สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

AOT ดันแผนเป็น Green Airport พุ่งเป้าสู่สนามบิน Net Zero Carbon ภายในปี 2570

 AOT ดันแผนเป็น Green Airport พุ่งเป้าสู่สนามบิน Net Zero Carbon ภายในปี 2570

ท่ามกลางกระแสการท่องเที่ยวของไทยที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมา และทำให้การเดินทางของนักท่องเที่ยวที่ผ่านเข้าออกท่าอากาศยานของไทยมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ทางด้าน บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ออกมาประกาศเตรียมพร้อมสร้างส่วนต่อขยาย ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พร้อมพุ่งเป้าการเป็นสนามบินลดการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ Net Zero Carbon ภายใน 2 ปีข้างหน้า

 

ดร.กีรติ กิจมานะวัฒน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปัจจุบันท่าอากาศยานหลักของประเทศไทยทั้ง 6 แห่ง ซึ่งประกอบด้วย ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมืองท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ท่าอากาศยานภูเก็ต และ ท่าอากาศยานหาดใหญ่ มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าและออก เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยในปี 2567 สนามบินเหล่านี้ ได้รองรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกไปแล้วเกือบ 110 ล้านคนต่อปี รวมถึงมีเที่ยวบินเข้ามามากกว่า 667,000 เที่ยวบิน

 

“เพื่อเป็นการรองรับการเติบโตของปริมาณการเดินทางของผู้โดยสารที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในอนาคต ทาง AOT จึงเร่งพัฒนาโครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อเพิ่มพื้นที่ออกไปอีก 81,000 ตารางเมตร สำหรับรองรับผู้โดยสารที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงมีแผนก่อสร้างอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ (South Terminal) และก่อสร้างทางวิ่งเส้นที่ 4 ซึ่งคาดว่าหลังจากทุกโครงการแล้วเสร็จ จะสามารถรองรับผู้โดยสารได้มากถึง 150 ล้านคนต่อปี รวมถึงยังรองรับเที่ยวบินได้ถึง 120 เที่ยวบินต่อชั่วโมง”

 

ดร.กีรติ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า การนำพลังงานโซลาร์เซลล์ มาใช้ภายในท่าอากาศยาน เป็นอีกหนึ่งแผนดำเนินงานที่ AOT ได้วางไว้ “เราได้ร่วมกับบริษัท ผลิตไฟฟ้าและน้ำเย็น จำกัด (DCAP) ในการดำเนินโครงการระบบผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ บนหลังคาอาคารผู้โดยสาร (Solar Rooftop) โดยได้มีการติดตั้งไปแล้วที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อเดือนสิงหาคม 2566 และนำไฟฟ้าดังกล่าวมาใช้หมุนเวียนภายในท่าอากาศยาน”

นอกจากนี้ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิยังมีแผนจะทำโรงงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ โดยใช้พื้นที่หลังคาเทอร์มินัล และพื้นที่ที่เป็นบ่อน้ำ และที่บริเวณข้างรันเวย์ สร้างเป็นจุดกักเก็บพลังงานไฟฟ้ารวม 60 เมกะวัตต์ ซึ่งเราตั้งเป้าไว้ว่า ภายใน 4 ปี การใช้พลังงานในช่วงกลางวันทั้งหมดของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จะมาจากพลังงานโซลาร์เซลล์ ซึ่งนอกจากจะทำให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นท่าอากาศยานสีเขียวแล้ว ยังจะช่วยประหยัดต้นทุนพลังงานอีกถึง 20% เพราะปัจจุบันท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีต้นทุนค่าพลังงานอยู่ราว 100 ล้านบาทต่อเดือน และหากประสบความสำเร็จ เราก็ยังตั้งเป้าหมายต่อไปด้วยการจัดเก็บพลังงานในรูปแบบไฮโดรเจน หรือ แบตเตอรี่ เพื่อสามารถนำพลังงานมาใช้ในช่วงกลางคืนต่อไป”

 

ส่วนท่าอากาศยานอีก 5 แห่งของ AOT ก็มีแผนติดตั้ง Solar Rooftop เช่นกัน โดยอยู่ระหว่างการสำรวจพื้นที่ทั้งในส่วนของหลังคาอาคารผู้โดยสาร บริเวณข้างรันเวย์และบ่อน้ำ “เราพยายามก้าวไปสู่ Net Zero Carbon เพราะเชื่อว่าในอนาคตสนามบินทั่วโลกจะมีมาตรการ Net Zero Carbon เหมือนกัน” นอกจากนี้  AOT ยังมีแผนเปลี่ยนรถภายในสนามบินทั้งหมดเป็นระบบยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อไม่ให้เกิดควันเข้าไปยังอาคารผู้โดยสารกรณีที่รถบริการจอดรอผู้โดยสารที่ใช้บัสเกต (Bus Gate) โดยตั้งเป้าภายใน 2 ปี ต้องเปลี่ยนรถที่ให้บริการในสนามบินทั้งหมดเป็นยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงรถเมล์ ขสมก.ที่มาจอดหน้าอาคารผู้โดยสาร ขสมก.ก็ต้องเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้าเช่นกัน

 

ไม่เพียงเท่านั้น ด้าน AOT ยังได้ขานรับนโยบายของรัฐบาลที่ขับเคลื่อนให้ “สุวรรณภูมิ” เป็นศูนย์กลางด้านการบินของภูมิภาค “เป้าหมายแรกที่เราวางไว้ คือ การเพิ่มขีดความสามารถของท่าอากาศยาน เพื่อรองรับการเดินทางแบบ Hub and Spoke ซึ่งผู้โดยสารสามารถเปลี่ยนถ่ายเครื่องบิน โดยใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทั้ง Transit และ Transfer อาทิ จากยุโรปมาสุวรรณภูมิแล้วต่อเครื่องไปออสเตรเลีย หรือจีน ซึ่งประเทศไทยถือว่าก็มีศักยภาพความพร้อม บวกกับปัจจุบันที่จีนกับยุโรปมีความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์ การที่จีนจะเพิ่มสล็อตการบินให้ยุโรป หรือยุโรปเพิ่มสล็อตการบินแก่จีนนั้นจึงแทบเป็นไปไม่ได้” ดร.กีรติ กล่าวเสริมด้วยว่า

 

“ประเทศไทยของเรา มีความสัมพันธ์ที่ดีกับจีนและยุโรป ดังนั้น การส่งเสริมการเป็นศูนย์กลาง ของไฟลต์ยุโรปบินมาพักเครื่องที่ไทยแล้วบินไปจีน จึงเป็นอีกโอกาสของไทย ที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถเป็น Hub รองรับการเดินทางระหว่างจีน ยุโรป ออสเตรเลีย นอกจากนี้ เรายังมีการสร้างรันเวย์ที่ 3 และอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (Satellite 1) ซึ่งปัจจุบันก่อสร้างแล้วเสร็จ และมีการเปิดใช้อย่างเต็มรูปแบบไปแล้ว ซึ่งเรี่ยกว่ามี Facilities สมบูรณ์ ที่พร้อมผลักดันให้สุวรรณภูมิเป็นศูนย์กลางการบินของทุกภูมิภาคได้อย่างแน่นอน”

 

อย่างไรก็ดี อีกหนึ่งนโยบาย ที่เชื่อว่ามีส่วนเสริมการช่วยผลักดันให้ “สุวรรณภูมิ” เป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค คือการเปลี่ยนรถภายในสนามบินเป็นระบบยานยนต์ไฟฟ้า “รถยนต์ที่จดทะเบียนใหม่ ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 เป็นต้นไป ทั้งของผู้ประกอบการที่ให้บริการภาคพื้น (Ground Handling) รวมถึง รถเมล์รับส่งผู้โดยสารในสนามบิน รถลีมูซีนและรถแท็กซี่จะเป็นรถยนต์ระบบไฟฟ้า และเรายังมีการติดตั้งสถานี EV Charge สำหรับรถโดยสารสาธารณะไฟฟ้าไว้รองรับอีกด้วย” ยิ่งไปกว่านั้น ดร.กีรติ ยังกล่าวถึง การให้บริการเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน SAF (Sustainable Aviation Fuel) ยังเป็นสิ่งที่ทาง AOT ให้ความสำคัญเช่นกัน เพราะเป็นพลังงานชีวมวล ที่ไม่เพียงมาช่วยขับเคลื่อนให้ท่าอากาศยานของไทย เป็นท่าอากาศยานต้นแบบ หรือ Green Airport เท่านั้น แต่ยังจะทำให้ท่าอากาศยานของไทยเป็นท่าอากาศยานสากลชั้นนำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

samanyavee

https://bangkok-today.com

น่าสนใจสำครับคุณ