ตัวเลขกำไร-ขาดทุน ‘กระจกสะท้อน’ อสังหาฯ ไทย
เปิดตัวเลขผลการดำเนินงานในไตรมาสแรก ปี 68 ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อาจเรียกได้ว่าเป็น “กระจกสะท้อน” ที่ทำให้มองเห็นภาพความสามารถในการปรับตัวของผู้เล่นแต่ละรายในธุรกิจ
สถานการณ์ของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในช่วงที่ผ่านมา ถือได้ว่าสาหัสกันพอสมควร โดยเฉพาะในช่วงเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว ที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชน รวมถึงผู้ประกอบการ เป็นอย่างมาก ซึ่งทุกองค์กรต่างต้องกลับมาดูมาตรฐานของการก่อสร้างกันมากขึ้น ยิ่งทำให้การตัดสินใจในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ยากขึ้นตามไปด้วย
นอกจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันแล้ว โจทย์ยากของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2568 ยังมีปัจจัยต่างๆที่ต้องคอยติดตามอย่างต่อเนื่องด้วย โดยเฉพาะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่โตช้าไล่ไม่ทันกำลังซื้อ มีตัวแปรค่าที่ดินที่ยังแพง ค่าก่อสร้างที่ปรับขึ้นตามวัสดุ ค่าแรง น้ำมัน ผลจากสงครามรัสเซียกับยูเครนที่ยังไม่จบ กระทบต้นทุนก่อสร้าง การขนส่ง
เรื่องที่สองสต๊อกเก่ายังมีคงเหลืออยู่ ผู้ประกอบการต้องดูแลตัวเอง ไม่ลงทุนผลักซัพพลายใหม่เข้าสู่ตลาดมากเกินไป เพราะหากขายไม่ได้ จะกระทบต่อสภาพคล่องตัวเองและตลาดโดยรวม ขณะที่ผู้บริโภคต้องซื้อบนความพร้อม ถ้าไม่มีก็ต้องพิจารณาทางเลือกอื่นๆ เช่น ลดขนาดพื้นที่ให้เหมาะกับงบประมาณและครอบครัว
ดันนั้นปี 2568 จึงเป็นปีที่ตลาดยังเหนื่อย ต้องปรับตัวกันทุกฝ่าย และระมัดระวังกันมากขึ้น ซึ่งในไตรมาสแรกปีนี้ คงยังไม่มีเปิดตัวใหม่มาก เพื่อรอดูสถานการณ์เศรษฐกิจและตลาด ซึ่งบริษัทก็รอดูสถานการณ์ ยังไม่มี เปิดตัวใหม่
และในช่วงระยะเวลาไตรมาสแรกของปี 2568 แม้จะมีปัจจัยที่ทำให้การซื้ออสังหาริมทรัพย์มีการชะลอตัวไปบ้าง แต่สำหรับผลประกอบการของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ในช่วง 3 เดือนแรก จึงไม่ใช่แค่ตัวเลขกำไรขาดทุนที่บอกว่าใครทำได้ดี แต่เป็นเหมือน “กระจกสะท้อน” ที่ฉายให้เห็นถึงภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไปของตลาดอสังหาริมทรัพย์ และความสามารถในการปรับตัวของผู้เล่นแต่ละราย
ทั้งนี้ บางกอกทูเดย์ จึงได้ด้รวบรวมข้อมูลผลประกอบการไตรมาส 1/2568 ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยพบว่าเกือบทุกบริษัทมีรายได้และกำไหรลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากปัจจัยที่แตกต่างกัน
เริ่มกันที่ บมจ.เอพี ไทยแลนด์ โดย นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กรและการสร้างสรรค์ กล่าวว่า “ผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกของปีนี้ สะท้อนศักยภาพของเอพี ไทยแลนด์ ในฐานะบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่พร้อมเติบโตอย่างยั่งยืน แม้ภาวะเศรษฐกิจโลกจะยังคงผันผวน
บริษัทสามารถสร้างยอดขายสุทธิสูงถึง 12,110 ล้านบาท มีรายได้รวม 9,509 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 864 ล้านบาท โดยยังคงรักษาเสถียรภาพทางการเงินไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง ด้วยสัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนเพียง 0.68 เท่า
โดยในปีนี้ บริษัทตั้งเป้ายอดขายอสังหาริมทรัพย์ไว้ที่ 55,000 ล้านบาทเป้ารายได้รวม 100% JV ที่52,900 ล้านบาทกับแผนการเปิดตัวโครงการใหม่จำนวน 42 โครงการมูลค่า 65,000 ล้านบาทเป็นบ้านเดี่ยว 15 โครงการมูลค่า 26,500 ล้านบาท ทาวน์โฮมและบ้านแฝดจำนวน 18 โครงการมูลค่า 15,000 ล้านบาทคอนโดมิเนียม 6 โครงการมูลค่า 20,200 ล้านบาทและโครงการในต่างจังหวัด 3 โครงการมูลค่า 3,300 ล้านบาท
บมจ.แสนสิริ โดยนายวิชาญ วิริยะภูษิต ประธานผู้บริหารสายงานการเงิน บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI บริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทย กล่าวว่า “ผลประกอบการไตรมาส 1/2568 ของแสนสิริ สะท้อนสภาวะตลาดในช่วงเปลี่ยนผ่าน
โดยมียอดขายอยู่ที่ 15,000 ล้านบาท เติบโตสูงสุดเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2566 และ 2567 ด้านรายได้รวมอยู่ที่ 6,891 ล้านบาท และกำไรสุทธิอยู่ที่ 814 ล้านบาท บริษัทยังคงรักษาฐานะการเงินที่มั่นคงและมีเสถียรภาพพร้อมรับมือกับความผันผวนของตลาดได้ดี สะท้อนจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อการเสนอขายหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนฯ
บมจ.ศุภาลัย มีผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2568 กำไรสุทธิลดลง 34% เหลือ 404.80 ล้านบาท จาก 613.64 ล้านบาทในปีก่อนหน้า ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 3,699.66 ล้านบาท ลดลง 21% เมื่อเทียบกับ 4,674.33 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน
บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) โดยนายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1 ปี 2568 บริษัททำรายได้รวมอยู่ที่ 3,705 ล้านบาท และทำอัตรากำไรขั้นต้นได้ดีที่ 30.6% ซึ่งเป็นผลมาจากการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างรัดกุม ทั้งในด้านการตลาด พัฒนาประสิทธิภาพด้านการบริหารบุคคล และต้นทุนทางการเงิน
โดยมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อทุน (Net gearing ratio) ต่ำที่ 0.3 เท่า ปรับตัวดีขึ้นจากการเน้นการลงทุนเฉพาะในธุรกิจหลักที่สร้างมูลค่าได้จริง และการบริหารเงินที่มีประสิทธิภาพ
บมจ.สิงห์ เอสเตท ประกาศผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 1 ปี 2568 มีรายได้หลักจากการดำเนินงานรวม 3,365 ล้านบาท แบ่งเป็นสัดส่วนรายได้ประจำ (Recurring Income) จากธุรกิจโรงแรมและอาคารสำนักงานที่ประมาณร้อยละ 87 และรายได้ไม่ประจำ (Non-Recurring Income) จากธุรกิจที่พักอาศัยที่ร้อยละ 13
บมจ.เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) โดยนายธนพล ศิริธนชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า ในครึ่งปีแรกของปีงบการเงิน 2568 (ตุลาคม 2567 – มีนาคม 2568) ถึงแม้บริษัทฯ จะเผชิญหน้ากับความท้าทายทางเศรษฐกิจอย่างหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง กำลังซื้อของผู้บริโภคยังไม่ฟื้นตัว การผลิตภาคอุตสาหกรรมชะลอตัว เป็นต้น
แต่ด้วยความแข็งแกร่งของพอร์ตโฟลิโอซึ่งมีทั้งธุรกิจที่สร้างรายได้จากการขายและรายได้ประจำ พร้อมด้วยการบริหารพอร์ตโฟลิโออย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้บริษัทฯ ยังคงสามารถรักษาระดับการเติบโตได้ดี
ในรอบ 6 เดือนแรกของปีงบการเงิน 2568 (ตุลาคม 2567 – มีนาคม 2568) เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน บริษัทฯ มีรายได้ 6,298 ล้านบาท ลดลง 4.4% และมีกำไรสุทธิ 550 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.9%
ขณะที่ผลประกอบการของไตรมาส 2 ปีงบการเงิน 2568 (มกราคม – มีนาคม 2568) บริษัทฯ มีรายได้ 3,030 ล้านบาท จำนวนนี้เป็นรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ 1,754 ล้านบาท รายได้จากค่าเช่าและบริการ 836 ล้านบาท และรายได้อื่น ๆ 440 ล้านบาท โดยมีกำไรสุทธิ 221 ล้านบาท
ด้านบริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW โดยนายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า ในช่วงไตรมาส 1/2568 บริษัทสามารถทำรายได้รวม 1,804 ล้านบาท เติบโตราว 3% และทำกำไรสุทธิทั้งสิ้น 201 ล้านบาท ทั้งนี้สามารถทำยอดขายได้แล้วกว่า 8,320 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 33% และคิดเป็น 43% ของเป้าหมายยอดขายทั้งปี 19,500 ล้านบาท
บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NOBLE โดยนายธงชัย บุศราพันธ์ รองประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม กล่าวว่า ในไตรมาสแรก ปี 2568 บริษัทฯ สามารถทำรายได้รวม 1,796 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 87 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้า 10% มียอดขายโครงการ อยู่ที่ 1,489 ล้านบาท ยอดโอนในไตรมาสแรกอยู่ที่ 1,380 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากปีก่อนหน้าเนื่องจากบริษัทฯ
บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2568 บริษัทฯ มีรายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์โครงการที่อยู่อาศัยทุกกลุ่ม (รวมโครงการ JV) ทั้งสิ้นกว่า 3,561 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% จากงวดเดียวกันของปีก่อนโดยเป็นโครงการร่วมทุน (JV) 2,568 ล้านบาท ส่วนยอดขาย (Presale) รวม 8,027 ล้านบาท
โดยแบ่งเป็นยอดขายจากคอนโดมิเนียม ภายใต้ ORIGIN VERTICAL อยู่ที่ 6,860 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 85% และเป็นยอดขายจากบ้านแนวราบ ภายใต้ BRITANIA อยู่ที่ 1,167 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 15%
และนี่คือผลประกอบการในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2568 อย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นของเนื้อหาสาระ ว่า ผลประกอบการไม่ได้บ่งบอกถึงภาพรวมธุรกิจว่าในปีนี้จะ “ร่วง” หรือ “รุ่ง”
ทั้งหมดนี้ ไม่เพียงเป็นเหมือน “กระจกสะท้อน” ที่ฉายให้เห็นถึงภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไปของตลาดอสังหาริมทรัพย์ เท่านั้น แต่ยังเป็นการ แสดงให้เก็นถึงความสามารถในการปรับตัวของผู้เล่นในภาค อสังหาฯ ไทยแต่ละราย ที่พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนไปของธุรกิจ อีกด้วย
**************
