สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

พิษเศรษฐกิจลาม ธุรกิจอาหาร ‘ป่วยพะงาบ!’

 พิษเศรษฐกิจลาม ธุรกิจอาหาร ‘ป่วยพะงาบ!’

จากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ไม่สู้ดี ในวันนี้ รวมไปถึง จำนวนนักท่องเที่ยว ลดลงอย่างฮวบฮาบ โดยเฉพาะ นักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย อย่างบางตา ไม่เพียงจะส่งผลต่อ การท่องเที่ยวในประเทศไทย เท่านั้น ทว่า กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัย ที่กำลังทำให้ ธุรกิจร้านอาหารในแหล่งท่องเที่ยว ต่างๆ ของไทย ต้องปิดกิจการลงไปหลายต่อหลายแห่ง ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง จนเป็นสาเหตุให้ ร้านอาหารชื่อดัง ปิดตัวลงเท่านั้น แต่ยังมีประเด็นซ่อนเร้น ที่บังคับให้ ธุรกิจอาหาร ต้องปิดกิจการลงไปด้วย 

ความคึกคัก ของย่านท่องเที่ยวดัง ค่อยๆ เสื่อมมนต์เสน่ห์ 

ภาพความคึกคัก ของแหล่งท่องเที่ยว ที่เป็นแหล่งรวมธุรกิจร้านอาหารมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ย่านบรรทัดทอง หรือ ย่านเยาวราช ที่เคยเป็นส่วนหนึ่ง ในการดึงดูดเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ในฐานะที่เป็น หมุดหมายด้านการท่องเที่ยว ที่นักชิมจากทั่วโลก ต้องมาให้ได้สักครั้งหนึ่งนั้น กำลังกลายเป็นภาพในความทรงจำ หรือ บางคนก็เรียกว่า “ตำนาน” ไปแล้วก็ว่าได้นั้น คงจะเรียกว่า เป็นอีกบทเรียน ที่ผู้ประกอบการ หรือ นักลงทุนรายใหม่ จำเป็นต้องเรียนรู้ในการทำธุรกิจได้เป็นอย่างดี 

การปิดตัวลงของร้านอาหาร และธุรกิจอาหารในย่านดังกล่าว ที่แตกต่างไปจากเดิมจากที่เราเคยเห็นกันนั้น ไม่ว่าจะเป็นความคึกคักที่หายไป หรือ จำนวนนักท่องเที่ยวที่บางตา ไม่เพียงจะสะท้อนให้เห็นถึงภาพของการเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคม ที่เกิดจากปัญหาทางด้านเศรษฐกิจในประเทศ ที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกโดยรวม รวมไปถึง ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในประเทศเอง อย่างเหตุการณ์แผ่นดินไหวล่าสุด ที่แม้ไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศไทยโดยตรง แต่ก็ยังได้รับผลกระทบไม่แพ้กัน 

….สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ ยังทำให้เกิดภาพสะท้อน ให้เห็นถึงปัญหาต่างๆ ที่ถูกซุกซ่อนอยู่มาอย่างยาวนาน ในธุรกิจร้านอาหาร อีกด้วย…

ปัญหาที่ซุกซ่อนในธุรกิจ 

นักวิเคราะห์ชื่อดังในประเทศไทย หลายคน สรุปถึงปัญหาที่ธุรกิจอาหารแต่ละแห่งต้องแบกรับ โดยเป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า “ต้นทุน” ที่สูงขึ้น เป็นหนึ่งในสาเหตุหลัก ที่บรรดาผู้ประกอบการร้านอาหาร หลายแห่งต้องแบกรับ บางรายแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นไม่ไหว ก็ต้องพากันปิดร้านไป 

จากความฮอตของพื้นที่ อย่างบรรทัดทอง ในฐานะแหล่งรวมร้านอาหาร และธุรกิจร้านอาหาร ที่หลายๆ คนอยากเข้าไปลงทุน กลายเป็นเหมือนกับเค้กก้อนโต ที่เจ้าของพื้นที่เล็งเห็นแล้วว่า น่าจะสร้างผลกำไรให้กับ ตัวเองได้มากพอควร ยิ่งมีธุรกิจร้านอาหารเข้ามาขอเช่าพื้นที่เพื่อทำธุรกิจมากเท่าไร เงินทอง จากการปล่อยเช่าพื้นที่ ที่แบ่งสรรเป็นล็อกๆ ก็ยิ่งทวีมูลค่าสูงขึ้น 

ในปี 2568 มีร้านอาหารเปิดใหม่ในย่านบรรทัดทองมากกว่า 100 ร้าน ทั้งคาเฟ่ และร้านอาหารชื่อดัง ขณะที่ราคาค่าเช่าพื้นที่ในย่านนี้ ก็พุ่งขึ้นกว่าเท่าตัว โดยมีข้อมูลบางส่วนเปิดเผยว่า ค่าเช่าห้องแถว 1 ห้อง ในย่านนี้อยู่ที่ประมาณ 50,000 บาท ต่อเดือนเลยทีเดียว ซึ่งทำให้ร้านอาหาร บางร้านที่เคยขายดี ในช่วงหลายปีก่อนหน้านี้ ได้มีการขยายพื้นที่ร้านออกเป็น 2 ห้อง ก็ต้องจ่ายค่าเช่ามากกว่า 1 แสนบาทกันเลยทีเดียว 

หากเป็นเป็นช่วงก่อนหน้านี้ ราคาค่าเช่า ที่สูงขึ้นเหล่านี้ ก็คงไม่ใช่ปัญหาสักเท่าไร แต่มาวันนี้ ด้วยยอดขายที่ตกลง และนักท่องเที่ยวที่ลดลงอย่างหนัก ทำให้ “ค่าเช่า” กลายเป็นภาระ ของผู้ประกอบการร้านอาหาร ที่ต้องแบกรับต้นทุน ที่สูงชึ้น และด้วยต้นทุนที่สูงขึ้น ก็เป็นเหมือนการบีบบังคับให้ ผู้ประกอบการต้องปรับขึ้นราคาอาหาร เพื่อให้ครอบคลุมค่าใช้จ่าย และต้นทุนทั้งหมด ท่ามกลางการแข่งขันที่เดือดระอุ ของธุรกิจในย่านดังกล่าว รวมทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศ ที่เหมือนกับดิ่งเหว ลงทุกวัน 

…นั่น จึงทำให้ สภาพของย่านบรรทัดทอง ที่เคยครึกครื้น ในอดีต กลายเป็นความเงียบเหงา ร้านอาหารบางร้านปิดตัว หรือ แม้แต่ พนักงาน นั่งรอลูกค้า ขณะที่ภายในร้าน แทบไม่มีผู้คนเข้ามาใช้บริการเลย ซึ่ง ก็ไม่ใช่แค่ ย่านบรรทัดทอง เท่านั้น ที่ต้องเจอ สภาพเหตุการณ์แบบนี้ แม้แต่ย่านเยาวราช ที่เคยมีความคึกคีก ก็มีสภาพไม่ต่างกันเลย 

เยาวราช ซบเซาลง

ค่าเช่าพื้นที่ ซึ่งเพิ่มขึ้นเกินกว่าเท่าตัว โดยเฉพาะ ร้านอาหารแบรนด์ใหญ่ อาจต้องจ่ายค่าเช่าที่สูงขึ้น หรือมากกว่า  2 แสนบาท ต่อเดือน กลายเป็น ภาระต้นทุน ที่ทำให้ผู้ประกอบการ ต้องแบกรับ และด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย อย่างในปัจจุบัน ทำให้ ต้องประสบภาวะการขาดทุนอย่างหนัก ซึ่งร้านอาหารบางรายมียอดขาดทุนสะสมไปแล้วถึง 1 ล้านบาท

แค่เฉพาะค่าเช่าพื้นที่ ในการลงทุน เปิดร้านตามข้างต้นแล้ว นี่ยังไม่รวมค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าพนักงาน ค่าวัตถุดิบ และ อุปกรณ์ ที่เป็นต้นทุนของร้านอาหารอีกนับไม่ถ้วน ที่ผู้ประกอบการ ต้องแบกภาระ และไม่รู้ว่า ต้องขายสินค้าให้ได้ปริมาณ มากเท่าไรถึงจะครอบคลุมกับต้นทุน รวมถึง ต้องมีกำไร สำหรับต่อยอดธุรกิจอีกเท่าไร .

กระแสโซเชียล มาแล้วก็หายไป

นอกจากเรื่องต้นทุน ที่สูงขึ้น จนเป็นสาเหตุ ทำให้ ร้านอาหารดังๆ หลายแห่ง ในย่านบรรทัดทอง และ เยาวราช ปิดตัวลงกันอย่างต่อเนื่องแล้ว การแข่งขัน ด้วยการใช้กระแสโซเชียลมากเกินไป ยังเป็นอีกส่วนสำคัญ ที่ส่งผลให้ร้านอาหารต้องปิดตัวเช่นกัน 

อย่าลืมว่า “กระแสโซเชียล” ไม่ได้อยู่ยั่งยืน ส่วนใหญ่มักจะเป็นเพียงกระแสวูบวาบ แล้วค่อยๆ จางหายไป ไม่ใช่แค่นั้น การใช้กระแสโซเชียล เพื่อดึงดูดให้คนเข้ามาใช้บริการในร้าน แม้จะได้ผลจริง แต่ก็เป็นการได้ผลในระยะแรกๆ เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการรีวิว หรือ การโปรโมท โดยใช้อินฟลูเอนเซอร์ดังๆ เข้ามาช่วย 

ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่จะเกิดขึ้นได้ง่ายนัก เพราะการทำรีวิว หรือ การใช้อินฟลูเอนเซอร์ มาดึงลูกค้านั้น จะต้องมีการจ้างในราคาที่สูง โดยเฉพาะ อินฟลูเอนเซอร์ที่มีชื่อเสียง มีผู้ติดตามจำนวนมาก นั่นก็เท่ากับว่า เป็นการสร้างภาระต้นทุนใหเกิดกับผู้ประกอบการ ที่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้นด้วย และอาจทำให้ราคาของสินค้า หรือ อาหารที่ขายอยู่ ต้องปรับตัวเพิ่มขึ้น เช่นกัน

โลกโซเชียล ช่วยกระตุ้นยอดขายได้จริง หรือไม่ 

ถามว่า การใช้สื่อโซเชียลในการดึงดูดลูกค้า ได้ผลหรือไม่ คำตอบที่ได้ก็คือ ได้ผล แต่จะได้ผลในระยะแรก อย่างที่เกริ่นไว้ข้างต้น โดยผู้คนที่ได้เห็น ก็จะตามเข้ามาใช้บริการตามอย่างมากมาย แต่ก็ใช่ว่า กระแสที่เกิดขึ้นนั้นจะอยู่ถาวร เพราะหากไม่มีการทำสื่อฯ อย่างต่อเนื่อง กระแสก็จะค่อยๆ ลดลงไป และสิ่งสำคัญอีกอย่างที่ขาดไม่ได้เลย ก็คือ คุณภาพของอาหาร หรือ เครื่องดื่ม  ที่ต้องดี ต้องอร่อยจริง เพราะหากไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว ลูกค้าก็อาจจะใช้สื่อโซเชียล สะท้อนกลับถึงไปยังลูกค้าคนอื่นๆ จนอาจทำให้ร้าน ขายสินค้าไม่ได้ตามเป้า และต้องปิดตัวเร็วกว่าที่คิด แน่นอน

…การใช้สื่อโซเชียล จึงอาจเรียกได้ว่า เป็นดาบสองคม ที่ให้คุณ และให้โทษกับผู้ประกอบการในเวลาเดียวกัน ก็ได้ 

แบรนด์แข็งแกร่งยังยืนหยัด 

เช่นเดียวกับ ทางด้านคุณจักกฤติ สายสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท มากุโระ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงภาพรวมของธุรกิจร้านาหารในวันนี้ ว่า มีการแข่งขันกันค่อนข้างสูง ยิ่งสถานการณ์เศรษฐกิจทั่วไปที่ชะลอตัวลงอย่างหนัก ทำให้ กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง “แต่ผมก็มองเห็นข้อดี อย่างหนึ่ง ว่า บริษัทธุรกิจ และ แบรนด์ที่แข็งแรง ก็จะยังสามารถขยายตลาดและฐานลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น เพราะมีคู่แข่งลดลง 

ส่วนในประเด็นที่ทาง แบรนด์ร้านอาหารชื่อดัง มีการนำกลยุทธ์ “สงครามราคา” มาใช้นั้น ทางผู้บริหารมากุโระ ยืนยันว่า ทางบริษัท ไม่มีนโยบาย หรือแผนการดังกล่าวมาใช้กับธุรกิจของตัวเอง อย่างแน่นอน “ร้านอาหารในเครือมากุโระของเรา มุ่งเน้นลูกค้ากลุ่มพรีเมียม และ พรีเมียมแมส ซึ่งให้ความสำคัญกับคุณภาพของอาหารและประสบการณ์ในการทานอาหาร และความประทับใจในคุณภาพอาหาร การให้บริการ และความคุ้มค่า ซึ่งทางมากุโระ ไม่ใช้วิธีลดราคาหรือลดคุณภาพอาหาร แต่ในทางตรงกันข้าม จะมีการออกเมนูใหม่ ที่มีราคาถูกลง ปรับลดปริมาณลง เพื่อรองรับลูกค้าที่ควบคุมปริมาณอาหาร หรือ การใช้จ่าย นอกจากนี้ มากุโระ เน้นการขยายธุรกิจ เปิดสาขาใหม่อย่างต่อเนื่อง ทั้งร้าน มากุโระ ฮิตอริ ชาบู CouCou และโดยเฉพาะ Tonkate Aoki ซึ่งเป็นแบรนด์ใหม่ ที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว จึงเปิดไปแล้ว 5 สาขาในช่วงครึ่งปีแรก” 

รับมือวิกฤตเศรษฐกิจด้วยคุณภาพผลิตภัณฑ์

ต่อสถานการณ์เศรษฐกิจ ที่อยู่ท่ามกลางภาวะชะลอตัวอย่างหนัก ในวันนี้ ผู้บริหารฯ มากุโระ ยอมรับว่า เครือมากุโระ เตรียมแผนเชิงรุก ขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ด้วยความระมัดระวัง โดยจะเปิดแบรนด์ใหม่ 2 แบรนด์ใน 2 เดือนนี้ และ เปิดสาขาใหม่ให้ร้านเดิมอีก หลายสาขาในครึ่งปีหลังนี้ โดยเราเน้นการสร้างแบรนด์ การเสนอทางเลือกที่ดี ไปพร้อมๆ กับการมอบประสบการณ์ใหม่ ให้กับลูกค้า รวมถึง การให้ความคุ้มค่ากับลูกค้า “ร้านอาหารของเรา มุ่งเน้นลูกค้ากลุ่มพรีเมียม และ พรีเมียมแมส ซึ่งมีกำลังซื้อค่อนข้างสูง และไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจมากนัก” 

อย่างไรก็ดี การประกอบธุรกิจใดๆ ก็ตาม ที่ไม่ได้จำกัดแค่ธุรกิจร้านอาหาร แต่เพียงอย่างเดียว ให้ยังคงดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืนนั้น ไม่ใช่แค่การรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ หรือ บริการที่ดี แต่ทุกธุรกิจ ยังจำเป็นต้องรักษาไว้ซึ่ง ความซื่อตรง และซื่อสัตย์ ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ ที่เป็นมาตรฐานกับลูกค้าด้วย … นี่จึงจะทำให้ธุรกิจยังคงยืนหยัด และยั่งยืนตลอดไป 

 *******************

samanyavee

https://bangkok-today.com

น่าสนใจสำครับคุณ