลดภาษีอยู่ในระดับไม่เกิน 20%   อย่างไรก็ตามภาคเกษตรยังเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะถูกสินค้าสหรัฐฯ รุกตลาด ซึ่งคงต้องมีการปรับโครงสร้าง เช่น การขอสิทธิพิเศษ WTO การปรับลดภาษีเพื่อรักษาความสามารถการแข่งขัน

          แนวทางไทยในฐานะ “ชาติเป็นกลาง” ที่ถูกบีบจากทั้งสองฝ่าย  จำเป็นต้องวางบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ในระยะยาวเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจโดยตรง แนวทางสำคัญ ได้แก่การพัฒนาศักยภาพภายในประเทศ  เพิ่มมูลค่าให้สินค้าส่งออกไทย เช่น การขึ้นรูปสินค้าให้มีเทคโนโลยี ใช้แรงงานฝีมือมากขึ้น เพื่อลดแรงกดดันจากภาษี  การเสริมสร้างความร่วมมือภูมิภาค  ทำงานในกรอบอาเซียนเพื่อรับมือกับปัญหาการค้าใหม่ๆที่เชื่อว่าจะตามมาอีกมากไม่ใช่เฉพาะจากสหรัฐฯ  แต่ยังจะมีแรงกดดันจากจีนหากสูญเสียผลประโยชน์จากภูมิภาคนี้  รวมไปถึงการหากลยุทธ์ด้านเกษตรให้เกษตรกรไทยก้าวข้ามการผลิตและการตลาดแบบเดิมๆที่ล้าสมัย

          หากคิดว่าการเจรจาปัญหาภาษีการค้ากับสหรัฐฯมิใช่เพื่อแค่การเอาตัวรอดวันนี้เพื่อไปตายเอาวันหน้า  รัฐบาลไทย (ที่ไม่รู้ว่าจะอยู่ได้อีกกี่เดือนกี่วัน)  จำเป็นต้องคิดยาวเรื่อง “การค้า” ที่ต้องเจรจาให้ได้ภาษีที่เป็นธรรม พร้อมกระจายตลาดส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ  คิดยาวเรื่อง “การเกษตร” ปรับตัวเข้าสู่ตลาดคุณภาพมาตรฐาน พร้อมสร้างความเป็นธรรมในโครงสร้างราคา  คิดยาวเรื่อง “ภูมิรัฐศาสตร์” สร้างสมดุลระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ไม่เข้าสู่การเลือกข้างโดยตรง  และคิดยาวเรื่อง “ภูมิภาค” ในการมีบทบาทฟื้นฟูองค์กร ASEAN ให้แข็งแกร่งอีกครั้งเพื่อสามารถเจรจาต่อรองกับแรงคุกคามภายนอกได้

*******************

samanyavee

https://bangkok-today.com

น่าสนใจสำครับคุณ