ตรวจเงินแผ่นดิน ใครกินงบประมาณ
อาคาร 30 ชั้นมูลค่า 2,136 ล้านบาท ในพื้นที่เขตจตุจักรที่ก่อสร้างใกล้เสร็จและจะเป็นอาณาจักรใหม่ของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) กลับถล่มราบกลายเป็นซากคอนกรีตภายในเวลาไม่กี่วินาทีหลังเกิดแผ่นดินไหวเมื่อบ่ายวันที่ 28 มีนาคม 2568
แม้ธรณีพิโรธที่รุนแรงจะเขย่าอาคารบ้านเรือนจำนวนมาก อาคารหลายแห่งได้รับความเสียหาย แต่เมื่ออาคารสตง. ที่สร้างใหม่และบริษัทผู้รับเหมาคุยว่าก่อสร้างด้วยเทคโนโลยีทันสมัยที่เหมาะสมทนทานต่อภัยพิบัติ แต่กลับเป็นอาคารเดียวที่พังทลายในพริบตา เหมือน“ตึกกากเต้าหู้” ที่ผู้รับเหมาห่วยๆเคยสร้างและถล่มมามากมายหลายหลังแล้วในเมืองจีน ดังนั้นบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์10 (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CREC10 ซึ่งเป็นกิจการร่วมค้ากับบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด(มหาชน) หรือ ITD จึงตกเป็นจำเลยของสังคมไทย เช่นเดียวกับ สตง. ผู้เป็นเจ้าของโครงการ
CREC10 เป็นบริษัทลูกของบริษัท ซีอาร์อาร์ซี คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ CRRC วิสาหกิจด้านการรถไฟของจีนที่มีส่วนร่วมในโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ–หนองคาย ที่รัฐบาลจีนพยายามผลักดันรัฐบาลไทยมาหลายปีให้เร่งดำเนินการก่อสร้างเพื่อประโยชน์ในการขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน
หลังตึกสตง.ถล่ม ความจริงหลายอย่างค่อยๆถูกดเปิดเผย ว่า ITD อาจเป็นเพียงสะพานให้ CREC 10เข้ามาหางานก่อสร้างในไทย โดยมีข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ว่า นอกจากตึก สตง.แล้ว CREC10 ยังรับงานราชการอีก 12 โครงการรวมมูลค่ากว่า 7,000 ล้านบาท อาทิ โครงการก่อสร้างศาลมีนบุรีมูลค่า 783 ล้านบาท ซึ่งมีทั้งอาคารศาลแพ่ง อาคารศาลอาญา อาคารชุดพักอาศัย ฯลฯ โครงการก่อสร้างท่าอากาศยานนราธิวาส 639 ล้านบาท โครงการก่อสร้างอาคารผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลสงขลา มูลค่า 426 ล้านบาท โครงการก่อสร้างอาคารศูนย์บริการลูกค้า อาคารสำนักงาน อาคารอบรมสัมมนา ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดภูเก็ต มูลค่า 210 ล้านบาท อาคารสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) มูลค่า 716 ล้านบาท เป็นต้น
กล่าวได้ว่าCREC10 ซึ่งเป็นทุนจีนสามารถเจาะงานราชการไทยได้อย่างทะลุทลวงในช่วงเวลาไม่นานอย่างน่าฉงน นั่นอาจเพราะมีคนไทยที่มีอำนาจพิเศษหนุนนำ แต่คงมิใช่คนไทย 3 คนที่ปรากฏชื่อเป็นถือผู้หุ้น 51 % ซึ่งกำลังพิสูจน์กันว่าเป็นแค่นอมินีให้ฝ่ายจีน เนื่องจากบางคนยอมรับแล้วว่าแค่ให้ใช้ชื่อทั้งๆที่ตนเองไม่มีความรู้ ไม่มีประสบการณ์ในงานรับเหมาก่อสร้าง ไม่ใช่วิศวกร ไม่มีเงินทุน ไม่มีอำนาจในการบริหารจัดการในบริษัท
หลังเกิดเหตุอาคารถล่ม ฝ่ายจีนมีพฤติกรรมขนย้ายเอกสาร ย้ายออฟฟิศจากสำนักงานตึกแถวเล็กๆ ลบภาพและข้อมูลในเว็บไซต์ที่เคยประชาสัมพันธ์ผลงานการก่อสร้างไว้อย่างโก้หรู
ฝ่ายสตง.ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้าง จากการเป็นผู้ตรวจสอบหน่วยงานราชการทั้งแผ่นดิน จากที่สังคมเคยเชื่อถือว่าดูแลผลประโยชน์ของรัฐ มีอุดมการาณ์ในการทำงานเพื่อให้เงินภาษีทุกบาททุกสตางค์ถูกใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า วันนี้กลายเป็นจำเลยของสังคมที่ต้องถูกตรวจสอบความโปร่งใสในการใช้เงินงบประมาณ
เพราะนอกจากงบก่อสร้างอาคารกว่า 2,000 ล้านบาทที่ตอนนี้กลายเป็นซากอิฐซากเหล็กที่ทับถมซากศพของคนงานนับร้อยแล้ว วันนี้สังคมมีคำถามต่อการใช้จ่ายงบประมาณของสตง.ว่า มีการใช้จ่ายเงินทุกบาททุกสตางค์ที่มาจากเก็บภาษีอากรจากประชาชนอย่างถูกต้องประหยัดและมีประสิทธิภาพ ตามหลักเกณฑ์ที่สตง.ใช้ตรวจสอบทุกหน่วยงานหรือไม่
อาทิ แผนจัดซื้อครุภัณฑ์สำหรับอาคารใหม่หากไม่ถล่มลงมาเสียก่อน เก้าอี้ห้องประชุมตัวละเกือบ 1 แสนบาท หนังแท้นำเข้าจากอิตาลี โต๊ะกินข้าวของผู้ว่าฯและประธานตัวละ 9 หมื่นบาท หรือฝักบัวอาบน้ำชุดละกว่า 1หมื่นบาทจำนวนหลายสิบชุด ซึ่งทำให้เกิดข้อสงสัยว่า สตง.ตั้งใจจะสร้างออฟฟิศหรือโรงอาบน้ำกันแน่
รวมไปถึงการใช้งบประมาณก่อสร้างอาคารสำนักงานและอาคารชุดพักอาศัยตามจังหวัดต่างๆ โดยในปี 2567 สตง.ได้ประกาศประกวดราคางานจ้างก่อสร้างหลายจังหวัด อาทิ ที่จังหวัดสมุทรสาคร มูลค่า 72 ล้านบาท จังหวัดตราดมูลค่า 75 ล้านบาท จังหวัดหนองคาย 73 ล้านบาท จังหวัดสมุทรสงคราม 73 ล้านบาท จังหวัดสระบุรี 88 ล้านบาท จังหวัดสิงห์บุรี 59 ล้านบาท หรือแม้แต่ที่จังหวัดร้อยเอ็ด ที่เคยประกวดราคาก่อสร้างไปแล้วในมูลค่า 58 ล้านบาท กำหนดส่งมองงานต้นปี 2567 แต่ผู้รับเหมาทิ้งงานและถูกปล่อยทิ้งร้างมานานกว่า 1 ปี สตง.ก็เพิ่งจัดประกวดราคาใหม่เมื่อปลายปี 2567 ในวงเงิน 40 ล้านบาท
สำหรับตึก สตง.ที่จตุจักรนั้นมีการตั้งข้อสังเกตุว่าโครงการนี้ผิดปกติตั้งแต่แรก ไม่ให้กรมโยธาธิการออกแบบดังเช่นส่วนราชการอื่นๆ แต่จ้างบริษัทเอกชนมาออกแบบ เมื่อคัดเลือกบริษัทผู้รับเหมาเสร็จแล้ว จึงเชิญ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน(ประเทศไทย) หรือ ACT มาร่วมลงนามใน “โครงการข้อตกลงคุณธรรม” เหมือนเอามาเป็นตราประทับความโปร่งใส ซึ่ง ACT ออกมาแฉว่าตึกสตง.มีการก่อสร้างล่าช้ากว่ากำหนด หยุดงานเป็นช่วงๆ พบว่าเมื่อเดือนมกราคม 2568 สตง.เตรียมจะยกเลิกสัญญาก่อสร้าง กระทั่งเจอแผ่นดินไหวในเดือนมีนาคม
มีคำถามที่สตง.ต้องตอบสังคมให้ชัดว่า ทำไมต้องสร้างอาคารสำนักงานใหม่สูงถึง 30 ชั้นซึ่งใช้งบประมาณกว่า 2,000 ล้านบาท สตง.อาจจะอ้างว่ามีข้าราชการกว่า 3,000 คนรวมลูกจ้างอีก 1,000 คน แต่ก็กระจายอยู่ทั่วประเทศ คนที่อยู่ส่วนกลางปัจจุบันอยู่ที่กระทรวงการคลังเป็นอาคาร 7 ชั้น
นับตั้งแต่วันที่ตึกถล่ม ผู้บริหารของสตง.หดหัวอยู่ไหนไม่รู้ ไม่มีใครกล้าออกหน้ามาแสดงตัวกล่าวแสดงความเสียใจต่อผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ไม่ออกมาแสดงความรับผิดชอบ ไม่แม้กระทั่งลงพื้นที่ดูความเสียหายของบ้านหลังใหม่
จะมีก็แต่นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการ สตง.ได้ออกจดหมายเวียนภายในบอกให้ลูกน้อง “สูดลมหายใจลึกๆ กุมมือกันให้แน่น และก้าวไปพร้อมๆกัน”
ถือเป็นบุญวาสนาของพนักงานสตง.ที่อาคารใหม่สร้างล่าช้ากว่ากำหนด ไม่ทันได้ย้ายไปทำงานก่อนวันที่ 28 มีนาคม 2568 จึงยังมีโอกาสสูดลมหายใจลึกๆต่อไป
และคงเป็นกรรมของคนงานทั้งไทยและต่างด้าวหลายสิบหรืออาจจะถึงร้อยชีวิตที่ยังติดอยู่ใต้ซากตึก ซึ่งคงจะเหลือลมหายใจรวยริน หรือหมดโอกาสที่จะสูดลมหายไปแล้ว ด้วยเพราะโชคร้ายที่มาใช้แรงงานแสวงหารายได้กับโครงการก่อสร้างของ สตง.ที่นึกว่าจะได้มาตรฐาน มีความปลอดภัยสูงด้วยตราประทับโครงการข้อตกลงคุณธรรม
ความศรัทธาและความเชื่อมั่นของสังคมไทยที่เคยมีต่อ สตง.วันนี้คงเทียบเท่าความสูงของตึก 30 ชั้นที่ถล่มทลายในพริบตา หากไม่มีข้อพิสูจน์ความโปร่งใสในโครงการนี้รวมถึงทุกโครงการที่มีการใช้งบประมาณ หากสตง.ไม่รีบกวาดบ้านตัวเองให้สะอาด หรือรัฐบาลวางเฉยกับการตรวจสอบสตง.
แล้วต่อไป สตง.จะมีหน้าไปตรวจสอบใคร
