สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

ท่องเที่ยวจีนหาย ไทยจะเป็นจะตาย

 ท่องเที่ยวจีนหาย ไทยจะเป็นจะตาย

          ปี 2568 กลายเป็นปีที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อ “นักท่องเที่ยวจีน” ที่เคยเป็นกำลังหลักของภาคการท่องเที่ยวไทย  เดินทางมาเที่ยวไทยน้อยลงอย่างน่าตกใจ

          จากอดีตที่มีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้ามามากกว่า 10 ล้านคนต่อปี  นอกจากสร้างรายได้มหาศาลยังมีผลต่อการสร้างงานช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างคึกคัก  แต่สถานการณ์ในปัจจุบันกลับตรงกันข้าม ตัวเลขลดฮวบจนหลายฝ่ายตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับตลาดนักท่องเที่ยวจากแดนมังกร  เกิดอะไรขึ้นกับปีทองแห่งความสัมพันธ์ทางการทูต 50 ปีไทย-จีน ซึ่งการท่องเที่ยวน่าจะบูมอย่างท่าตอนนี้คนไทยแห่ไปเที่ยวจีน  แต่คนจีนกลับหดหาย 

          การลดลงของนักท่องเที่ยวจีนจึงมิใช่เพียงตัวเลข  แต่เป็นสัญญาณอันตรายเป็นความผิดปกติที่คนในภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยเฉพาะรัฐบาลไทยต้องหาคำตอบที่ชัดเจนเพื่อเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วน 

          เมื่อไปถามฝ่ายจีน  คำตอบที่เหมือนกันอันดับแรกคือ “ความไม่มั่นใจในความปลอดภัย”  ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีข่าวที่เกี่ยวข้องกับความไม่ปลอดภัยของนักท่องเที่ยวจีนในไทยอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นกรณีลักพาตัว การโกงทัวร์  การรีไถนักท่องเที่ยว  ข่าวลือเรื่องค้าอวัยวะ ที่เป็นเรื่องคนจีนเล่นงานคนจีนกันเอง  หรืออุบัติเหตุซ้ำซากที่เกิดกับนักท่องเที่ยว  ซ้ำเติมด้วยภาพยนตร์จีนที่ทำลายภาพพจน์ไทย  การขยี้ซ้ำด้วยแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียจีนที่ชอบขายข่าวร้ายจึงไม่ต่างกับการสร้างไวรัลทำลายท่องเที่ยวไทยในหมู่ชาวจีน

          การท่องเที่ยวไทยเคยคาดหวังนโยบายของรัฐบาลจีนที่ส่งเสริมให้ชาวจีนออกท่องโลก  ดังเช่นข้อมูลของบริษัท Dragon Trail International ที่เผยแพร่โดยเว็บไซต์ The Moodie Davitt Report (2024) คาดว่าชาวจีนจะเดินทางออกนอกประเทศมากกว่า 155 ล้านครั้งในปี 2025 ซึ่งเกินกว่าระดับก่อนโควิด-19 ปี 2019 ที่มีประมาณ 150 ล้านครั้ง การเดินทางนี้ไม่ได้จำกัดแค่เรื่องธุรกิจหรือการช้อปปิ้ง แต่รวมถึงการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ เช่น วัฒนธรรม ธรรมชาติ และสุขภาพ

           แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน รัฐบาลจีนสั่งกลับลำแบบ 360 องศาสนับสนุนให้ประชาชนใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อฟื้นฟูประเทศ  ส่งเสริมการท่องเที่ยวในแผ่นดินใหญ่มากขึ้น ด้วยการรณรงค์ “เที่ยวจีน ช่วยจีน”  ทั้งยังมีการควบคุมจำนวนกรุ๊ปทัวร์ต่างประเทศในบางช่วงเวลา ถือเป็นการ “เบรก” ความร้อนแรงของการเดินทางออกนอกประเทศ

          นโยบายด้านการท่องเที่ยวของจีนในปี 2025 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการใช้พลังของผู้บริโภคและการเชื่อมโยงโลกเป็นเครื่องมือฟื้นฟูเศรษฐกิจ นับว่าเป็นจังหวะสำคัญที่จีนหันมาใช้ “อุตสาหกรรมแห่งความสุข” เป็นเครื่องมือสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว          

          ไม่เพียงเท่านั้นรัฐบาลปักกิ่งยังคิดดึงเงินจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก  ประกาศขยายโครงการฟรีวีซ่าให้ครอบคลุมประเทศต่างๆ รวมกว่า 38 ประเทศ เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี สเปน มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย โดยอนุญาตให้นักท่องเที่ยวพำนักในจีนได้สูงสุด 15-30 วัน โดยไม่ต้องขอวีซ่าล่วงหน้า

           ท่ามกลางกระแสสงครามการค้าที่มหาอำนาจตั้งกำแพงภาษีสินค้า  อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลายเป็นเรื่องที่ทุกประเทศต้องทำ  ในขณะที่ไทยยังอืดอาดหลงกินบุญเก่า  คู่แข่งในภูมิภาคต่างขยับตัวอย่างรวดเร็ว  ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เวียดนาม สิงคโปร์ ต่างเดินหน้าปรับปรุงบริการทั้งระบบขนส่ง ภาษา การยกเว้นวีซ่า การรักษาความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ  รวมถึงการตลาดเชิงรุกที่เข้าใจพฤติกรรมนักท่องเที่ยวจีนในยุคใหม่

          พูดถึงพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวจีน  จากเดิมที่ชอบเที่ยวแบบหมู่คณะ  ขนกันมาเป็นกรุ๊ปใหญ่ส่งเสียงดังไม่เกรงใจชาวบ้าน  นักท่องเที่ยวจีนรุ่นใหม่มีแนวโน้ม “ตัดสินใจเร็ว เดินทางไว” และนิยมใช้สื่อสังคมออนไลน์และแอปจองตั๋วแบบเรียลไทม์ พวกเขามีความคาดหวังสูงในเรื่องคุณภาพบริการ  มองหาประสบการณ์เฉพาะตัว เช่น ศิลปวัฒนธรรม อาหารท้องถิ่น หรือลักชัวรี่ไลฟ์สไตล์ มากกว่าการเที่ยวแบบหมู่คณะ  ผู้ที่มีกำลังซื้อจะชอบการเดินทางแบบหรูหรา และความสะดวกสบาย ทำให้ตลาดท่องเที่ยวระดับพรีเมียมเติบโตอย่างรวดเร็ว

          ไม่อาจปฏิเสธว่าการหายไปของนักท่องเที่ยวจีนส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวหลักอย่างกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต และพัทยา ที่พึ่งพาตลาดจีนเป็นหลัก ธุรกิจขนาดกลางและเล็กจำนวนมาก เช่น โรงแรม ร้านอาหาร ไกด์ท้องถิ่น และร้านของฝาก ได้รับผลกระทบอย่างหนัก  การจ้างงาน ในภาคการท่องเที่ยวอาจลดลง นำไปสู่อัตราการว่างงานที่สูงขึ้นในบางภูมิภาค  ขณะเดียวกันรายได้จากการท่องเที่ยวที่เคยคิดเป็นกว่า 10% ของ GDP กำลังลดลงอย่างน่ากังวล

          เท่าที่ติดตามฟังฝ่ายบริหารที่รับผิดชอบในด้านอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย  มีแนวคิดอยู่ 3-4 ประการในการกอบกู้สถานการณ์  ได้แก่  

          1. เร่งฟื้นฟูภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย  โดยรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งสร้างระบบดูแลนักท่องเที่ยวที่โปร่งใส เป็นรูปธรรม และทันสมัย เช่น การตั้งหน่วยงานเฉพาะทางด้าน “ความปลอดภัยนักท่องเที่ยว” ที่สื่อสารได้หลายภาษา รวมถึงภาษาจีน

          2. กระจายความเสี่ยง  การพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไปเป็นจุดอ่อนของอุตสาหกรรมไทย การขยายตลาดไปยังนักท่องเที่ยวจากยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง อินเดีย หรือแม้แต่ในอาเซียนด้วยกันเองด้วยการเจาะกลุ่มรายได้สูง จึงเป็นสิ่งจำเป็น

          3. ยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยว ถึงเวลาเปลี่ยนภาพจำ “ท่องเที่ยวราคาถูก” ไปสู่ “การท่องเที่ยวคุณภาพ” ด้วยประสบการณ์ที่แตกต่าง เช่น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ศิลปวัฒนธรรม หรือธรรมชาติอย่างยั่งยืน  อย่าหวังพึ่งทัวร์ศูนย์เหรียญจากจีน  หรือฝรั่งซำเหมาแบกเป้ลากรองเท้าแตะพักกินราคาถูก  หวังมาเสพยาหาผู้หญิง  เมาแล้วสร้างปัญหา  พอหมดเงินแล้วมานั่งขอทานริมถนนหาเงินกลับบ้าน  

          4. สื่อสารด้วยแพลตฟอร์มที่คนจีนใช้  การตลาดท่องเที่ยวไทยควรใช้ช่องทางที่คนจีนคุ้นเคย เช่น WeChat  หรือ Xiaohongshu โดยมีทีมงานที่เข้าใจทั้งภาษาและวัฒนธรรม สร้างความน่าเชื่อถือจากภายใน ไม่ใช่แค่การโปรโมตแบบผิวเผิน  ต้องสร้างคอนเทนต์ในภาษาจีนที่ดึงดูดกลุ่มเป้าหมายใหม่ และตอบโจทย์ “ความไว้วางใจ” มากกว่าความสวยงาม

          ถึงเวลาที่การท่องเที่ยวไทยต้องปรับเปลี่ยนอย่างเอาจริงเอาจัง ไม่ใช่แค่รอให้ผ่านพ้นวิกฤติหรือรอให้นักท่องเที่ยวกลับมา  แต่ต้องปรับตัวให้ทันต่อโลกยุคใหม่  คิดสร้างคุณค่าใหม่ๆที่ทำให้ชาวโลกอยากสัมผัส

          การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจำเป็นต้องมี แผนยุทธศาสตร์ระยะยาว  ต้องวางภาพลักษณ์ใหม่ให้ประเทศไทยไม่ใช่แค่แหล่งช้อปปิ้งหรือท่องเที่ยวราคาถูก   เป็น “จุดหมายปลายทางคุณภาพ” ที่ปลอดภัย ทันสมัย และยั่งยืน 

****************************

samanyavee

https://bangkok-today.com

น่าสนใจสำครับคุณ