“สว.สายเศรษฐกิจ” ห่วงปิดด่านไทย-กัมพูชา “เงินหายวันละ 800 ล้าน” ชงรัฐเร่งเยียวยา ปชช.ในพื้นที่
วันที่ 24 มิ.ย.68 นายพละวัต ตันศิริ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง วุฒิสภา เปิดเผยถึงกรณีทางการไทยสั่งปิด 16 ด่านชายแดนติดกัมพูชา ว่า มูลค่าทางเศรษฐกิจหดหายวันละประมาณ 700-800 ล้านบาท หรือตีกลมๆ “เงินหายวันละ 800 ล้านบาท” จากมูลค่าการค้าชายแดนรวมกว่า 1.8 แสนล้านบาทต่อปี พร้อมเรียกรัฐบาลเร่งหามาตรการชดเชยเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน เนื่องจากหวั่นประชาชนในพื้นที่ได้รับความลำบากหนัก!
“ปิดด่านกระทบสองฝั่ง! เจตนารมณ์ผู้นำต้องชัด คุ้มได้คุ้มเสีย?”
นายพละวัต กล่าวถึงผลกระทบจากการปิดด่าน ว่าเป็นการกดดันกัมพูชาให้หันมาเจรจาข้อพิพาทกับไทย ทว่าในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ การปิดด่านย่อมส่งผลกระทบต่อทั้งสองฝ่ายแน่นอน แม้จะไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจไทย แต่ก็ต้องดูที่เจตนารมณ์ของผู้นำรัฐบาลว่าได้คำนึงถึงผลประโยชน์ต่างๆ อย่างรอบคอบแล้วหรือไม่ และคุ้มค่าที่จะแลกหรือไม่
“กัมพูชาเจอเงินเฟ้อพุ่ง! ไทยต้องมีแผนรับมือ”
นายพละวัตยังเชื่อว่า การปิดด่านครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อกัมพูชาโดยตรงในเรื่อง “ภาวะเงินเฟ้อ” ที่จะสูงขึ้น แม้กัมพูชาอาจจะหันไปพึ่งพาสินค้าหรือพลังงานจากประเทศอื่น แต่ก็ต้องดูว่าจะสามารถชดเชยได้ในระดับใด ทั้งสองฝ่ายจึงจะต้องมีแผนรับมือที่ดี ใครจัดการสถานการณ์ได้ดีกว่า ประชาชนก็จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า
“ห่วง! การค้าแสนล้าน ส.ว.ชง 3 มาตรการช่วย ปชช.”
นายพละวัต ยังระบุว่า คณะกรรมาธิการฯ แสดงความกังวลและเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะข้อมูลเบื้องต้นเผยว่าในแต่ละปี ไทยสามารถค้าขายกับกัมพูชาได้เกือบ 300,000 ล้านบาท จึงนำเรื่องนี้เข้าหารือในที่ประชุมเพื่อประเมินผลกระทบและเสนอแนะไปยังรัฐบาล โดยแบ่งมาตรการเป็น 3 ระยะ:
* ระยะเร่งด่วนที่สุด: รัฐบาลต้องเร่งสำรวจจำนวนผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่ ทั้งพ่อค้าแม่ขาย ผู้ประกอบการ และนักธุรกิจ เพื่อออกมาตรการสนับสนุนและชดเชยความเสียหายโดยด่วน
* ระยะกลาง: หากการปิดด่านยืดเยื้อ จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจส่งออกหลากหลายชนิด เช่น อัญมณี น้ำมัน รัฐบาลจึงควรพิจารณามาตรการรับมือ เพื่อเปลี่ยนช่องทางการส่งออกไปยังประเทศอื่น หรือหาวิธีการจัดการเพื่อให้รายได้ในส่วนนี้ยังคงอยู่
* ระยะยาว: ต้องเร่งหาทางพูดคุยและเจรจาข้อพิพาท เพื่อหาทางออกร่วมกันอย่างยั่งยืน เพราะไทยและกัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้านติดกัน จำเป็นต้องใช้ความพยายามในการแก้ปัญหาระยะยาว เพื่อให้อยู่ร่วมกันได้อย่างสงบ
นายพละวัตย้ำทิ้งท้ายว่า ระบบการค้าชายแดนของทั้งสองประเทศเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องใช้ทั้ง 3 มาตรการนี้แก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะมาตรการระยะสั้นที่ต้องพิจารณาชดเชยเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ มาตรการระยะกลางที่อาจต้องสลับสับเปลี่ยนการส่งออกสินค้า และสุดท้ายคือมาตรการระยะยาวที่จะต้องชัดเจนว่าไทยจะแก้ปัญหาข้อพิพาทในครั้งนี้อย่างไร.
