สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

Team China  เมื่อจีนปลุกพลังเอกชน

 Team China  เมื่อจีนปลุกพลังเอกชน

          การที่สาธารณรัฐประชาชนจีนสามารถใช้เวลาอันสั้นในการแก้ปัญหาความอดอยากยากจนของประชาชนในประเทศ  ยกระดับคุณภาพชีวิต  ยกระดับการศึกษา พัฒนาเศรษฐกิจที่เคยล้าหลัง  พัฒนาเทคโนโลยี สร้างสรรค์นวัตกรรม จนกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ2ของโลก  เป็นชาติตัวอย่างของการพัฒนาในหลายๆด้านที่ทั่วโลกยอมรับนั้น  

          หัวใจหลักคือเป้าหมายอันแน่วแน่ของ “พรรคคอมมิวนิสต์จีน” ที่ยึดถือและดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง  แต่บทบาทสำคัญคือภาคเอกชนจีนทั้งเล็กและใหญ่ที่เดินตามแนวนโยบายของพรรคอย่างไร้ข้อกังขา

          อย่างไรก็ตามในช่วงปี 2020-2023 ที่รัฐบาลจีนแสดงท่าทีควบคุมเข้มภาคเอกชนโดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี การเงิน  การศึกษา อาทิ กรณีของแจ๊ค หม่า แห่งอาลีบาบา ที่บังอาจวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลจนถูกเรียกตัวไปปรับทัศนคติอยู่พักใหญ่  พร้อมๆกับการเบรก Ant Group เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้และฮ่องกง   หรืออย่างกรณีที่รัฐไม่ยอมอุ้มยักษ์ใหญ่อสังหาริมทรัพย์ที่ต้องล้มละลายจากปัญหาฟองสบู่แตก    

          ส่งผลให้ภาคเอกชนจีนหยุดชะงักและปรับเปลี่ยนท่าทีการทำธุรกิจ  ขณะที่นักลงทุนต่างชาติก็ขาดความมั่นใจในตลาดทุนจีน  ผลที่ตามมาคือการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ  ความเงียบเหงาทางธุรกิจ อัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้นสูง

           หลังจากทำการจัดระเบียบสังคมได้หลายปี   ท่ามกลางกระแสเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และความท้าทายจากสงครามการค้ากับสหรัฐอเมริกาที่มีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้นจากการกลับมาของ โดนัล์ ทรัมป์  ในช่วงปลายปี 2024  รัฐบาลปักกิ่งได้เดินหมากใหม่ด้วยการจุดแคมเปญ “Team China” เริ่มการรณรงค์ภาคเอกชนกลับมาร่วมมือกับรัฐบาลเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักของประเทศอีกครั้ง

          เหตุผลที่รัฐบาลจีนเปลี่ยนท่าทีมาเรียกความร่วมมือจากภาคเอกชนเพราะรู้ว่าการฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยอาศัยเครื่องมือภาครัฐฝ่ายเดียวย่อมมีขีดจำกัด  อย่างบรรดารัฐวิสาหกิจที่มีอยู่นั้นไม่เพียงพอ  เพราะรัฐวิสาหกิจหลายแห่งเริ่มลดประสิทธิภาพ  หรือแม้รัฐจะอัดฉีดงบประมาณใส่ลงไปมากเพียงใด  แต่หากภาคเอกชนไม่ขานรับก็ไม่อาจหวังผล  เพราะภาคเอกชนคือกลไกจ้างงานหลักกว่า 80% ของประเทศ  หากเอกชนชะลอตัว ย่อมกระทบต่อความมั่นคงทางสังคมโดยตรง ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนไม่อาจมองข้าม

          ผู้นำจีนเห็นว่าการสู้ศึกเศรษฐกิจและสงครามการค้าในขณะที่สหรัฐฯ ใช้นโยบายหนุนอุตสาหกรรมในประเทศ  จีนจำเป็นต้องพึ่งพาภาคเอกชนในด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมเกิดใหม่ เพื่อแข่งขันและรักษาความสามารถทางเศรษฐกิจระยะยาว

          นโยบาย Team China ไม่ใช่เพียงแค่การหาเสียงของผู้นำหรือพรรคคอมมิวนิสต์จีน  แต่เมื่อเปิดตัวแล้วได้มีการดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน  โดยช่วงต้นปี 2025 ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้นัดพูดคุยกับผู้นำภาคเอกชนอย่างเป็นทางการ  จากนั้นวันที่ 30 เมษายน ได้มีการออก “กฎหมายส่งเสริมภาคเอกชน” ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2025 นี้เอง 

          จุดเด่นของกฎหมายส่งเสริมภาคเอกชนคือ ให้สถานะทางกฎหมายเท่าเทียมกับรัฐวิสาหกิจ  กฎหมายระบุให้บริษัทเอกชนมีสิทธิ์ในการเข้าร่วมประมูลงานภาครัฐ การเข้าถึงแหล่งทุน และการคุ้มครองทรัพย์สินอย่างเท่าเทียม

          นอกจากนี้ยังจะช่วยลดอุปสรรคการดำเนินธุรกิจ   ปรับปรุงกฎระเบียบ ลดความยุ่งยากทางราชการ สนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุน  การลดภาษีสำหรับ SMEs  สนับสนุนเทคโนโลยี นวัตกรรม และอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์  เอกชนจะได้รับสิทธิประโยชน์เมื่อพัฒนาในสาขาเป้าหมายของรัฐ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV) พลังงานสะอาด  ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ชิป การแพทย์ขั้นสูง

          สิ่งที่ยืนยันว่ารัฐบาลเอาจริงคือมีการตั้ง “หน่วยงานดูแลเอกชน” ในทุกระดับ  เพื่อติดตาม รับฟัง และแก้ปัญหาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะข้อร้องเรียนเกี่ยวกับหน่วยงานราชการที่อาจจะมีการ “เลือกปฏิบัติ”

          มีคำถามว่า Team China จะฟื้นเศรษฐกิจจีนได้จริงหรือไม่?

           ถ้ามองในเชิงบวก  หากนโยบายนี้ถูกดำเนินอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ซึ่งสไตล์จีนนั้นทำแน่อยู่แล้ว  จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน ทำให้เอกชนกล้าขยายธุรกิจ และจะเป็นแรงดึงดูดทุนต่างชาติให้กลับเข้าสู่จีนมากยิ่งขึ้น  โดยการลงทุนที่จีนคาดหวังคือกลุ่มเทคโนโลยี  Startup, Ecosystem  ที่จะมีผลต่อการจ้างงานใหม่และนวัตกรรมที่จำเป็นต่อการก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง

          จีนพูดเสมอว่าการพัฒนาเศรษฐกิจต้องดูความสมดุลของสองด้านควบคู่กันไป  ด้านหนึ่งคือ “การพัฒนา”  แต่อีกด้านคือ “ความมั่นคง”  ดังนั้นหากจะปล่อยให้ภาคเอกชนลุยหน้าจนเร็วเกินไป แรงเกินไป  จนเกิดผลกระทบต่อสังคมทั้งโดยตรงหรือโดยอ้อม  บางทีอาจจะส่งผลเสียต่อความมั่นคงในระยะยาว

          เช่นกรณีฟองสบู่ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นที่อยู่อาศัยซึ่งช่วงเวลาหนึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนให้เติบโตเร็วมาก  รัฐบาลจีนยอมรับว่ามีมิติของอุปทานส่วนเกินที่ซ่อนอยู่และต้องปรับปรุงแก้ไข  เป็นตัวอย่างที่ดีว่าบางเรื่องหากปล่อยให้เอกชนบุกตะลุยอย่างเดียวก็อาจจะก่อให้เกิดผลเสีย  หรืออาจจะทำให้กลุ่มคนที่อาจจะมีฐานะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีมีความพร้อม  มีความได้เปรียบเหนือกลุ่มคนอื่นอีกมาก  ซึ่งเป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำในสังคม  ขัดกับหลักการของจีนที่เป็นสังคมนิยม

          อีกตัวอย่างคือตอนจัดระเบียบสังคมด้านการศึกษาซึ่งมีผลต่อธุรกิจติวเตอร์  ส่วนใหญ่เป็นติวเตอร์ออนไลน์ซึ่งสร้างกำไรมหาศาลและสามารถไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐอเมริกา  โดยบางบริษัทไม่ใช่ของจีน  กลายเป็นต่างชาติเข้ามาล้วงเงินจากครอบครัวชาวจีนกลับไปสร้างความมั่งคั่งนอกแผ่นดินจีน  แถมยังมีส่วนในการสร้างแรงกดดันต่อเด็กจีนในด้านการเรียนที่ต้องแข่งขันกันเรียนพิเศษ  ซึ่งไม่ดีต่อการพัฒนาทั้งทางร่างกายและจิตวิญญาณของเยาวชน

        “กฎหมายส่งเสริมภาคเอกชน”ถือเป็นการสร้างความเสมอภาคระหว่างรัฐกับเอกชน  เมื่อก่อนภาครัฐจะกดภาคเอกชน  ความเป็นTeam China ไม่เกิด  แต่เมื่อมีกฎหมายออกมาทำให้สองฝ่ายอยู่บนความเสมอภาค  เชื่อว่าจีนกำลังสร้างมิติของความร่วมมือ  เพราะเมื่อเป็นกฎหมายเท่ากับเป็นหน้าที่ของข้าราชการของรัฐซึ่งต่างกับในเมืองไทย  ข้าราชการไม่สนับสนุนเอกชนไม่มีใครฟ้องร้องดำเนินคดี  แต่ที่จีนถือเป็นหน้าที่ที่คุณต้องทำให้เกิด Team China อย่างแท้จริง

          Team China ที่กดปุ่มขับเคลื่อนตั้งแต่ 20 พฤษภาคม 2025 ถือเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลจีนพร้อมแล้วกับ “สงครามการค้า” ด้วยการระดมสรรพกำลังภาคเอกชนในการทำศึก  ซึ่งมิได้หมายถึงเพียงเอกชนในประเทศ  แต่ยังมี “จีนโพ้นทะเล”อีกทั่วโลกที่มีความรู้สึกชาตินิยมอย่างแรงกล้าที่พร้อมจะสนับสนุนบ้านเกิดในยามคับขัน                

          ความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเอกชนดังกล่าวย่อมมิใช่ภารกิจระยะสั้นหรือเพียงชั่วครั้งคราว  แต่จะเป็นมิติของการการจับมือระยะยาวเพื่อนำจีนไปสู่เป้าหมายของ “ชาติสังคมนิยมทันสมัย”อย่างยั่งยืน

**********

samanyavee

https://bangkok-today.com

น่าสนใจสำครับคุณ